โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องชุดควบคุมการงอกของเมล็ด

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
  • พวงพยอม แก้วมูล และคณะ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย

รางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์

ม.ปลาย ชนะการประกวดรางวัลชมเชย การเกษตร ภาคเหนือตอนบน

การตีพิมพ์ผลงาน

วารสารบทคัดย่อการศึกษาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 2538 6(16) p63

ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมากในการดำรงชีวิต แต่ในปัจจุบันโลกกำลังประสบปัญหาในเรื่องการขาดแคลนน้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ต้องประสบกับปัญหานี้ ทำให้ปริมาณผลผลิตในการเพาะปลูกลดต่ำลง ส่งผลให้รายได้ต่อปีลดลงเช่นกัน คณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดจากการใช้น้ำในการเพาะปลูก จึงได้ทดลองหาวิธีการปลูกพืชโดยใช้น้ำอย่างคุ้มค่า และประหยัดอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดพืชอีกด้วย โดยได้สร้าง "ชุดควบคุมการงอกของเมล็ด" ซึ่งในการทดลองนี้ได้นำวิธีทางธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ โดยจำลองแบบจากการที่ต้นไม้ดูดน้ำขึ้นมาใช้จากน้ำใต้ดิน ชุดควบคุมการงอกของเมล็ด มีระบบการทำงานโดยใช้หลักของการรักษาระดับน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำ และมีการจ่ายน้ำแบบอัตโนมัติ โดยดัดแปลงจากหลักการจ่ายน้ำของสุขภัณฑ์ (ถังชักโครก) โดยใช้ลูกลอย นอกจากนี้ชุดควบคุมฯยังช่วยประหยัดน้ำ โดยให้ดินดูดซับน้ำจากท่อขึ้นไปแทนการรดน้ำปกติ ซึ่งจะทำให้น้ำซึมหายไปในพื้นดิน และยังมีการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความหนาของชั้นดินกับความชื้นในดินว่าจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจอย่างไร สำหรับพืชที่นำมาทดลองนั้นคือข้าวโพดพันธุ์ Hawaiian Sweet และถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ นำมาทดลองโดยแบ่งความหนาของชั้นดินออกเป็น 3 ระดับ คือ หนามาก(16 ซม.) หนาปานกลาง(12.5 ซม.) และหนาน้อย(9 ซม.) พบว่าความหนาของชั้นดินแปรผกผันกับค่าความชื้นในดิน โดยข้าวโพดจะงอกและเจริญได้ดีที่สุดในดินที่ระดับความหนา 16 ซม. ส่วนถั่วเหลืองจะงอกและเจริญได้ดีที่สุดที่ระดับความหนา 9 ซม. จากผลการทดลองของโครงงาน เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเพาะเมล็ดที่มีราคาแพงและต้องการความชื้นอย่างสม่ำเสมอที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด