การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนของปูนาสกุล Somanniathelpusa เพื่อประยุกต์และปรับพฤติกรรมโดยวิธีการทางธรรมชาติ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

สิรภพ ตั้งวรเกษม, เปรมินทร์ เลิศพงษ์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

วนิดา ภู่เอี่ยม, ชนันท์ เกียรติสิริสาสน์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2561

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

สภาพและปัญหาระบบนิเวศนาข้าวในปัจจุบัน พบว่ามีปูนาเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญ โดยเกษตรกรส่วนมากจะใช้สารเคมีในการกำจัดปูนา ซึ่งอาจมีการตกค้างของสารเคมีในต้นข้าว ส่งผลต่อผู้บริโภคลำดับสุดท้ายคือ มนุษย์ ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนของปูนาสกุล Somanniathelpusa เพื่อประยุกต์และปรับพฤติกรรมด้วยวิธีการทางธรรมชาติ โดยกำหนดการศึกษาเป็น 4 การศึกษาดังนี้ 1. ศึกษาสภาพและปัญหาในระบบนิเวศนาข้าว 2. สายพันธุ์และสัณฐานของปูนาในระบบนิเวศนาข้าว 3. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนของปูนา 4. ประยุกต์ใช้ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนของปูนาเพื่อปรับพฤติกรรมของปูนาด้วยวิธีการทางธรรมชาติ โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัยและผลการศึกษาดังนี้ศึกษาสภาพและปัญหาในระบบนิเวศนาข้าวโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สัมภาษณ์เกษตรกรท้องถิ่น พบว่าการทำนามี 4 ระยะ ระยะที่พบศัตรูพืชได้แก่ ปูนา คือระยะปักดำ จากนั้นศึกษาสายพันธุ์และสัณฐานของปูนาในระบบนิเวศนาข้าว โดยการเก็บข้อมูลของปูนา และเปรียบเทียบกับรูปวิธาน พบว่าสายพันธุ์ปูนาที่พบคือ ปูนาสายพันธุ์ S.Germaini โดยด้านท้องของปูนา จะพบอวัยวะที่ใช้ในการจำแนกเพศที่สำคัญ คือ อวัยวะเพศผู้ (gonopod) เมื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนของปูนา โดยออกแบบการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าปูนาเพศผู้ที่ไม่ได้รับอาหารและไม่ได้รับความชื้น มีพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนในระยะ 7-10 วันมากที่สุด โดยถ้าปูนาสายพันธุ์ S.Germaini ที่มีพฤติกรรมการจับคู่ จะมีพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนลดลง สุดท้ายผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนของปูนา เพื่อปรับพฤติกรรมของปูนาด้วยวิธีการทางธรรมชาติ พบว่าเมื่อนำปูนาสายพันธุ์ S.Germaini ที่มีพฤติกรรมการจับคู่กันไปตรวจสอบระดับยีน Farnesoic Acid ได้ผลสอดคล้องกับปูนาที่มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์ สามารถสรุปได้ว่าความชื้นมีผลทำให้ปูนาปรับพฤติกรรมการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนเป็นพฤติกรรมการสืบพันธุ์เมื่อได้รับความชื้น และมีอัตราการทำลายต้นกล้าข้าววัยอ่อนลดลง อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05