อาสาฬหบูชา

อาสาฬหะ คือเดือน ๘ อาสาฬหบูชา คือการบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๘ ความสำคัญของวันเพ็ญเดือน ๘ นี้มีอยู่อย่างไร จะได้นำพุทธประวัติตอนหนึ่งมาเล่าต่อไปนี้

นับแต่วันที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ คือ ในวันเพ็ญเดือน ๖ พระองค์ประทับเสวยวิมุติสุขในบริเวณโพธิมัณฑ์นั้นตลอด ๒ สัปดาห์

สัปดาห์ที่ ๑ คงประทับอยู่ที่ควงไม้อสัตถะ อันเป็นไม้มหาโพธิ เพราะเป็นที่ตรัสรู้ ทรงใช้เวลาพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมทบทวนอยู่ตลอด ๗ วัน

สัปดาห์ที่ ๒ เสด็จไปทางทิศอีสานของต้นมหาโพธิ ประทับกลางแจ้ง เพ่งดูไม้มหาโพธิโดยไม่กระพริบพระเนตรอยู่ในที่แห่งนั้นจนตลอด ๘ วัน ที่ที่ประทับยืนนั้นปรากฏเรียกในภายหลังว่า "อนิมิสสเจดีย์"

สัปดาห์ที่ ๓ เสด็จไปประทับอยู่ในที่กึ่งกลางระหว่างอนิมิสเจดีย์กับต้นมหาโพธิ์ แล้วทรงจงกรมอยู่ ณ ที่ตรงนั้นตลอด ๗ วัน ซึ่งต่อมาเรียกที่ตรงนั้นว่า "จงกรมเจดีย์"

สัปดาห์ที่ ๔ เสด็จไปทางทิศพายัพของต้นมหาโพธิ ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมอยู่ตลอดวัน ที่ประทับขัดสมาธิเพชร ต่อมาเรียกว่า "รัตนฆรเจดีย์"

สัปดาห์ที่ ๕ เสด็จไปทางทิศบูรพาของต้นมหาโพธิ ประทับที่ควงไม้ไทร ชื่อ อชปาลนิโครธ อยู่ตลอด ๒ วัน ในระหว่างนั้นทรงแก้ปัญหาของพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทูลถามในเรื่องความเป็นพราหมณ์

สัปดาห์ที่ ๕ เสด็จไปทางทิศอาคเนย์ของต้นมหาโพธิ ประทับที่ควงไม้จิกเสวยวิมุติสุขอยู่ตลอด ๗ วัน ฝนตกพรำตลอดเวลา พญานาคมาวงขดล้อมพระองค์ และแผ่พังพานบังฝนให้ พระองค์ทรงเปล่งพระอุทานสรรเสริญความสงัดและความไม่เบียดเบียนกันว่าเป็นสุขในโลก

สัปดาห์ที่ ๖ เสด็จย้ายสถานไปทางทิศใต้ของต้นมหาโพธิ ประทับที่ควงไม้เกด เสวยวิมุตติสุขอยู่ตลอด ๗ วัน มีพาณิช ๒ คนชื่อ ตปุสสะ กับ ภัลลิกะ เดินทางจากอุกกลชนบทมาถึงที่นั้นได้เห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่ จึงนำข้าวสัตตุผงข้าวสัตตุก้อน ซึ่งเป็นเสบียงกรังของตนเข้าไปถวาย พระองค์ทรงรับเสวยเสร็จแล้ว สองพาณิชก็ประกาศตนเป็นอุบาสก นับเป็นอุบาสกคู่แรกในประวัติกาล

เมื่อล่วงสัปดาห์ที่ ๗ แล้ว พระองค์เสด็จกลับมาประทับที่ควงไม้ไทรชื่อ อชปาลนิโครธอีก ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้งมาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม จึงท้อพระทัยที่จะสอนสัตว์ แต่อาศัยพระกรุณาเป็นที่ตั้ง ทรงเล็งเห็นว่าโลกนี้ผู้ที่พอจะรู้ตามได้ก็คงมี ตอนนี้แสดงถึงบุคคล ๔ เหล่า เปรียบกับดอกบัว ๔ ประเภท คือ

๑. อุคฆติตัญญู ได้แก่ผู้ที่มีอุปนิสัยสามารถรู้ธรรมวิเศษได้ทันทีทันใด ในขณะที่มีผู้สั่งสอน เปรียบเทียบเหมือนดอกบัวที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำแล้ว พร้อม ที่จะบานเมื่อได้รับแสงพระอาทิตย์ในวันนั้น

๒. วิปัจจิตัญญุ ได้แก่ผู้ที่สามารถจะรู้ธรรมวิเศษได้ ต่อเมื่อท่านขยายความย่อให้พิสดารออกไป เปรียบเหมือนดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอระดับน้ำ จักบานในวันรุ่งขึ้น

๓. เนยยะ ได้แก่ผู้ที่พากเพียรพยายาม ฟัง คิด ถาม ท่องอยู่เสมอ ไม่ทอดทิ้ง จึงได้รู้ธรรมวิเศษ เปรียบเสมือนดอกบัวที่ยังไม่โผล่ขึ้นจากน้ำ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำ แต่จะโผล่แล้วบานขึ้นในวันต่อ ๆ ไป

๔. ปทปรมะ ได้แก่ผู้ที่แม้ฟัง คิด ถาม ท่อง แล้วก็ไม่สามารถรู้ธรรมวิเศษได้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำติดกับโคลนตม รังแต่จะเป็นภักษาหารแห่งปลาและเต่า เมื่อเล็งเห็นเหตุนี้จึงตกลงพระทัยจะสอน ทรงนึกถึงผู้ที่ควรโปรดก่อน เช่น อาฬารดาบสกับอุทกดาบส ท่านเหล่านี้ก็หาบุญไม่เสียแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ปัญจวัคคีย์ จึงทรงตัดสินพระทัยว่าควรโปรดปัญจวัคคีย์ก่อน แล้วก็เสด็จออกเดินทางจากควงไม้ไทรนั้น มุ่งพระพักตร์เสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

การที่เสด็จเดินทางจากตำบลพระศรีมหาโพธิมา จนกระทั่งถึงกรุงพาราณสี เช่นนี้ แสดงให้เห็นพระวิริยะอุตสาหะอันแรงกล้า เป็นการตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะประทานพระปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์เป็นพวกแรกอย่างแท้จริง หนทางระหว่างตำบลพระศรีมหาโพธิถึงพาราณสีนั้น ในปัจจุบันนี้ถ้าไปทางรถไฟก็เป็นเวลา 8 ชั่วโมง การเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า อาจใช้เวลาตั้งหลายวัน แต่ปรากฏว่าในตอนเย็นขึ้น 14 ค่ำเดือนอาสาฬหะนั้นเอง พระพุทธองค์ก็เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี อันเป็นที่อยู่แห่งปัญจวัคคีย์ พอเสด็จเข้าราวป่า พวกปัญจวัคคีย์นั้นได้เห็นจึงนัดหมายกันว่าจะไม่ไหว้ ไม่ลุกรับและไม่รับบาตรจีวร จะตั้งไว้ให้เพียงอาสนะเท่านั้น เพราะเข้าใจว่าพระองค์กลายมาเป็นคนมีความมักมาก หมดความเพียรเสียแล้ว พอพระองค์เสด็จถึง ต่างก็พูดกับพระองค์โดยไม่เคารพ พระองค์ตรัสห้าม และทรงบอกว่า พระองค์ตรัสรู้แล้วจะแสดงธรรมสั่งสอนให้นั่ง พราหมณ์ทั้ง 5 ก็พากันคัดค้านลำเลิกด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ที่สุดพระองค์จึงทรงชี้แจงเตือนให้รำลึกว่า พระองค์เคยกล่าวเช่นนี้มาในหนหลังบ้างหรือ พราหมณ์ทั้ง 5 ระลึกได้ ต่างก็สงบตั้งใจฟังธรรมทันที ค่ำวันนั้นพระองค์ประทับแรมอยู่กับพราหมณ์ทั้ง 5 รุ่งขึ้นวันเพ็ญแห่งเดือนอาสาฬหะ พระองค์จึงเริ่มแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร นับเป็นเทศนากัณฑ์แรกโปรดปัญจวัคคีย์นั้น โดยใจความคือ ทรงยกที่สุด 2 ฝ่าย ได้แก่การประกอบตนให้ลำบากด้วยทรมานกาย และการประกอบตนให้เพลิดเพลินในกามสุข ทั้ง 2 นี้นับว่าเป็นของเลวทรามไม่ควรเสพ เฉพาะทางสายกลางเท่านั้นเป็นข้อปฏิบัติที่สมควร แล้วทรงแสดงทางสายกลางคืออริยมรรค 8 ประการ ได้แก่

  1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ

๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ

๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ

๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ

๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ

สรุปลงด้วยอริยสัจ ได้แก่

๑. ทุกข์ ๒. สมุทัย ๓. นิโรธ ๔. มรรค

๑. ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

๒. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์

๓. นิโรธ ความดับทุกข์

๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ชี้ให้เห็นโดยปริวัฏและอาการต่าง ๆ ว่าเมื่อรู้แล้วอาจยืนยันได้ว่า ตรัสรู้โดยชอบ ถึงความหลุดพ้นและสุดชาติสุดภพแน่นอน ขณะที่พระองค์ ทรงแสดงธรรมนี้อยู่ ท่านโกณฑัญญะได้ส่องญาณไปตามจนเกิด "ธรรมจักษุ" คือดวงตาเห็นธรรมขึ้นทางปัญญา พระองค์ทรงทราบจึงทรงเปล่งพระอุทาน ว่า อัญญาสิ ๆ (โกณฑัญญะรู้แล้ว ๆ) เพราะพระองค์อุทานนี้ ภายหลัง ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ว่า "อัญญาโกณฑัญญะ" แต่นั้นก็ทูลขอบรรพชา พระองค์ประทานอนุญาตด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา นับเป็นพระสงฆ์องค์แรก ในพระศาสนาที่บวชตามพระพุทธองค์

ตามพุทธประวัติที่เล่ามานี้ จะเห็นว่าวันอาสาฬหบูชานี้มีความสำคัญ

๑. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา

๒. เป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ประกาศสัจธรรมอันเป็นองค์แห่งสัมมาสัมโพธิญาณ

๓. เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาในวันนั้น

๔. เป็นวันแรกที่บังเกิดพระสังฆรัตนะสมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ

การทำพิธีอาสาฬหบูชาคงทำเช่นเดียวกับมาฆบูชาและวิสาขบูชา แต่เปลี่ยนคำบูชาพระตามประกาศของสำนักสังฆนายกดังต่อไปนี้

คำนำถวายดอกไม้ ธูป เทียน ในวันอาสาฬหบูชา

ในวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ทำให้เกิดพระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

การถวายดอกไม้ ธูป เทียน ในวันนี้ เป็นการแสดงความเคารพและบูชาพระรัตนตรัย เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ที่ได้มอบแสงสว่างทางปัญญาและความสงบสุขให้แก่พุทธศาสนิกชน

ขอให้ทุกท่านตั้งจิตอธิษฐานและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตและความสุขที่แท้จริง

ยมมุห โข มยํ ภควานุติ สรณํ คจฺฉามิ โย โน ภควา สตฺถา
ยสุส จ มยํ ภควโต ธมฺมํ โรเจม อโหสิ โส โส ภควา องฺค

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัตว์ทั้งหลายทรงมีพระกรุณา กรุณายิ่งใหญ่ ทรงอนุเคราะห์ อุปการะ อาศัยวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ เมืองพาราณสี ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้งห้า ทรงแสดงอริยสัจ 4 ประการ ตถาคตทรงแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้งห้า โดยมีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า พระอัญญาโกณฑัญญะได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บรรลุธรรมเห็นแจ้งว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"

ภควานุติ
อุปสมบท ยาจิตฺวา ภควโตเยว สนุติกา เอหิภิกขุอุปสมบทํ ปฏิลภิตวา
ภควโต ธัมมวินเย อริยสาวกสังโฆ โลเก ปรมํ อุปปันโน อโหสิ ฯ
ตสมิญฺจาปี โส สมเย สังฆรัตน์ โลเก ปชามิ อุปปันโน อโหสิ
พุทธรัตน์ ธัมมรัตน์ สังฆรัตน์ ติรัตน์ สมุปนฺโน อโหสิ ฯ
มัย โข เอตรหิ อิมิ อาสาหุหปุณุณมีกาลิ ตุสส ภควโต
ธัมมจักกัปปวัตตนกาลสมุปติ อริยสาวกสังฆอุปปัตติกาลสมุปติ
รัตนตุตยสมปุณุณกาลสมุปติญฺจ ปตฺวา อิมิ ธาน์ สมุปคุตา อิเม
สกุกาเร คเหตุวา อตุตโน กาย์ สกุการุปธานํ กริตุวา ตสุส ภควโต
ยถาภุจเจ คุณ อนุสุสรนุตา อิมิ ถูป (อิมิ พุทธปฏิม) ติกุขดุ
ปรทกุขิณํ กริสุสาม ยถาคหิเตหิ สกุคาเรหิ ปูชํ กุรุมานา ฯ
สาธุ โน ภุเค ภควา สุจิรปรินิพพุโคบี่ ณาดพุพหิ คุณณหิ
อตีตารมุมณตาย ปญฺญายมาโน อิเม อมฺเหหิ คหิเต สกุกาเร
ปฏิคคณุหาตุ อมฺหากิ ที่มรตุติ หิตาย สุขาย ๆ

คำแปล

เราทั้งหลายถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นว่าเป็นที่พึ่ง พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นพระศาสดาของเราทั้งหลาย อนึ่ง เราทั้งหลายชอบใจซึ่งธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นยอดเยี่ยมให้เป็นไป ทรงประกาศอริยสัจ ๔ เป็นครั้งแรกแก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้กรุงพาราณสี ในวันอาสาฬหปุณณมี

อนึ่ง ในสมัยนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าของพระภิกษุปัญจวัคคีย์ ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ธรรมจักษุอันบริสุทธิ์ปราศจากมลทินว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นมีความดับเป็นธรรมดา" จึงทูลขออุปสมบทกับพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้เป็นพระสงฆ์อริยสาวกในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นองค์แรกในโลก

อนึ่ง ในสมัยนั้นแล พระสังฆรัตนะได้บังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก พระ- รัตนตรัยคือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ได้สมบูรณ์ แล้วในโลก

บัดนี้ เราทั้งหลายมาประจวบมงคลสมัยอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญ อาสาฬหบูชา ที่รู้พร้อมกันว่าเป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรง ประกาศพระธรรมจักร เป็นวันที่เกิดขึ้นแก่พระอริยสงฆ์สาวกและเป็นวันพระ รัตนตรัยสมบูรณ์ คือ ครบ ๓ รัตนะ จึงมาประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้ ถือสัก การะเหล่านี้ ทำกายของตนให้เป็นดังภาชนะรับเครื่องสักการะ ระลึกถึงพระ

คุณธรรมเป็นจริงทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น (บูชาอยู่ด้วยสักการะ อันถือไว้แล้วอย่างไร) จักทำประทักษิณสิ้นพระสถูปวาระสามรอบซึ่งพระพุทธปฏิมานี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานนานมาแล้วยังปรากฏอยู่ เพราะพระคุณสมบัติอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้โดยความเป็นอตีตารมณ์ จงทรงรับซึ่งเครื่องสักการะอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้นี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนานเทอญ