สารทไทย

วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นวันสารทไทย ซึ่งเป็นนักขัตฤกษ์ที่นิยมกันมานานแล้ว เพราะถือว่าเป็นสมัยที่จะได้ทำบุญในเมื่อวันเดือนคืนล่วงมาถึงกึ่งกลางรอบปี พิธีสารทของไทยนี้เป็นของพราหมณ์มาก่อน การทำบุญเนื่องในพิธีสารทของพราหมณ์ก็คือ การทำบุญในฤดูที่ข้าวออกรวงเป็นน้ำนม เพื่อจะให้เป็นศิริมงคลแก่ข้าวในนา ดังที่นางนพมาศได้กล่าวไว้ว่า "เป็นฤดูที่ชนทั้งปวงกวนข้าวปายาสและทำยาคูเลี้ยงพราหมณ์" อีกอย่างหนึ่งเขาทำเพื่อเช่นบุรพชน คือบิดา ปู่ ทวด ที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อพิธีนี้ตกเข้ามาเป็นของไทยก็พลอยประพฤติตามพิธีของพราหมณ์ไปด้วย ผู้ที่เคยถือศาสนาพราหมณ์ เมื่อเคยทำบุญตามฤดูกาลให้แก่พราหมณ์ ครั้นกลับมาถือพระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อถึงกำหนดที่ตนเคยทำบุญก็ไม่ละเลยเสีย เพราะเชื่อกันว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นเนื้อนาบุญวิเศษยิ่งกว่าพราหมณ์ จึงได้จัดทำถวายพระสงฆ์เหมือนที่เคยทำแก่พราหมณ์ ดังนั้น พิธีพราหมณ์จึงได้มาระคนปนอยู่ในพระพุทธศาสนา

การที่พระพุทธศาสนาอนุโลมตามพิธีพราหมณ์นั้น บางอย่างเป็นของที่ควรอนุโลมกันได้ เพราะไม่เป็นการเสียหายอะไร บางอย่างพระพุทธศาสนาก็บัญญัติตามแนวของพราหมณ์ แต่กลับกันให้ตรงกันข้ามเสีย เช่น พราหมณ์มีเมียได้และถือว่า ถ้าไม่มีลูกสืบตระกูลต้องไปตกนรก พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เพราะเหตุที่มีเมียมีลูก ทำให้เกิดความกังวลและก่อกวนกิเลสอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก จึงห้ามพระสงฆ์ไม่ให้มีเมีย พราหมณ์ถือลัทธิลอยบาปโดยเอาผ้านุ่งผ้าห่มไปลอยน้ำ พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์เอาผ้านุ่งเหล่านั้นกลับมานุ่งห่ม พราหมณ์ถือว่าการโกนผมทำให้เกิดเสนียดจัญไรเป็นคนไม่ควรคบ เช่น การลงโทษแม่หม้าย พระพุทธเจ้ากลับให้พระสงฆ์โกนผม พราหมณ์ถือว่าจะรับของที่คนอื่นทำมากินไม่ได้ ต้องหุงกินเอง พระพุทธเจ้ากลับห้ามไม่ให้หุงกินเอง ให้ขอเขากิน นี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาบัญญัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับลัทธิพราหมณ์ เฉพาะในสิ่งที่พระองค์เห็นว่า เป็นลัทธิที่เฉียดเข้าไปทางทิฐิมานะไม่มีประโยชน์อันใด นอกจากจะทำให้คนอื่นหลงถือไปในทางที่ผิด ๆ ในส่วนพิธีอื่น ๆ พระองค์คล้อยตามและไม่บัญญัติห้ามไว้ก็มีเป็นอันมาก พิธีเหล่านั้นที่เรายังถืออยู่ เช่น ปลายปีพิธีตรุษ ต้นปีพิธีสงกรานต์ และกลางปีก็คือพิธีสารท

ที่เรียกว่า สารท พจนานุกรมบอกว่า เป็นชื่อฤดูในระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาว คือฤดูใบไม้ร่วง เป็นอันตกอยู่ในปลายเดือน ๑๐ เราจึงเรียกกันว่าเป็นฤดูสารท และเป็นพิธีทำบุญกลางปีของไทย เรียกว่าทำบุญวันสารท ชนชาติภูไทเรียกว่า ทำบุญข้าวสาก ชาวอีสานเรียกว่า ทำบุญข้าวสาก แต่เขาเริ่มทำกลางเดือน ๑๐ เพราะถือกันว่าในวันกลางเดือนสิบนี้ เป็นวันผีญาติและมิใช่ญาติมาคอยรับอาหารที่ทำกันในคราวนี้ เมื่อผู้ใดไม่ทำบุญข้าวสาก ถือว่าผู้นั้นขาดความกตัญญูต่อบิดามารดา และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไป และจะได้รับความเดือดร้อน เพราะผีที่ล่วงลับไปจะให้ภัยต่าง ๆ ของที่ทำในพิธีสารทนี้ เรียกว่า "กระยาสารท" ซึ่งแปลว่า "อาหารที่ทำในฤดูสารท" กระยาสารทนี้เห็นจะเนื่องมาจากข้าวมธุปายาส ซึ่งเขาใช้ข้าว น้ำตาล น้ำ นมผสมกัน แต่ข้าวมธุปายาสนี้ เขาทำกันไม่กำหนดเฉพาะฤดูสารท บางทีเขาทำกินกันเอง เช่นที่นางสุชาดาหุงถวายพระพุทธเจ้าก็ทำถวายในเดือนหก และเศรษฐีขี้เหนียว ตามเรื่องที่ว่าหุงข้าวปายาสกินเอง ดังนั้นกระยาสารทถึงแม้จะทำเฉพาะในพิธีสารทคือสิ้นเดือนสิบ แต่ก็น่าจะเอาแบบอย่างมาจากมธุปายาสนั่นเอง มธุปายาสเป็นอาหารของชาวอินเดีย เมื่อมาตกเป็นของไทยก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และเมื่อมาทำกันในฤดูสารท ก็เลยเรียกกันว่า "กระยาสารท"

พิธีสารทนี้เป็นราชพิธีอันหนึ่ง ซึ่งทำกันมาแต่ครั้งสุโขทัย แต่ครั้งนั้นเรียกว่าพิธี "ภัทรบท" การทำปรากฏตามที่นางนพมาสได้กล่าวไว้ว่า

"ทางพุทธศาสน์พระราชพิธีนี้เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาสคูยาอังคาสพระภิกษุสงฆ์ ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วยพรรณผ้ากระทำเป็นธง แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติอันไปสู่ปรโลก" นี้เป็นพิธีราษฎรเขาทำกัน ส่วนที่เป็นพิธีหลวงนั้น นางนพมาสกล่าวไว้ว่า "ราชบุรุษชาวพนักงานตกแต่งโรงพิธีในพระราชนิเวศน์ ตั้งก้อนเส้าเตาเพลิงและสัมภาระเครื่องใช้เบ็ดเสร็จ นาย

นักการละหารหลวงก็เก็บเกี่ยวครรภสาลี และรวงข้าวมาตากตำเป็นข้าวเม่า ข้าวตอก ส่งต่อมณเทียรบาลวังเวรเครื่อง นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่งคุจเดียวกัน ครั้นได้ฤกษ์รับสั่งให้จ่าชาชาวเวรเครื่องทั้งมวล ตกแต่งปรุงมธุปายาสปรุงปนระคนเจือล้วนแต่ของโอชารส มีขันทศกร น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล นมสด เป็นต้น ใส่ลงในภาชนะซึ่งตั้งบนเตาเพลิง จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาสโดยสังเขป ชาวดุรียางค์ดนตรีก็ประโคมพิณพาทย์ฆ้องกลอง เล่นการมหรสพ ระเบงระบำ ล้วนแต่นารี" แล้วกล่าวต่อไปได้ความว่า

พอเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราชบริพาร นำข้าวปายาสไปถวายพระมหาเถรานุเถระ ทรงทำอยู่ดังนี้ตลอด ๓ วัน นี้ได้เป็นประเพณีสืบต่อกันมา

ในบัดนี้อาหารที่ทำเนื่องในพิธีสารท นอกจากกระยาสารท ก็มีอีกอย่างหนึ่ง คือ ข้าวทิพย์ ถือกันว่าเป็นอาหารที่มีรสอร่อยปานอาหารทิพย์ สิ่งของที่ใช้สำหรับข้าวทิพย์นั้นมีพวก ถั่ว งา สาคู ข้าวโพด ข้าวพอง ข้าวเม่า มันเทศ กระจับ แห้ว ข้าวสาร ลูกบัว เมล็ดกล่ำ น้ำนมโค น้ำผึ้ง น้ำอ้อย มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน ชะเอม และอื่น ๆ อีกมากมาย เอามารวมกันแล้วกวนให้เข้ากัน การกวนข้าวทิพย์นี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และที่ทำกันเป็นการใหญ่โต ก็ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้มีการกวนข้าวทิพย์ในรัชกาลที่หนึ่ง และใช้เป็นผู้กวน การกวนข้าวทิพย์เนื่องในราชพิธีนี้ ทรงทำในเดือนสิบ การทำนั้นทำ ๓ วัน เริ่มแต่แรม ๑๓ ค่ำ เดือนสิบ เวลาบ่ายนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในโรงพิธี สาวพรหมจารีที่มานั่งสวดมนต์ นุ่งขาวห่มขาวนั่งในฉาก มีสายสิญจน์โยงมงคลเหมือนอย่างเจ้านายโสกันต์ ทรงจุดธูปเทียนนมัสการแล้วอาลักษณ์อ่านคำประกาศต่อหน้าพระสงฆ์ คำประกาศนั้นมีเป็นใจความว่า "การกวนข้าวทิพย์นี้เป็นพระราชพิธีเคยทำมาแต่โบราณ ขอประกาศแก่พระสงฆ์ซึ่งจะสวดพระพุทธมนต์ในราชพิธีนี้ ขอให้มีจิตมั่นด้วยเมตตา และยึดเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และด้วยอำนาจพระรัตนตรัย ขอให้เกิดสวัสดิมงคลและระงับโรคภัยแก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานข้าวทิพย์ และต่อไปเป็นคำอธิษฐานว่า ขออำนาจพระราชกุศลที่ได้ทรงทำในเวลานี้ จงให้มีพระชนม์ยืนนาน ปราศจากพระโรค ให้ศัตรูเกรงขาม ขอให้ฝนตกเติมเพียงพองามในเวลาที่ข้าวออกเป็นรวงและผลไม้ต่าง ๆ เมื่อถึงฤดูขอให้ออกบริบูรณ์ทั่วทุกสิ่งทุกอย่าง" เมื่อจบคำประกาศ พระสงฆ์ก็สวดมนต์ วันแรกสวดเจ็ดตำนาน วันที่สองสวดสิบสองตำนาน วันที่สามสวดธรรมจักร และมหาสมัย พระที่นิมนต์มาสวดในราชพิธีนั้น วันแรกคณะใต้ วันที่สองคณะเหนือ วันที่สามคณะกลาง เมื่อสวดจบในวันที่สามซึ่งตรงกับวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือนสิบ พระสงฆ์ก็ถวายอดิเรก คือถวายพระพรลากลับไป ต่อแต่นั้นพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานน้ำมหาสังข์ใบมะตูม และทรงเจิมสาวพรหมจารีทั้งหมด เสร็จแล้วท้าวนางก็นำสาวพรหมจารีไปที่โรงพิธีซึ่งทำไว้อีกแห่งหนึ่งสำหรับกวนข้าวทิพย์ แต่ก็อยู่ในพระบรมมหาราชวังนั้นเอง การตกแต่งโรงพิธีนั้นก็คือ ก่อเตากระทะ ๑๐ เตา เรียงตามยาวเป็นแถว ๘ เตา สำหรับกวนข้าวทิพย์ อยู่ด้านสกัด ๒ เตา สำหรับกวนกระยาสารท หน้าเตาทั้ง ๓ นั้นตั้งม้าวางโต๊ะทะลุ่มถุงเครื่องที่จะกวน ข้างหลังเตายกพื้นต่ำกว่าปากกระทะหน่อยหนึ่ง สำหรับสาวพรหมจารีนั่งกวนกระทะละคู่ตามเสาแขวนทั้งเทวรูปมีธูปเทียนดอกไม้บูชาตามทิศ ที่ต้นแถวตั้งเครื่องบูชาพานถมถ้วยแก้วอย่างเครื่องทองน้อย บูชาครูปัธยาย มีขวดน้ำส้มนมเนยตั้งอยู่ด้วย ผู้ที่กวนข้าวทิพย์สวมมงคลทุกคน เมื่อขึ้นนั่งประจำที่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงรินน้ำในพระมหาสังข์ลงในกระทะ แล้วทรงเจิมพายที่พาดอยู่ปากกระทะกระทะละสองพายด้วยยันต์มหาอุณาโลมทุกเล่ม แล้วทรงรินน้ำในพระเค้าศิลาจารึกอักษร และพระเต้าภัทรบิรต่อไปทุกกระทะ โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอทรงรินน้ำส้ม และเติมเนยตามไปจนตลอดทั้ง ๔ กระทะเสร็จแล้ว พวกที่ประจำกระทะเรียกว่า ท้าวปลัดเทียมวิเศษ ก็เทถุงเครื่องที่จะกวนลงในกระทะซึ่งมีกะทิและน้ำตาลเคี่ยวได้ที่แล้ว สาวพรหมจารีจับพายเริ่มกวน ประโคมแตรสังข์มโหรี พระมหาราชครูทำพิธีรดน้ำสังข์ทุกกระทะแล้วก็เสด็จขึ้น พอเสด็จขึ้นสาวพรหมจารีก็เลิกกวน ต่อแต่นั้นให้พวกพี่พายมากวนต่อไปจนสุก และกระยาสารทอีกสองกระทะก็กวนพร้อมกัน เมื่อเสร็จจากกวนแล้วก็พระราชทานแก่พวกพี่พายก่อน คือให้พี่พายควักไปได้คนหนึ่งเต็มใบพายที่จะคอนไปได้ รุ่งเช้าเสด็จออกเลี้ยงพระสงฆ์ แล้วแจกจ่ายข้าวทิพย์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในมากน้อยตามศักดิ์ ข้าวทิพย์ที่แจกนั้นมีเป็นห่อ ๓ ขนาด ขนาดใหญ่สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ขนาดกลางสำหรับข้าราชการผู้ใหญ่ ขนาดเล็กสำหรับข้าราชการชั้นต่ำ ๆ ลงไป เมื่อพระราชทานแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวกับข้าวทิพย์ พิธีกวนข้าวทิพย์นี้ ได้แพร่หลายไปถึงราษฎร โดยทำกันเป็นพิธีราษฎร์ ไม่ใช่ราชพิธี และให้หญิงสาวพรหมจารีเป็นผู้กวน พิธีของราษฎรมักทำกันที่วัด โดยมีพระสงฆ์สวดมนต์และเลี้ยงพระแล้วแจกจ่ายกันคนละเล็กละน้อย ทั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุให้เกิดสวัสดิมงคลและระงับโรคภัยได้ จึงเป็นประเพณีนิยมสืบกันมา การกวนข้าวทิพย์ ไม่ค่อยจะทำกันแพร่หลายนักเพราะเรื่องมาก ส่วนกระยาสารททำกันเป็นพื้น และเป็นประเพณีอันดีของชาวไทยอย่างหนึ่ง คือนอกจากทำไปถวายพระแล้ว ยังมีการแผ่เผื่อเจือจานกันอีก เช่นเมื่อบ้านไหนทำกระยาสารทก็เอาไปแจกแก่อีกบ้านหนึ่ง เป็นอันต่างฝ่ายต่างแจกเพื่อแลกเปลี่ยนกัน ประเพณีแจกขนมนี้ดูเหมือนจะมีแก่ชาติอื่น ๆ ด้วย เช่น จีนเขาก็แจกขนมโก๋กัน ฝรั่งเขาแจกเค้กกัน ไทยเรานิยมมานานแล้ว และประเพณีนี้ทางชนบทถือกันเคร่งครัดมาก จะเห็นได้ เช่นปลายปี พิธีตรุษ เราแจกข้าวเหนียวแดงกัน ต้นปีพิธีสงกรานต์เราแจกขนมกวนกัน มากลางปีพิธีสารท เราก็แจกกระยาสารทกัน

อนึ่ง การทำบุญเนื่องในฤดูสารทนี้ นอกจากทำกระยาสารทกันเป็นอาหารที่เราทำตามแบบอย่างทางลัทธิพราหมณ์แล้ว ยังมีการทำบุญซึ่งเป็นเนื้อแท้ทางพระพุทธศาสนาอีกอย่างหนึ่ง คือ การถวายของ ๕ อย่าง แก่พระสงฆ์ ของ ๕ อย่างนั้น คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ซึ่งถวายกันในฤดูสารทนี้ ทั้งนี้มีมูลเหตุมาว่า ในครั้งพุทธกาล พวกภิกษุเกิดอาพาธขึ้นชนิดหนึ่งเรียกว่าสารทิกาพาธ แปลว่าไข้เกิดในฤดูสารท อาการที่เป็นนั้นคือ ฉันจังหันแล้วอาเจียน เป็นอย่างนี้เหมือนกันมาก ๆ ทำให้ร่างกายซูบผอมเศร้าหมอง พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงได้ดำริหาสิ่งที่เป็นทั้งยาด้วยเป็นทั้งอาหารด้วย เพื่ออนุญาตให้พระสงฆ์ฉัน และไม่ให้เป็นอาหารหยาบ จึงได้ทรงคิดเห็นยาทั้ง ๕ อย่าง ว่าเป็นประโยชน์ในการบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงอนุญาตให้ภิกษุรับและฉันได้ตั้งแต่เที่ยงวันไปแล้ว ของเหล่านี้เป็นของที่มีในอินเดีย ครั้นตกมาถึงเมืองไทย ของทั้ง ๕ อย่างนั้นไม่สำเร็จเป็นยาได้ทุกอย่าง คงใช้เป็นยาได้แต่น้ำผึ้ง ผู้ที่จะบำเพ็ญกุศลให้ต้องตามพุทธานุญาต จึงพากันถวายแต่น้ำผึ้งอย่างเดียว เรียกว่าตักบาตรน้ำผึ้ง บางที่ก็มีน้ำอ้อย น้ำตาลกรวด เติมเข้าด้วย การตักบาตรน้ำผึ้งนั้น เขามักมีการบ่าวร้องหรือแจกฎีกา แล้วพร้อมกันไปทำที่วัด คือเอาบาตรมาตั้งแล้วใส่น้ำผึ้งลงไปในบาตร เสร็จแล้วก็แบ่งถวายพระสงฆ์ในวัดนั้น พิธีถวาย บางทีทายกเอาด้ายสายสิญจน์วงเข้ากับบาตร ให้ผู้อื่นจับสายสิญจน์ต่อ ๆ กันไป แล้วหัวหน้าว่านำให้ผู้อื่นว่าตาม คำถวายนั้นว่าดังนี้:

สารีริกธาตุ นามาย์ ภนุเต กาโล สมุปปัตโต ยตุล ตถาคโต อรหํ
สมมาสมพุทโธ สารีริกธาตุ อาพาธิกานํ ภิกขูนํ ปัญจ เกสชุชานิ
อนุญญาสิ สปูปํ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ มยนุทานิ ตกุกาลสทิส์
สมุปปัตตา ตสุส ภควโต ปัญญาคุตานุกิ ทานํ ทาตุกามา เตสุ ปริยาปนุํ
มธุ จ เตล จ ผาณิต จ ภิกขูนํณุเจว สามเณรานญฺจ โอโณชยาม
สาธุ โน ภนุเต อยุยา ยถาวิกตุ มธุทานํ จ เตล จ ผาณิต จ
ปฏิคุคณหาตุ อมฺหากํ ที่มรตติ หิตาย สุขาย.

ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ บัดนี้ฤดูสารทมาถึงแล้ว พระพุทธองค์ทรงอนุญาตยา ๕ อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย แก่ภิกษุผู้อาพาธด้วยโรคเกิดในฤดูสารทกาล บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายจะถวายทานตามพระพุทธบัญญัติ จึงถวายน้ำผึ้งเป็นยาอย่างหนึ่ง กับน้ำมัน น้ำอ้อย อันเนื่องในยา ๕ อย่างนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจงรับทานของข้าพเจ้าทั้งหลายตามที่ได้แจกไปนั้น ๆ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ" แล้วพระสงฆ์รับสาธุพร้อมกัน เป็นเสร็จพิธี

ในสมัยนี้การตักบาตรน้ำผึ้งรู้สึกว่ามีผู้ทำน้อยลง จะเป็นเพราะหาน้ำผึ้งยากหรือว่าราคาแพง หรือเห็นว่ามีประโยชน์น้อยก็เป็นได้ จึงเปลี่ยนเป็นตักบาตรข้าวสาร

สรุปความว่า พิธีสารทของไทยเรานี้ทำเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างหนึ่ง ทำเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตัวเองในเมื่อตนมีอายุล่วงมาได้กึ่งปีอย่างหนึ่ง ทำเพื่อประสานสามัคคีในระหว่างเพื่อนบ้านอย่างหนึ่ง ในข้อประสานสามัคคีนี้ เรายึดสังคหวัตถุ คือการสงเคราะห์กันด้วยการให้ เพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจกันให้แน่นหนาตลอดไป เพราะไทยเรายึดคติคือความสามัคคีเป็นหลักประกัน เพื่อความวัฒนาถาวรทั้งแก่ตนและหมู่คณะตลอดถึงประเทศชาติด้วยประการฉะนี้