โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องการศึกษาเบื้องต้นเพื่อนำเอนไซม์ไคติเนสจากแบคทีเรียไปประยุกต์ใช้ในการเกษตร

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
  • ชัยยศ ทิรานนท์

  • สุพร พงษ์นุ่มกุล

  • สุรศักดิ์ ชื่นศรีวิโรจน์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
  • นิพนธ์ ศรีนฤมล

  • รัฐ พิชญางกูร, ดร.

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

รางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์

ม.ปลาย ชนะการประกวดรางวัลที่ 2 ทั่วไป ภาคกลาง

การตีพิมพ์ผลงาน

วารสารบทคัดย่อการศึกษาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 2544 12(36) p

คำสำคัญ (keywords) ของโครงงาน
  • การเกษตร

  • เชื้อรา การกำจัด

  • เอนไซม์ไคติเนส

  • แบคทีเรีย

ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานนี้เป็นการนำแบคทีเรีย D, E, F และ I ที่สามารถผลิตเอนไซม์ไคติเนส มาศึกษาเพิ่มเติมโดยนำมาใช้ทดสอบความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา Rhizopus sp. (จากเดิมที่เคยศึกษาพบว่า เอนไซม์ไคติเนสในแบคทีเรียในข้าว) ผลการศึกษาพบว่า แบคทีเรีย F มีความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตของราทั้ง 2 ชนิด และเมื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเอนไซม์ไคติเนสที่ได้จากแบคทีเรียแต่ละชนิด ที่สภาวะต่าง ๆ กันพบว่าเอนไซม์ไคติเนสจากแบคทีเรีย D มีประสิทธิภาพสูงสุดที่อุณหภูมิ 40 C และ pH 5 อุณหภูมิ 40 C และ pH 7 เอนไซม์ไคติเนสจากแบคทีเรีย F มีประสิทธิภาพสูงสุดที่อุณหภูมิ 40 C และ pH 8 สำหรับการทดลองนำอาหารเหลวสูตรที่มีเอนไซม์ไคติเนสและแบคทีเรียความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ไปรดต้นถั่วเขียวพบว่าความยาวเฉลี่ยของลำต้น รากแก้ว และใบมากกว่าชุดที่รดด้วยอาหารเหลวสูตร 2 ที่ไม่มีแบคทีเรียมีเฉพาะเอนไซม์ และมากกว่าชุดที่รถด้วยอาหารเหลวสูตรที่มีแบคที่เรีย ซึ่งผ่านการให้ความร้อนแล้วจึงอาจเป็นไปได้ว่าเอนไซม์ไคติเนสและแบคทีเรียมีผลต่อความยาวเฉลี่ยของลำต้น รากแก้วและใบของต้นถั่วเขียวและ/หรือแบคทีเรีย อาจผลิตสารบางชนิดที่ทนต่อความร้อนซึ่งมีผลต่อความยาวเฉลี่ยของต้นถั่วเขียวและ/หรือแบคทีเรียอาจทำให้สภาพดินเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อความยาวเฉลี่ยของต้นถั่วเขียวได้ ผลการทดลองที่ได้ จึงเป็นแนวทางการนำเอนไซม์ไคติเนสไปประยุกต์ใช้ในการการเกษตรต่อไป