การศึกษาประสิทธิภาพของแบคทีเรียเดี่ยวและแบคทีเรียผสมที่คัดเลือกในการย่อยสลายพลาสติกชนิดต่าง ๆ
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
นพไพสิษฐ์ ทิพย์ชาคร
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
กิติพงศ์ อังศุจินดา, วันชัย อัศวลาภสกุล
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
ปัจจุบันขยะพลาสติกมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 9,600 ตันต่อวัน ในปี 2565 ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 5 ที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด ขยะพลาสติกชนิดต่าง ๆ โดยมากมาจากการใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และสะท้อนกลับสู่มนุษย์ในรูปแบบไมโครพลาสติก โดยเฉพาะในสัตว์น้ำต่าง ๆ จากการศึกษาและสำรวจปริมาณไมโครพลาสติกในเนื้อ หนัง และเหงือก ของปลานิลและปลาดุกในปี พ.ศ. 2564-2565 พบว่ามีจำนวนไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์ การสลายพลาสติกทางกายภาพต้องใช้เวลานานหลายร้อยปี พลาสติกที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบบ่อยที่สุดคือโพลิสไตรีน (Polystyrene: PS) โพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) โพลิเอทิลีน (Polyethylene: PE) และโพลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinylchloride: PVC) ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดย่อยสลายพลาสติกด้วยกระบวนการทางชีวภาพ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการสลายพลาสติกของแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิด (Acinetobacter lwoffii AO7, Bacillus amyloliquefaciens, Micrococcus luteus WNO1 และ Pseudomonas putida MUO1) กับพลาสติก 4 ชนิด ได้แก่ PS PE PP และ PVC 2) ศึกษาการย่อยสลายพลาสติกของแบคทีเรียในสภาพแวดล้อมคล้ายจริง และ 3) ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการสลายพลาสติกร่วมกันของแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิด โดยเริ่มจากเลี้ยงแบคทีเรีย ในหลอดทดลองที่มีพลาสติก PS PP PE หรือ PVC ขนาด 1 ตารางเซนติเมตร บ่มเชื้อที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ทำการทดลองทั้งหมด 3 ซ้ำ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลาสติกทั้ง 4 ชนิดด้วยเครื่อง Fourier Transform Infrared Spectrometer (FT-IR) ทุก 15 วัน เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยจะศึกษาผลการย่อยสลายพลาสติกของแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิด และตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลาสติกทั้ง 4 ชนิดด้วยเครื่อง FT-IR ควบคู่กับศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการสลายพลาสติกร่วมกันของแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิด