โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องวัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยโดยใช้สารแทนนินในการปรับปรุงคุณสมบัติด้วยการยับยั้งการขึ้นรา

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
  • ชนิกานต์ วีระกิติกุล

  • นันทวดี ขุนนุ้ย

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
  • สิรินาถ ชุมพาที

  • ไมตรี สุดเรือง

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสตรีพัทลุง

รางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์

ม.ปลาย เหรียญเงิน ภาคใต้

คำสำคัญ (keywords) ของโครงงาน
  • กาบกล้วย

  • รา การยับยั้ง

  • วัสดุกันกระแทก

  • แทนนิน

ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อหาระยะเวลาและอัตราส่วนในการแช่กาบกล้วยในสารแทนนินที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการขึ้นรา เพื่อหาอัตราส่วนระหว่างกาบกล้วยกับน้ำยางพาราที่เหมาะสมในการทำวัสดุกันกระแทก เพื่อศึกษาประสิทธิภาพด้านการกันกระแทก การขึ้นรา และความพึงพอใจต่อวัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วย ผลพบว่า 1. ระยะเวลาและอัตราส่วนในการแช่กาบกล้วยในสารแทนนินที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการขึ้นรามากที่สุด คือ แช่เป็นเวลา 3 วัน ในอัตราส่วน 1 : 3 คือ ผ่านไป 180 วันแล้วยังไม่ขึ้นรา 2. อัตราส่วนระหว่างกาบกล้วยต่อน้ำยางพารา 1 : 3 โดยมวลต่อปริมาตร มีความเหมาะสมในการสร้างวัสดุกันกระแทกมากที่สุด วัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยที่มีความหนา 0.8 เซนติเมตร มีค่าความยืดหยุ่นและการกันกระแทกมากกว่าที่มีความหนา 0.4 และ 0.2 เซนติเมตร และมีค่าใกล้เคียงกับวัสดุกันกระแทกชนิด EPE โฟม 3. วัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยชนิดถุงใส่ไข่มีประสิทธิภาพการกันกระแทกดีกว่ากล่องพลาสติกในทุกระดับความสูงที่ตด คือ ไข่ไม่มีรอยร้าว/แตก เมื่อตกที่ความสูง 25 เซนติเมตร ไข่มีรอยร้าว/แตกร้อยละ 16.67 เมื่อตกที่ความสูง 50 เซนติเมตร และไข่มีรอยร้าว/แตกร้อยละ50.00 เมื่อตกที่ความสูง 75 เซนติเมตร วัสดุกันกระแทกสำหรับผลไม้ที่มีความหนา 0.8 เซนติเมตร มีประสิทธิภาพการกันกระแทกได้ดีกว่าที่มีความหนา0.4 และประสิทธิภาพใกล้เคียงกับตาข่ายโฟมในทุกระดับพลังงานที่มากระแทก 4. ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้วัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยอยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 94.67 โดยมีความพึงพอใจด้านช่วยลดขยะ/เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คือ ร้อยละ 98.67 รองลงมา คือ ด้านความสวยงาม ร้อยละ 97.33 ด้านการป้องกันการกระแทก ร้อยละ 96.00 ด้านความเหมาะสมของราคา ร้อยละ 93.33 ด้านความสะดวกในการใช้งาน ร้อยละ 92.67 และด้านการนำกลับมาใช้ซ้ำ ร้อยละ 90.00 ตามลำดับ