สีมา

คำว่า สีมา หมายถึงเขตสำหรับกำหนดให้เป็นที่ทำการสงฆ์ เราจะเห็นเสมอเมื่อเข้าไปในวัดหรือโบสถ์ บางวัดมีสีมาอยู่รอบ ๆ โบสถ์ บางวัดมีสีมาอยู่รอบกำแพงวัด ทั้งนี้ย่อมมีความหมาย คือเพื่อให้รู้ว่าเขตของสงฆ์มีอยู่เพียงไหน การทำสังฆกรรม คือกิจที่พระสงฆ์จะต้องทำบางอย่าง เช่น ลงอุโบสถ สวดพระปาติโมกข์ การบวช ประกาศลงโทษพระที่ทำความผิดอย่างร้ายแรง เช่น ลงพรหมทัณฑ์ คือ ไม่ให้คบหรือพูดจาด้วย ประกาศคว่ำบาตรคฤหัสถ์ที่ทำตนเป็นศัตรูต่อคณะสงฆ์ เช่น กล่าวเปรียบเปรยภิกษุ ยุยงให้ภิกษุแตกแยกกัน ติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น ดังนี้ สงฆ์ก็ทำพิธีประกาศ "คว่ำบาตร" คือไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย ไม่ยอมรับอาหารที่ถวาย ไม่ยอมแสดงธรรมให้ ไม่ยอมบังสุกุลหรือทำพิธีเกี่ยวกับศพผู้นั้น แต่พิธีคว่ำบาตรนี้อาจประกาศยกเลิกในภายหลังได้ ถ้าผู้นั้นรู้สึกตัวมาลุแก่โทษต่อหน้าคณะสงฆ์ รับรองว่าจะไม่ทำตนเป็นศัตรูต่อพระสงฆ์ต่อไป พระสงฆ์ก็ทำพิธีรับขมาของคฤหัสถ์ผู้นั้นต่อไปได้ ซึ่งเรียกว่า "หงายบาตร" เหล่านี้เป็นต้น จำเป็นต้องทำภายในกำหนดเขต คือภายในสีมา และพระสงฆ์ที่อยู่ในเขตนั้นจะต้องมาพร้อมกันทุกองค์ ถ้ามาไม่ได้ เช่น อาพาธหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ต้องมอบฉันทะ คือบอกให้ภิกษุรูปหนึ่งมาบอกความจำเป็นของตนในท่ามกลางสงฆ์ และยอมให้พระสงฆ์ทำกิจอันนั้นต่อไปได้ ความมุ่งหมายในข้อนี้ก็คือ พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะให้คณะสงฆ์มีความพร้อมเพรียงกันในการทำทุก ๆ อย่าง ไม่ว่าจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะลับลอบทำโดยไม่บอกเล่าให้พวกเดียวกันรู้ทุก ๆ รูปไม่ได้ อนึ่งขณะที่พระสงฆ์กำลังทำสังฆกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือกันว่าคฤหัสถ์จะผ่านเข้าไปในเขตสีมาไม่ได้ จะทำให้สังฆกรรมที่พระสงฆ์ทำอยู่นั้นเสียไป ซึ่งเรียกว่า "ผ่ากรรม" แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ที่ถูกห้ามพระสงฆ์ด้วยกันต่างหาก คือเวลาทำสังฆกรรมจะต้องให้พระสงฆ์ทุกรูปที่อยู่ในเขตเดียวกันมาประชุมให้พร้อมกันให้หมด ถ้ามาไม่ได้ก็ต้องมอบฉันทะมา ในเวลาทำสังฆกรรมจะต้องปิดประตูหรือมีคนคอยระวังดูภายในเขตสีมา เพื่อมิให้พระสงฆ์รูปอื่น ๆ ที่ไม่ได้ประชุมล่วงล้ำเข้ามาในเขตสีมานั้น ถ้าล่วงเลยเข้ามา สังฆกรรมอันนั้นก็เสีย เพราะแสดงว่าพระสงฆ์ไม่พร้อมเพรียงกัน ความจริงมีอยู่เพียงเช่นนี้ ส่วนคฤหัสถ์นั้น ห้ามแต่เพียงไม่ให้เข้าไปอยู่ในเขตหัสบาสของสงฆ์ที่ทำสังฆกรรม คือระยะสองศอก มิได้ห้ามคฤหัสถ์ไม่ให้เข้าไปอยู่ในเขตสีมาดังที่ถือกัน เพราะดูเป็นการโกลาหลมาก เช่นในเวลาอุปสมบท บางแห่งพอถึงคราวสวดญัตติก็ต้องมีคนคอยไล่ คอยต้อนคฤหัสถ์ให้ออกไปให้พ้นเขตสีมา ที่ถูกให้ออกห่างจากสงฆ์สองศอกก็พอแล้ว

ได้พูดมาในตอนต้นว่า วัดบางวัดมีสีมาอยู่รอบโบสถ์ บางวัดมีสีมาอยู่รอบกำแพงวัด ทั้งนี้มีความหมายว่า ถ้าวัดใดมีบริเวณกว้างใหญ่ไม่แน่ใจว่าพระสงฆ์จะอยู่พร้อมเพรียงกัน หรือมีพระสงฆ์จากที่อื่นมาพักอยู่ในวัดนั้นบ้าง ยากที่จะระมัดระวัง หรือตรวจตราให้รู้ว่าพระสงฆ์มาประชุมทำสังฆกรรมพร้อมกันหรือไม่ ดังนี้ วัดนั้นก็ต้องมีสีมาเพียงรอบโบสถ์ และกำหนดเขตเฉพาะภายในวงสีมาเท่านั้น จึงให้สงฆ์พร้อมเพรียงกัน ถ้ามีพระสงฆ์อยู่นอกเขตสีมา แม้จะอยู่ในวัดเดียวกัน ไม่ได้มาเข้าประชุมหรือมิได้มอบฉันทะก็ไม่เป็นไร สีมารอบโบสถ์นี้เรียกว่า ขัณฑสีมา คือสีมาเล็ก ถ้าวัดใดมีบริเวณเล็ก มีพระสงฆ์น้อยตรวจตราง่าย วัดนั้นก็อาจทำสีมารอบกำแพงวัดได้ เช่นวัดราชประดิษฐ์ วัดราชบพิธเป็นต้น ทั้งนี้ ถือว่าพระสงฆ์ที่อยู่ในวัดทั้งหมด จะต้องมาเข้าประชุมหรือมอบฉันทะมาทุกรูป สีมารอบกำแพงวัดนี้ เรียกว่า มหาสีมา คือสีมาใหญ่

อนึ่ง เขตของสีมานั้นมีกำหนดไว้ว่า อย่างเล็กจะต้องมีเนื้อที่ซึ่งพระสงฆ์ ๒๐ รูปนั่งได้ ในระยะห่างกันพอสบาย ที่กำหนดไว้เช่นนี้ก็เพราะสังฆกรรมบางอย่างต้องการสงฆ์จำนวนมากที่สุด ๒๑ รูป รวมทั้งภิกษุผู้เป็นตัวการ รูปเป็น ๒๑ รูป ถ้ากำหนดสีมาเล็กกว่านี้ ก็ไม่พอทำสังฆกรรมชนิดนี้ได้ สีมาอย่างใหญ่ต้องไม่เกิน ๓ โยชน์ คือ ๓๐ ตารางกิโลเมตร ที่กำหนดเขตอย่างกว้างไว้ ๓๐ ตารางกิโลเมตรนั้นก็เป็นเพียงแต่กำหนดไว้ และก็ดูเหมือนในเวลานี้จะไม่มีเขตสีมาที่ใดจะใหญ่กว้างถึงเพียงนั้น แต่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็ไม่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เคยใช้ได้ประโยชน์อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง คือในแผ่นดินพระเจ้าเทวานัมบียดิส พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของลังกาที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ทรงอนุมัติให้พระสงฆ์วางเขตสีมาครอบกรุงราชบุรี ซึ่งเป็นราชธานีของพระองค์ เพื่อให้พระองค์อยู่ในความคุ้มครองพุทธจักรตลอดไป นี้เป็นพยานได้ว่า คฤหัสถ์อยู่ในเขตสีมาได้โดยไม่เสียพิธีสังฆกรรม

สีมานี้มีอยู่ ๒ ชนิด คือ สีมาที่ผูกแล้ว เรียกว่า พัทธสีมา ๑ สีมาที่ไม่ได้ผูก เรียกว่า อพัทธสีมา ๑ จะกล่าวถึงวิธีผูกพัทธสีมาที่นิยมทำกันอยู่ในบัดนี้ เขตที่จะผูกเป็นพัทธสีมานั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากทางบ้านเมืองเสียก่อน คือต้องเป็นที่ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้เป็นสิทธิแก่คณะสงฆ์ ซึ่งเรียกว่า วิสุงคามสีมา คือเขตที่แยกจากบ้าน ไม่ใช่เขตบ้าน เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พระก็มีสิทธิเต็มที่ในที่นั้น แล้วจัดการผูกสีมาหรือเรียกว่าฝังลูกนิมิต ต่อไป ก่อนที่จะผูกจะต้องสวดถอนเสียก่อน การสวดถอนนั้นโดยประสงค์ว่า ที่ที่ผูกสีมาไม่ไปทับที่ที่เคยเป็นสีมามาแล้วแต่ก่อน พุทธบัญญัติข้อนี้ก็เช่นเดียวกับกฎหมายบ้านเมือง คือว่าจะไปจับของที่ที่มีเจ้าของอยู่แล้วไม่ได้ ถ้าผูกสีมาในที่ใดโดยไม่สวดถอนเสียก่อน หากปรากฏในภายหลังว่า ที่นั้นได้เคยเป็นสีมาของวัดใดวัดหนึ่งมาแต่ก่อน สีมาที่ผูกใหม่นั้นก็ใช้ไม่ได้ ที่บางแห่งถึงแม้ว่า จะไม่มีอะไรแสดงให้รู้ว่าเป็นเขตสีมามาแต่ก่อนก็ดี แต่ใครจะรู้ได้ว่า เมื่อพันปีมาแล้วที่ตรงนั้นได้เคยเป็นเขตสีมาของวัดใดวัดหนึ่ง โดยที่ต้องระมัดระวังในข้อนี้ จึงจำเป็นต้องมีพิธีสวดถอนกันเสมอไป เมื่อจะสวดถอน ต้องประชุมภิกษุที่อยู่ในเขตทั้งหมดตามระเบียบสังฆกรรม ประชุมสวดถอนเป็นแห่ง ๆ ไป การสวดถอนจะทำหลาย ๆ วันก็ได้ หรือจะทำในวันผูกนั้นก็ได้แล้วแต่สะดวก เมื่อถอนเสร็จแล้วก็เตรียมผูกสีมาใหม่ต่อไป ก่อนที่จะผูก ก็ต้องกำหนดเขตสีมาใหม่ให้แน่ แล้วสงฆ์ ๔ รูปไปสวดทัก เรียกว่า ทักสีมา ส่วนสงฆ์อื่น ๆ คอยอยู่ในโรงอุโบสถ วิธีทักสีมานั้น คือทั้ง ๔ รูปพากันไปตรวจที่ที่มีเครื่องหมายกำหนดเขต เริ่มทักตั้งแต่ทิศบูรพาเป็นต้นไปโดยลำดับ การทักนั้นให้ภิกษุรูปหนึ่งใน ๔ รูปนั้น ถามขึ้นว่า ปุรัตถิมายํ ทิสายํ กึ นิมิตฺตํ แปลว่า "ในทิศบูรพาอะไรเป็นเครื่องหมาย" แล้วผู้ใดผู้หนึ่งตอบก็ได้หรือภิกษุด้วยกันก็ได้ ตามพระอารามหลวง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกับพระบรมวงศานุวงศ์ทรงตอบพร้อม ๆ กัน คำตอบก็ว่า ปาสาโณ ภนฺเต แปลว่า "หินเป็นเครื่องหมายขอรับ" ทำดังนี้ไปโดยลำดับจนถึงมุมสุดท้าย แล้วกลับมาทักซ้ำอันเดิมอีกอันหนึ่ง สมมติว่ามีเครื่องหมายอยู่ ๔ มุมตามทิศทั้ง ๔ ต้องสวดทักตั้งแต่มุมที่ ๑ ถึงมุมที่ ๔ แล้วกลับมาทักซ้ำสวดทักที่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้บรรจบกัน ถ้าไม่เช่นนั้นถือว่า นิมิตขาด เมื่อสวดทักเสร็จ พระสงฆ์ ๔ รูปกลับเข้าโบสถ์แล้วสวดประกาศสีมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จสวดประกาศสีมา จึงฝังก้อนหินที่วางไว้เป็นเครื่องหมายเขตนั้นลงไว้ในดิน แล้วก็สร้างวัตถุอันใดอันหนึ่งขึ้นข้างบน ซึ่งเราเห็นเป็นสีมาอยู่รอบ ๆ โบสถ์ เพื่อเป็นเครื่องหมายการฝังทรัพย์เป็นมูลนิธิไว้ในพระศาสนา ต่อมาทางวัดได้ทำเป็นร่างแหขึงรองรับไว้ในหลุม สำหรับรองของอันมีค่าที่มีผู้ไปใส่ แล้วเอาขึ้นมามอบให้มรรคนายกเป็นผู้จำหน่าย ได้มูลค่าเท่าไรก็นำไปใช้จ่ายในการผูกสีมา หรือเก็บไว้บำรุงวัดนั้นเป็นต้น ดังนี้มีประโยชน์ดีกว่าเอาของไปฝังโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย และอาจเป็นทางมุ่งหมายของโจรผู้ร้ายอีกด้วย เพราะถ้าผู้ร้ายรู้ว่าที่นั้น ๆ ฝังของมีค่าไว้ ก็จะหาโอกาสเจาะขุดทำให้ชำรุดเสียหายไป ด้วยเหตุนี้จึงได้เลิกฝังของมีค่าเสีย และบางทีก็นำกระดาษ ดินสอ ด้ายกลุ่ม เข็มไปใส่ในหลุม ความมุ่งหมายเห็นจะเป็นเพราะปรารถนาให้มีปัญญาเฉียบแหลมดุจเข็ม เล่าเรียนอะไรสำเร็จง่ายมีความทรงจำดีดุจดังเขียนไว้ที่กระดาษ มีความคิดติดต่อเป็นสายดุจด้ายกลุ่มฉะนั้น

อนึ่ง ลูกหินที่ยังนั้นเรียกว่า ลูกนิมิต ลูกนิมิตนี้ตามประเพณีที่ทำกันมักฝังที่กลางโบสถ์ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อสวดทักเสร็จแล้ว พระสงฆ์ได้มาประชุมกันสวดประกาศบอกเขตสีมาในที่นั้น แต่มิได้มีในพุทธบัญญัติเรื่องพัทธสีมา

ส่วน อพัทธสีมา ไม่ต้องทำพิธีผูกเหมือนอย่างที่กล่าวแล้ว เป็นแต่กำหนดเขตไว้ให้รู้กันเท่านั้น การกำหนดเขตนั้น ก็กำหนดตามที่ได้รับพระบรมราชานุญาตซึ่งเรียกว่า วิสุงคามสีมา อย่างหนึ่ง กำหนดเอาตามเขตบ้านที่ภิกษุเข้าไปอาศัยอยู่ ซึ่งเรียกว่า คามสีมา คือเขตบ้านอย่างหนึ่ง สีมาที่ไม่ต้องผูกนี้ ก็เป็นที่ที่ทำสังฆกรรมได้เหมือนอย่างพัทธสีมา ผิดกันอยู่แต่เพียงว่าพระสงฆ์ไม่ได้รับประโยชน์ในเรื่องไตรจีวร คือถ้าอยู่ในเขตพัทธสีมา ถึงแม้ว่าจะมิได้ครองไตรจีวรครบก็ไม่เป็นอาบัติ แต่ในเขตอพัทธสีมานี้ จะอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้แต่ตัวใดตัวหนึ่งก็ไม่ได้เป็นอาบัติ อพัทธสีมามีเป็นส่วนน้อย โดยมากเป็นพัทธสีมา