ทอดผ้าป่า
คำว่า ผ้าป่า หมายถึงผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ทั้งอยู่ตามบ่าบ้าง ตามป่าช้าบ้าง ตามถนนหนทางและห้อยอยู่ตามกิ่งไม้บ้าง ประเพณีการทอด ผ้าป่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือในขณะที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังมิได้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับผ้าจีวรจากชาวบ้าน ทรงอนุญาตให้เที่ยวแสวงหาผ้า บังสุกุล คือผ้าที่เปื้อนฝุ่น หรือผ้าที่เขาห่อซากศพทิ้งไว้ตามป่าช้า เอามา ซักฟอกทำเป็นสังฆาฏิ จีวร และสบงนุ่งห่ม ชาวบ้านที่นับถือพระได้ทราบ ดังนั้น ปรารถนาจะบำเพ็ญกุศลให้ต้องตามที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาต จึงได้ จัดผ้าที่สมควรแก่พระไปทอดทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ น่าจะเป็นด้วยเหตุนี้จึงได้เรียก ว่า ผ้าป่า
แต่ก่อนการทอดผ้าป่าไม่ได้นิยมกัน แล้วแต่ใครมีศรัทธาเมื่อไรก็ทำ เมื่อนั้น แต่สมัยนี้มักนิยมทำกันเมื่อออกพรรษาแล้ว ถึงผ้าป่าหลวงก็เคย ปรากฏว่ามีในระหว่างเดือน ๑๒ ในแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงทำ ที่วัดปทุม ติด ๆ กันไปหลายปี โดยเสด็จพระราชดำเนินทางเรือ เช่น เดียวกับพระราชทานกฐิน วิธีทำนั้นปรากฏในพระราชพิธี ๑๒ เดือนว่า "ตอนบ่ายพระสงฆ์สวดมนต์ในพระอุโบสถ มีเรือกระจาดผ้าป่าจอดเรียงราย อยู่ในน่านน้ำหน้าพระอุโบสถ มีเครื่องประโคมพิณพาทย์และการเล่นต่าง ๆ เล่นในเรือเวลาสวดมนต์จบ ประทับแรมในเรือพระที่นั่งกิ่งริมสระนั้นคืน หนึ่ง รุ่งเช้าพระสงฆ์บิณฑบาตเรือในสระ เวลาเพลรับพระราชทานฉัน แล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
ในรัชกาลที่ ๕ ปรากฏว่าทรงทำที่วัดสระปทุมเหมือนกัน ทรงขอแรง พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ แต่งเรือผ้าป่า ตามแต่จะแต่งกันอย่างไร บ้างก็ทำเป็นรูปยักษ์รูปสัตว์ต่าง ๆ บ้างก็ทำเป็นกระจาดซ้อนกันสามชั้นถึงห้า ชั้น ประกวดประชันกันตามความคิด แล้วมีเรือการเล่นต่าง ๆ เช่น ละคร มอญรำ เป็นต้น ชักผ้าป่าผ่านพระที่นั่งเป็นกระบวนแห่ มีเรือราษฎรช่วย แห่ผ้าป่าหลายร้อยลำ ชักผ้าป่าตั้งแต่กลางวันจนถึงค่ำ แล้วจอดเรือผ้าป่า เรียงรายอยู่ตามสระตอนหน้าวัดวางเรือการเล่นเป็นระยะไปรอบสระ ประทับ แรมคืนหนึ่ง จนสว่างจึงทอดผ้าป่า แล้วสวดมนต์เลี้ยงพระเช่นเดียวกับแผ่น ดินสมเด็จพระจอมเกล้า ๆ อนึ่งในรัชกาลที่ ๕ นั้นปรากฏว่า ทรงนิยมในการ ทอดผ้าป่าไม่ว่าจะเสด็จไปหัวเมืองใด ๆ ต้องทำที่วัดใดวัดหนึ่งในหัวเมืองนั้น เสมอ เช่นเสด็จไปประทับบางปะอิน ก็ทรงทอดผ้าป่าที่วัดชุมพลนิกายาราม และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ถ้าเสด็จเมืองลพบุรี ก็ทอดผ้าป่าที่วัดมณีชลขันธ์ เป็นราชประเพณีสืบมาดังนี้"
ผ้าป่าหางกฐิน
ส่วนประเพณีการทอดผ้าป่าของชาวบ้าน ทำกันหลายอย่าง อย่างที่ เรียกว่า ผ้าป่าหางกฐิน คือทอดกฐินแล้วเลยทอดผ้าป่าก็มี ที่ทำกันพอ ประมาณ คือ เอาเครื่องไทยทานบรรจุกระจาด กระบุง กระจาด แล้วปัก ถึงไม้เอาผ้าห้อยอุทิศตั้งไว้ตามถนนหนทางที่พระเที่ยวบิณฑบาต หรือนำไป ตั้งไว้ตามอารามก็มี อย่างน้อยมีแต่ผ้าห้อยกิ่งไม้ปักไว้ก็มี ที่ทำกันอย่างขนาน ใหญ่ คือบ่าวร้องและแจกฎีกาให้ทายกรับไปคนละองค์สององค์ หรือองค์ละ คนสองคนเป็นต้น แล้วไปรวมทอดเป็นการครึกครื้น แห่ แหนกันอย่างสนุก สนานและประกวดประชันกันก็มี ทางบ้านนอกโดยมากทำผ้าป่าบรรทุกเรือ แห่ไปทางน้ำ เรียกว่า ผ้าป่าโยง แล้วเอาไปทอดตามวัดวาอารามต่าง ๆ แล้วแต่พอใจก็มี
ข้อสำคัญในการทอดผ้าป่ามีอยู่ว่า ให้อุทิศเป็นผ้าป่าจริง ๆ อย่าถวาย แก่ใครๆ เป็นแต่ตั้งใจและออกวาจาอุทิศผ้าและเครื่องไทยทานเหล่านี้ แก่ ภิกษุผู้ต้องการผ้าบังสุกุลเท่านั้น จึงได้ชื่อว่า ถวายผ้าป่า คำถวายผ้าป่าว่า
เอตานิ มยํ ภนฺเต จีวรานิ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ เอตานิ จีวรานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํหิตาย สุขาย.
ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย จีวรทั้งหลายเหล่านี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับจีวรทั้งหลายเหล่านี้ของ ข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายชั่วกาลนาน เทอญ"