ภาษิตว่าด้วยการพูดจา

การพูดหรือการใช้วาจามีความสำคัญต่อการสื่อสาร เพราะคนเราจะรักกัน เข้าใจกัน หรือขัดแย้งเป็นศัตรูกันก็อยู่ที่คำพูดและการใช้คำพูดให้ถูกต้อง เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลเป็นสำคัญ ทางล้านนามีภาษิตเกี่ยวกับการ พูดจาซึ่งให้ข้อคิดทั้งผู้พูดและผู้ฟังหลายประเด็น ดังนี้

๑. ภาษิตสอนให้มีความระมัดระวังในการพูดจาและรู้จักคิดพิจารณา ให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะพูด ว่าจะทำให้ใครเสียหายหรือจะเกิดผลเสียเช่นไร เช่น

กินปลาช่างไซ้ก้าง จะพูดอ้างหื้อพิจารณา [กินป่าช่างไซ้ก้าง จะพูดอ้างหื้อปิดจำละนา] หมายความว่า จะกินปลาต้องรู้จักเอาก้างออกก่อน จะพูดจากล่าวอ้างอะไรก็ต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่

ช่าง [ช่าง] แปลว่า ทำเป็น, รู้จัก, รู้วิธี

ไซ้ แปลว่า เลือก, คัดเลือก

อู้หื้อเปิ้นรัก ยากนักจักหวัง อู้หื้อเปิ้นชัง คำเดียวก็ได้ [อู้หื้อ เปิ้นฮัก ยากนักจักหวัง อู้หื้อเปิ้นจัง กำเดียวก้อได้] หมายความว่า พูดให้คนอื่น รักชอบเรานั้นยากหรือใช้เวลานาน แต่พูดให้คนเกลียดนั้นเพียงประเดี๋ยวเดียว ก็เกิดขึ้นได้

เปิ้น [เปิ้น] แปลว่า ท่าน, เขา

อู้ แปลว่า พูด

คำเดียว [กำเดียว] แปลว่า ประเดี๋ยวเดียว

๒. สอนให้มีปิยวาจา เพราะจะทำให้เกิดความเป็นมิตร มีคนรักคนชอบ หรือทำให้การทำงานสำเร็จได้ มีภาษิตหลายบทดังนี้

คันว่าจะมัด บ่ต้องมัดด้วยปอ คำปากคำคอ มัดกันก็ได้ [กันว่าจะมัด บ่ต้องมัดด้วยป๋อ คำปากคำคอ มัดกันก็ได้ แปลว่า หากจะผูกมัด ไม่ต้องมัดด้วยเชือกปอ ใช้คำพูดคำจาผูกมัดกันก็ได้ หมายความว่า คำพูดจานั้นสามารถผูกหรือมัดจิตใจกันได้ดีกว่ามัดด้วยเชือก

คันว่า [กันว่า] ตรงกับคำว่า ครั้นว่า

คำปากคำคอ [คำปากคำคอ] ตรงกับสำนวนภาคกลางว่า คำพูดคำจา

ใคร่หื้อเพิ่นรัก ช่างอู้ปากหวาน ใคร่ไป่ใคร่สาน หื้อถามคนแก่ [ไค่หื้อเปิ้นฮัก จ้างอู้ปากหวาน ไค่ไปไค่สาน หื้อถามคนแก่] แปลว่า อยากให้คนรักก็ต้องรู้จักพูดจาให้ไพเราะ อยากสานข้าวของเครื่องใช้เป็นก็ต้องไปถามคนเฒ่าคนแก่ให้สอนให้

ไป่ แปลว่า สาน

ช่างอู้ [จ้างอู้] แปลว่า รู้จักพูด

คนเฒ่าปากหวานลูกหลานรัก คนเฒ่าปากนักลูกหลานชัง [คนเถ้าปากหวานลูกหลานฮัก คนเถ้าปากนักลูกหลานจัง] แปลว่า คนแก่พูดจาไพเราะลูกหลานรัก คนแก่พูดมากลูกหลานชัง หมายความว่า ถ้าคนแก่หรือผู้ใหญ่พูดไพเราะลูกหลานก็รักใคร่พอใจ ในทางตรงกันข้ามถ้าพูดมากหรือขี้บ่นลูกหลานก็จะรำคาญ ไม่อยากอยู่ใกล้

ปากนัก หมายถึง พูดมาก, จู้จี้ขี้บ่น

คนเฒ่าขี้จ่ม ลูกหลานชัง คนขี้ชิขี้ซำ บ่มีเพื่อนพ้อง [คนเถ้าขี้จ่มลูกหลานจัง คนขี้จิขี้จำ บ่อมีเปื้อนป้อง] แปลว่า คนแก่ที่จู้จี้ขี้บ่น ลูกหลานชัง คนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่มีเพื่อนพ้อง หมายความว่า คนแก่ที่จู้จี้ขี้บ่นลูกหลานก็จะเบื่อหน่ายหรือรำคาญ ส่วนคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวมากเกินไปก็จะทำให้ไม่มีเพื่อนหรือไม่มีคนอยากคบค้าสมาคมด้วย

จ่ม แปลว่า บ่น

ขี้ชิ [ขี้จิ๊] แปลว่า ขี้เหนียว, ตระหนี่ถี่เหนียว

ขี้ชำ [ขี้จำ] เป็นคำสร้อยของคำ ขี้ชิ [ขี้จิ๊]

คำติอย่านื้อมี คำดีหื้อกล่าวไว้ [กำติอย่าหื้อมี กำดีหื้อก่าวไว้] แปลว่า คำติเตียนอย่าให้มี คำดีให้พูด หมายความว่า ไม่ควรพูดติเตียนผู้อื่นให้รู้จักพูดแต่สิ่งที่ดีของเขา

แรงคนอยู่ที่น้ำลาย แรงควายอยู่ที่น้ำแม่ [แฮงคนอยู่ตี้น้ำลาย แฮงควายอยู่ตี้น้ำแม่] แปลว่า เรี่ยวแรงของคนอยู่ที่น้ำลาย เรี่ยวแรงของควายอยู่ที่แม่น้ำ หมายความว่า คนจะมีกำลังใจหรือเรี่ยวแรงในการทำงานอยู่ที่คำพูดที่ดีหรือคำชมเชย ส่วนควายจะมีเรี่ยวแรงทำงานอยู่ที่ได้แช่น้ำ ซึ่งเป็นการสอนให้รู้จักวิธีพูดจาเพื่อขอให้ผู้อื่นช่วยทำงาน เพื่อให้งานนั้นสำเร็จได้

น้ำลาย ในที่นี้หมายถึง คำพูด

น้ำแม่ คือ แม่น้ำ

๓. สอนให้รู้จักเก็บงำความ หรือควรรู้ว่าเรื่องใดควรพูดไม่ควรพูด เช่น

ยินคำเข้าหู อย่าถูออกปาก จักยากใจเมื่อภายลุน [ญินคำเข้าหู อย่าถูออกปาก จักญากใจเมื่อปายลุน] แปลว่า ได้ยินคำพูดเข้าทางหู อย่านำไป พูดออกทางปาก หมายความว่าได้ยินอะไรแล้วไม่ควรพูดต่อ อาจจะทำให้มี เรื่องยุ่งยากใจภายหลังได้

ยิน แปลว่า ได้ยิน

ยากใจ [ญากใจ] แปลว่า ลำบากใจ

คำในบ่ควรออก คำนอกบ่ควรเข้า [คำไนบ่อกวนออก คำนอกบ่อ กวนเข้า] หมายความว่า เรื่องราวภายในบ้านไม่ควรนำไปเล่าให้คนที่อยู่นอกบ้าน ฟัง เรื่องของคนนอกบ้านก็ไม่ควรนำมาเล่าหรือถกเถียงกันภายในบ้าน จะทำให้ บาดหมางใจกันได้

คำ [คำ] หมายถึง ความ, เรื่องราว

ภาษิตนี้ตรงกับสำนวนภาคกลางว่า ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า หรือ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า

คำบ่ดีบ่ควรเอามาเล่า คำปางเก่าบ่ดีเอามายาย [คำบ่อดีบ่อกวน เอามาเล่า คำปางเก่าบ่อดีเอามายาย] หมายความว่า เรื่องไม่ดีไม่ควรนำมาเล่า เรื่องในอดีตไม่ควรนำมาขยายความ จะทำให้เกิดเรื่องขึ้นอีกได้

ยาย [ญาย] แปลว่า เรียงราย ในที่นี้หมายถึง การเล่าซ้ำหรือ ขยายความ

๔. สอนให้รักษาคำพูดของตน ดังภาษิตว่า

กินแล้วลืมอยาก ปากแล้วลืมคำ [กิ้นแล้วลืมอยาก ปากแล้วลืมคำ] หมายความว่า ได้กินอิ่มแล้วลืมความหิวความอยาก หรือลืมว่าความทุกข์ที่ เกิดจากความอยากความหิวเป็นเช่นไร พูดอะไรหรือสัญญาอะไรไว้แล้วก็ลืม ไม่ทำตามที่พูด

ปาก แปลว่า พูด

๕. สอนไม่ให้ฟังคำยุยงส่อเสียด ดังภาษิตว่า

อย่าอู้กันดัง อย่าฟังคำส่อ [อย่าอู้กันดัง อย่าฟังคำส่อ] คำสอนนี้มี ความหมายตรงตัวคือไม่ควรพูดคุยเสียงดัง เพราะจะทำให้ผู้อื่นรำคาญหรือ ไม่พอใจ และไม่ควรเชื่อคำยุยงส่อเสียด เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้

ส่อ แปลว่า ฟ้อง, ยุยง, บอก

และขณะเดียวกันก็สอนว่าอย่ายุยงให้ผู้อื่นผิดใจหรือทะเลาะกัน ดังภาษิตว่า

อย่าส่อหื้อชาวบ้านผิดกัน [อย่าส่อหื้อจาวบ้านผิดกั้น]

๖. สอนให้รู้จักพิจารณาคำพูดของคน เพราะบางครั้งก็มีคนที่ปากกับใจ ไม่ตรงกัน จึงไม่ควรเชื่ออะไรที่ได้ยินทั้งหมด มีภาษิตดังนี้

ปากเป็นธรรม ใจดำเหมือนหมิ่นหม้อ [ปากเป็นธรรม ใจดำเหมือนหมิ่นหม้อ] แปลว่า พูดจาเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ใจดำเหมือนหมิ่นหม้อ ภาษิตนี้ใจความตรงกับสำนวนภาคกลางว่า มือถือสากปากถือศีล

หมิ่นหม้อ คือ หมิ่นหม้อ หมายถึง เขม่าดำที่ติดก้นหม้อ

ปากหวานก้นส้ม ทางในขมเหมือนบ่าแคว้ง [ปากหวานก้นส้ม ทางในขมเหมือนบ่าแคว้ง] แปลว่า ปากหวานก้นเปรี้ยว ภายในใจขมเหมือนมะเขือพวง ภาษิตนี้ตรงกับสำนวนภาคกลางว่า ปากหวานก้นเปรี้ยว

ส้ม แปลว่า เปรี้ยว

บ่าแคว้ง คือ มะเขือพวง

๗. สอนให้รู้จักพิจารณาการพูดหรือการฟังคำพูดของคนฉลาดหรือคนโง่ เช่น

กำฟู่นักปราชญ์ เหมือนดาบสองคม กำฟู่คนโง่ (ง่าว) งมเหมือนลมพัดยอดไม้ [กำฟู่นักปราชญ์ เหมือนดาบสองคม กำฟู่คนโง่ (ง่าว) งมเหมือนลมพัดยอดไม้] หมายความว่า คำพูดของนักปราชญ์นั้นมีความเฉียบแหลม หรือมีประโยชน์เหมือนกับดาบที่มี ๒ คม ส่วนคำพูดของคนโง่เหมือนลมพัดยอดไม้ ไม่มีสาระแก่นสารอะไร บทนี้ต้องการสอนว่าคำพูดของนักปราชญ์นั้นมีคุณค่าควรนำมาประพฤติปฏิบัติจะทำให้เกิดประโยชน์ได้ ดาบสองคม ในภาษิตนี้หมายถึง สิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้ง ๒ ทาง ต่างกับสำนวนของภาคกลางที่หมายถึง สิ่งที่มีทั้งคุณและโทษ

(รศ.กรรณิการ์ วิมลเกษม)