การผลิตภาชนะย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากเส้นใยพืชในท้องถิ่น

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ฐิติพร โปร่งไธสง, มนัสนันท์ มาลานนท์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ธนวรรณ มาลานนท์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2560

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การผลิตภาชนะย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จากพืชท้องถิ่น เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลองที่ทดลองเกี่ยวกับการศึกษาหากรรมวิธีการผลิตภาชนะย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากพืชท้องถิ่น ได้แก่ กาบข่า ตะไคร้ กาบกล้วย ผักตบชวา เป็นต้น ด้วยกระบวนการอัดขึ้นรูปแบบเย็นที่ผลิตขึ้นเองอย่างง่ายๆ โดยจะศึกษาสภาวการณ์อัดขึ้นรูปวัสดุที่เหมาะสม เช่น ปริมาณวัสดุที่ใช้ในการอัดขึ้นรูปแบ่งออกเป็นสามระดับโดยมีอัตราส่วนระหว่างเส้นใยต่อแป้งมันสำปะหลังเท่ากับ (1) 70 : 30 (2) 60 : 40 และ 100 : 0 โดยน้ำหนัก จากนั้นทำการทดสอบสมบัติทางกลและสมบัติทางกายภาพของชิ้นงานซึ่งประกอบด้วยการทดสอบแรงดัดโค้ง (Flexural test) การทดสอบความหนาแน่น การทดสอบการซึมน้ำและการทดสอบการพองตัวทางความหนาของวัสดุ อีกทั้งผู้ทำโครงงานได้ศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้เป็นตัวประสานระหว่างแป้งมันไม่ดัดแปรจากท้องตลาดและแป้งมันจากมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ซึ่งได้ผลการทดลองดังนี้

ผลการทดสอบสมบัติทางกล ทดสอบแรงดัดโค้งของวัสดุ พบว่าชนิดของเส้นใยพืชมีผลต่อค่าความแข็งแรงดัดโค้ง เส้นข่าค่าความแข็งแรงดัดโค้งจะมีค่ามากกว่าเส้นใยพืชชนิดอื่นๆ จากผลการทดสอบแรงดัดโค้งจะพบว่าชิ้นงานที่ให้ค่าความแข็งแรงดัดโค้งสูงที่สุด คือ ชิ้นงานที่มีอัตราส่วนระหว่างเส้นใยข่าต่อตัวประสานเท่ากับ 60 : 40 และมีความยาวเส้นใยเท่ากับ 2 มิลลิเมตร โดยมีค่าความแข็งแรงดัดโค้งเท่ากับ 1.55 MPa ผลการทดสอบสมบัติทางกายภาพ การทดสอบความหนาแน่นพบว่าชนิดของเส้นใยพืชมีผลต่อค่าความหนาแน่น เส้นใยข่าค่าความหนาแน่นจะมีค่ามากกว่าเส้นใยชนิดอื่น จากผลการทดสอบค่าความหนาแน่นพบว่าชิ้นงานที่ให้ค่าความหนาแน่นสูงที่สุด คือ ชิ้นงานที่มีอัตราส่วนระหว่างเส้นใยข่าต่อตัวประสานเท่ากับ 60 : 40 และมีความยาวเส้นใยเท่ากับ 2 มิลลิเมตร โดยมีค่าความหนาแน่นเท่ากับ 957.68 kg/m3 การทดสอบการซึมน้ำ พบว่าชนิดของเส้นใยพืชมีผลต่อการซึมน้ำ เส้นใยข่าค่าการซึมน้ำจะน้อยกว่าเส้นใยพืชชนิดอื่นๆ จากผลการทดสอบค่าการซึมน้ำพบว่าชิ้นงานที่ให้ค่าการซึมน้ำต่ำที่สุด คือ ชิ้นงานที่มีอัตราส่วนระหว่างเส้นใยข่าต่อตัวประสานเท่ากับ 60 : 40 และมีความยาวเส้นใยเท่ากับ 2 มิลลิเมตร โดยมีค่าการซึมน้ำเท่ากับ 4.80% การทดสอบการพองตัวทางความหนาพบว่าขนาดของเส้นใยข่ามีผลต่อการพองตัวทางความหนา เส้นใยข่ามีค่าการพองตัวจะน้อยกว่าเส้นใยพืชชนิดอื่นๆ จากผลการทดสอบค่าการพองตัวทางความหนาพบว่าชิ้นงานที่ให้ค่าการพองตัวทางความหนาต่ำที่สุด คือ ชิ้นงานที่มีอัตราส่วนระหว่างเส้นใยข่าต่อตัวประสานเท่ากับ 60 : 40 และมีความยาวเส้นใยเท่ากับ 2 มิลลิเมตร โดยมีค่าการพองตัวทางความหนาเท่ากับ 5.09%