เงื่อนไขความรู้ (ความรู้)

"...ผู้ที่ควรแก่นามว่า "บัณฑิต" นั้น นอกจากความรู้ความสามารถ แล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจสูง มีศีลมีธรรม มีสติสัมปชัญญะ อดทน อดกลั้น ประพฤติแต่ในสิ่งที่ชอบที่ควร วางตนให้สมเกียรติ เป็นผู้ที่ควร แก่การนับถือเป็นแบบอย่าง..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๒๖ มิถุนายน ๒๔๙๔)


"..ในการประกอบการงานนั้น ถ้าท่านจะถือว่าบัดนี้ท่านเป็นบัณฑิต มีปริญญาบัตรแล้ว ควรจะต้องได้รับความไว้วางใจ และเชื่อถือ โดยทันที ดั่งนี้ ก็เป็นความคิดที่ผิด ที่ถูกนั้นท่านจะต้องลงมือทำงาน ใช้ความรู้ ที่ได้มาให้เป็นประโยชน์แก่การงาน แสดงความสามารถเสียก่อน ในการนี้ท่านจงพิจารณาหยั่งถึงสิ่งที่ควรและไม่ควร และมีใจหนักแน่น สุจริต อดทน มีความอุตสาหะหมั่นเพียรในการงาน และรักษาระเบียบวินัย เป็นบรรทัดฐาน เพื่อได้มาซึ่งความเชื่อถือและไว้วางใจ และเมื่อนั้นแหละ ค่าของปริญญาบัตร จึงจะบังเกิดขึ้น..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๖)


"...คนเรานั้นจะว่าไปก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย แต่มีการแตกต่างกันหลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้... เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนจะต้องนำไปใช้ในทางที่ชอบ..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๑)


"...ขอให้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาให้เกิดประโยชน์แก่ตน และแก่ส่วนรวมยิ่งขึ้นตลอดไป อย่านิ่งเฉยเฉื่อยชาหยุดอยู่กับที่ กับขอให้ ติดตามวิวัฒนาการต่างๆ ของบ้านเมืองและของโลก ให้เป็นผู้มีหูตาสว่าง อยู่เสมอ หากปฏิบัติด้ดังนี้ก็จะได้รับแต่ผลดีและทั้งจะเป็นแบบอย่าง แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไปอีกด้วย..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๑)


"...ขอให้ทุกคนจงดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ โดยอาศัยวิชา ความรู้ที่ได้รับมาประกอบด้วยความยั้งคิดชั่งใจ และศีลธรรมอันดีงาม เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองและของประเทศชาติ..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๑๘ กันยายน ๒๕๐๔)


"....การประกอบกิจการงานหรือการดำเนินชีวิต จะใช้วิชาการที่ได้ ศึกษามาแล้วเท่านั้นยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ให้ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕)


"...หากบุคคลใดมีความรู้สูงแต่ขาดหิริโอตตัปปะ คือไม่มี ความละอายต่อบาปนำความรู้นั้นไปใช้ในทางมิชอบ ก็จะทำให้สังคม เดือดร้อน..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๐๖)


...ขอให้บัณฑิตใหม่ระลึกไว้ว่า วิชาความรู้ที่มีอยู่กับตัวนั้น จะเกิดประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จักประสานงาน คือรู้จักติดต่อกับผู้อื่น กับบัณฑิตด้วยกัน กับผู้ที่ทำงานอยู่ก่อนและช่วยเหลือผู้ที่จะมา ภายหลังด้วย ก็จะช่วยทำให้สามารถทำงานด้วยกันได้โดยราบรื่น บังเกิดผลดีแก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวม..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๒ กรกฎาคม ๒๕๐๗)


...วิชาความรู้นั้น ถ้าใช้ในทางดีด้วยความรู้เท่ากัน ก็จะช่วย ป้องกัน ประเทศชาติให้พ้นภยันตรายจากศัตรู และสามารถช่วยการ พัฒนาบ้านเมืองให้ทันกับความเจริญของโลกในปัจจุบันได้ แต่ถ้าใช้ ด้วยความหลงแล้ว ก็จะเป็นอันตรายแก่ตัวเอง และแก่ชาติบ้านเมือง อย่างร้ายกาจที่สุด จึงขอให้บัณฑิตทุกคนสังวรระวังไว้ในการที่จะออกไป ประกอบการงานต่อไปในกาลข้างหน้า..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๗)


...ความรู้นั้นเป็นหลักของการงาน ผู้ที่จะทำงานอย่างใดจำต้องมี ความรู้ในเรื่องนั้นก่อนเป็นเบื้องต้น ส่วนความคิดเป็นเครื่องช่วยความรู้ คือ ช่วยให้ใช้ความรู้ได้ถูกต้อง เช่น จะใช้อย่างไร ที่ไหน เมื่อใด เมื่อมี ความรู้สำหรับงาน มีความคิดสำหรับพิจารณาใช้ความรู้ให้ถูกต้องแล้ว ย่อมทำงานได้ผลสมบูรณ์ดี ยากที่จะผิดพลาด ความรู้กับความคิด จึงไม่ควรแยกจากกัน..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๘ กรกฎาคม ๒๕๐๘)


"...ในการทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจต่างๆ จะต้องอาศัยใช้ข้อมูล ที่ถูกต้องเป็นหลัก และจะต้องใช้นักสถิติที่มีความรู้ ความสามารถ ชั้นสูงเป็นผู้ปฏิบัติ.."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ : ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๓)


"...ท่านทั้งหลายที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ เป็นผู้ที่ เชื่อได้ว่ามีความรู้ ความสามารถสูง จึงเป็นที่หวังของคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งของข้าพเจ้าด้วย ที่จะได้อาศัยความรู้ความคิด สติปัญญาและ ความสามารถ ในอันที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความมั่นคง และ ความสมบูรณ์พูนสุข…"

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ : ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๓)


"...เมื่อมีความรู้ความคิดอยู่ ควรจะนำมาเชื่อมโยงกันเข้าให้ พร้อมเพรียง ประสมประสานปรับปรุงความรู้ความคิดนั้น ด้วยความคิด พิจารณาแล้วนำออกใช้ให้ได้ผล จุดใดเสื่อม ก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จุดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นเป็นลำดับ..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๔ สิงหาคม ๒๕๑๔)


...งานทุกอย่าง ยิ่งเป็นงานในระดับชาติ จำเป็นต้องมีโครงการ อันแน่นอนสำหรับปฏิบัติดำเนินการ และโดยปรกติโครงการต่างๆ ที่ตั้ง ขึ้นนั้น จะต้องอาศัยพื้นฐาน วิธีการ และวิชาการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ พื้นฐานหมายถึงวัตถุประสงค์ กำลังทุน กำลังบุคคล พร้อมทั้งเครื่องมือ เครื่องจักรวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่าง วิธีการนั้น ได้แก่การวางรูปงาน กำหนด ระยะดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ให้เกี่ยวโยงต่อเนื่องกัน รวมถึง ระเบียบปฏิบัติทั้งในตัวบุคคลทั้งในธุรการทั้งหมด ส่วนวิชาการ ได้แก่ หลักความรู้ที่ถูกต้องแท้จริงในงานนั้นๆ ซึ่งนำมาปฏิบัติส่งเสริมพื้นฐาน และวิธีการ ให้ได้ผลที่สมบูรณ์แน่นอน..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๕)


"...ในการปฏิบัติงานใดๆ ผู้ปฏิบัติจำต้องทราบ ต้องเข้าใจแจ่มแจ้ง ถึงปัญหาและวิชาความรู้ทั้งปวงอันเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์อย่างทั่วถึง จึงจะสามารถนำทฤษฎีมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ และ สามารถเลือกแนวทางปฏิบัติ ให้เกิดผลมากที่สุดได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดความขาดแคลนวัตถุปัจจัยต่างๆ ดังในทุกวันนี้ ความขาดแคลน อาจทำให้การพัฒนาหลายอย่างต้องหยุดชะงักไป เพราะไม่สามารถ ทำงานตามทฤษฎีได้ ท่านทั้งหลายก็จะต้องแสวงหาวัตถุปัจจัย และ วิธีการอย่างอื่นมาใช้แทน เพื่อให้ชีวิตและภารกิจของเราสามารถ ดำเนินไปเป็นปรกติได้..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ๒๒ มกราคม ๒๕๑๗)


...บัณฑิตควรจะมีความพอใจและภูมิใจ ที่มีความรู้ความชำนาญ ทางวิชาการเป็นพื้นฐานที่มั่นคงของการงาน ในทางปฏิบัติ ทุกคนควร ถือเป็นหน้าที่จำเป็น ที่จะต้องพยายามหยิบยกเอาความรู้มาพิจารณา ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมแก่งาน แก่เวลา และแก่สภาพการณ์ทั่วไป ทั้งให้ สัมพันธ์กับงานด้านอื่นๆ โดยสมดุลและโดยสอดคล้อง เพื่อให้การปฏิบัติ อำนวยผลสมบูรณ์แท้จริง…"

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๗)


"...การทำหน้าที่ให้สอดคล้องกับผู้ที่มีหน้าที่อย่างอื่นๆ นั้น บัณฑิต หรือนักวิชาการจำเป็นจะต้องไม่ประมาทความรู้ความสามารถของผู้อื่น ทั้งนักวิชาการด้วยกันทั้งผู้ที่มีความชำนาญทางการปฏิบัติทั้งหมดจะต้อง ใช้ความรู้ความจัดเจนของตนๆ ร่วมงานกันด้วยความคิดความเห็น ที่ถูกต้องตามเหตุผล สุจริต เที่ยงตรง เป็นอิสระจากอคติ กลอุบายและ ความเห็นแก่ตัว ให้ภารกิจทั้งมวลบรรลุผลสำเร็จได้โดยครบถ้วน..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ๙ มกราคม ๒๕๑๘)


...ผู้มีปัญญาทุกระดับจึงต้องถือเป็นภาระและหน้าที่ ที่จะต้อง รู้จักรับ รู้จักใช้ความรู้อย่างถูกต้อง เพื่อสามารถพิจารณาการกระทำ ให้เหมาะสมแก่ทุกกรณี..'

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ : ๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๘)


...ข้าพเจ้าได้พูดกับบัณฑิตให้นำเอาความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ออกไปใช้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง จริงๆ ด้วยความจุดประสงค์ที่จะสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ความฉลาด ในทางที่ถูกที่สร้างสรรค์แก่เยาวชนให้อนุชนรุ่นหลังสามารถสร้างตน สร้างส่วนรวมให้มั่นคงและตั้งตัวได้ด้วยความเจริญและก้าวหน้า..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : ๔ กันยายน ๒๕๑๘)


"...การสร้างความรู้พื้นฐานทางวิชาการให้แก่นักศึกษา ให้ได้ เรียนรู้ลักษณะ กลไก ตลอดจนวิวัฒนาการ คือความเปลี่ยนแปลงของ แต่ละวิชาโดยแจ่มแจ้งทั่วถึงนั้น จะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับการ ปฏิบัติงาน คือจะช่วยให้สามารถนำวิชาการไปใช้โดยถูกต้องเหมาะสม กับงาน กับปัญหา สถานการณ์ และความจำเป็น ทำให้บรรลุผล อันพึงประสงค์ได้เต็มที่…"

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ๓ ตุลาคม ๒๕๑๘)


...ความจริงความรู้ที่ศึกษามา ซึ่งเป็นความรู้ทางทฤษฎีนั้น คือรากฐานและต้นทุนสำคัญสำหรับที่จะนำไปปฏิบัติงานการ ความรู้ ทางทฤษฎีนี้ จำเป็นที่จะต้องทบทวนเสริมสร้างอยู่เสมอ และนำมา ประกอบการปฏิบัติ เมื่อเอาความรู้ทางทฤษฎีมาประสมประสาน ปรับปรุงแต่งกับความรู้จากการปฏิบัติอย่างสอดคล้องเหมาะสมแล้ว งานที่ทำก็จะบรรลุผลที่พึงภาคภูมิใจได้สมปรารถนา..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๑๙)


"...ความคิดริเริ่มจะเกิดขึ้นเอง โดยไม่อาศัยรากฐานความรู้เดิม ไม่ได้ เป็นอันขาด..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน : ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๙)


"...คำว่า "ทฤษฎี" กับคำว่า "ปฏิบัติ"...วันี้ข้าพเจ้าใคร่จะให้ท่าน ทั้งหลายยกขึ้นมาพิจารณาอีกสักครั้งพร้อมๆ กัน ทฤษฎี กล่าวสั้นๆ ก็คือ หลักวิชาการอันได้ปรากฏแล้ว ปฏิบัติ คือการนำเอาหลักวิชาหรือ หลักความรู้นั้น มากระทำให้บังเกิดผลขึ้นได้จริง ผู้ไม่มีทฤษฎีเป็นผู้ไม่มี หลักความรู้ สู้ผู้มีทฤษฎีไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เป็นทุนรอนสำหรับ ทำการงาน แต่ผู้มีทฤษฎีที่ไม่หัดปฏิบัติ หรือไม่ยอมปฏิบัตินั้น ก็สู้ นักทฤษฎีที่ปฏิบัติได้ด้วยไม่ได้ เพราะนักทฤษฎีที่ไม่ยอมปฏิบัติ ทำให้ ตัวเองพร้อมทั้งวิชาความรู้ทั้งหมดเป็นหมันไป ไม่ได้ประโยชน์ ไม่เป็น ที่ต้องการของใคร ผู้มีความรู้ด้วย ใช้ความรู้ทำการงานได้จริงๆ ด้วย จึงจะเป็นประโยชน์และเป็นที่ต้องการ วงงานทั้งหลายหรือพูดให้กว้าง ออกไปก็คือประเทศชาตินั้น ต้องการนักปฏิบัติยิ่งกว่าคนที่มีวิชาเปล่าๆ ท่านทั้งหลายเล่า ฝึกหัดเป็นนักปฏิบัติมาแล้วมากน้อยเพียงใด ถ้าพิจารณาเห็นว่ายังบกพร่องอยู่ ก็เร่งฝึกปฏิบัติให้หนักแน่นเสียแต่บัดนี้ เพราะความสำเร็จความเจริญมั่นคงของตนเอง ของการงาน และของชาติ อยู่ที่ความสามารถในการปฏิบัติเป็นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่น..."

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร : ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๐)


...ฉะนั้นก็เชื่อว่า ถ้าช่วยกันทำตามหน้าที่ที่แต่ละคนมี ก็สามารถ ที่จะทำให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุขได้. วันนี้ได้พูดเรื่องราวที่อาจจะน่าคิด. และท่านเองเป็นผู้มีความรู้ ก็จะต้องใช้ความรู้ ความฉลาด เพื่อแก้ไข ปัญหาต่างๆที่จะมีมาและในการนี้ขอทุกคนทุกท่านซึ่งมีหน้าที่แต่ละท่าน พยายามใช้สติปัญญาและกำลังใจ ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม. ทั้งนี้ ประเทศชาติจะก้าวหน้าและมีความปลอดภัยต่อไป...."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐)


"...ต้องหาวิธีที่จะทำการสอน การเรียนการสอนให้ได้ประโยชน์ และสามารถที่จะเข้าใจความจริง ก็ไม่ใช่ว่าจะให้เข้าใจภาษาเข้าใจวิชาการ และไม่ใช่วิชาการเท่านั้นเอง แต่ต้องเข้าใจวิธีปฏิบัติตน คือ หมายถึง จริยธรรมต่างๆ หรืออะไรต่างๆ พวกนี้ ต้องเรียนต้องรู้ ให้มีความรู้ กว้างขวาง อันนี้ที่เป็นข้อสำคัญในการพัฒนาการศึกษาถ้าหากว่า ไม่พัฒนาศึกษา ถ้าหากว่าไม่พัฒนาศึกษา ประเทศชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ เพราะว่าถ้าไม่พัฒนาการศึกษา ความเข้าใจของบุคคลจะไม่มี.."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒)


"...ทำให้หาดใหญ่ ท่วมในตัวเมือง ทีแรกไม่เชื่อ แต่ว่า ก็เห็นใน รายงานท่วมถึง ๓ เมตรก็มี เป็นความจริง ทำไมท่วมอย่างนั้น ก็เพราะว่า จากแรงคน แทนที่จะไปทำเขื่อน ที่อื่น เพื่อที่จะเก็บน้ำเอาไว้ หรือป้องกัน น้ำท่วม หรือเก็บน้ำสำหรับ มาทำการเพาะปลูก ในหน้าแล้ง ไปน้ำเขื่อน กันน้ำ ทำให้เมืองหาดใหญ่ จมลงไปในน้ำ เวลาสร้างเขื่อนที่ไหนเค้าก็ ร้องโวยวายว่า ทำให้ท่วม ทำให้เสียหาย ขอชดเชยต่างๆ ตอนนี้ เอาแล้ว เป็นความจริงแล้ว ก็ชดเชย ต้องชดใช้เป็นพันล้าน เพราะว่าไปสร้างถนน ไปสร้างถนน ให้น้ำลงไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อ น้ำลงมาแล้ว น้ำก็เอ่อขึ้นมา นอกจากนี้ควรจะได้ทำพนัง ก็ใช้ถนนเหมือนกัน แต่อีกสายนึง ก็ไม่ได้ ทำถนนที่ควรจะ เป็นพนังนั้น ก็ทำเตี้ย ถนน ที่เป็นเชื่อนนั้นทำสูง และ ไม่ทำช่องให้น้ำผ่าน ก็แสดงให้เห็นว่า หลักวิชาไม่ได้อยู่ในสมอง ของ ผู้ปฏิบัติ ก็เลยทำให้ นึกว่า ถ้าคนที่ได้เป็น ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้จะไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนควรจะมีความรู้ ความคิดที่จะป้องกันได้ และสามารถ ที่จะแจ้งให้ผู้ที่มีความคิดควรจะ มีความคิด..."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๓)


"...คำว่าโครงการนี้ โก้ว่าเป็นโครงการ แต่ก็โครงการนี้ก็ได้เห็นว่า ทั่วประเทศ มีสิ่งที่ทำแล้วบกพร่อง ถ้าบกพร่อง จนกระทั่งทำให้ที่ตรงนั้น เจริญขึ้นไม่ได้ แต่ก็ ก็เจริญได้พอสมควร ก็เพราะว่ามีคนไปช่วย แต่ก็ ยังไงก็ตาม ก็ได้ให้นักเรียนได้เห็นว่า ในที่ที่แร้นแค้น มันไม่เจริญขึ้นมาได้ อย่างที่ควรจะเกิดเจริญได้ เพราะว่าไปทำอะไร ที่ไม่ถูกต้องไม่ถูกหลักวิชา อันนี้ อะไรก็ตาม ทั้งนี้ก็อยากให้ เด็กเขาได้ทราบ ได้เห็น ก็เข้าใจว่า เขารู้ เขาได้เห็น และก็ได้เกิดความรู้ขึ้นมา และเขาจะต้องหาความรู้เองต่อไป ไม่ใช่ว่าจะไปบอก เราต้องทำอย่างนั้นๆ แล้วก็ เขาก็ทำ แล้วก็ได้ผล แต่นี่ เขาให้เห็นกับตัว ตัวเขาเองได้เห็นว่า ในภูมิประเทศที่แร้นแค้น มันทำได้ เพิ่มขึ้น เพิ่มความเจริญได้ แต่ว่าที่ ที่คนไม่ค่อยอยากทำ มันก็เจริญไม่ได้ หรือเจริญช้า ถ้าเจริญช้า ก็เท่ากับว่าถอยหลัง ทั่วประเทศก็เป็นอย่างนี้..."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔)


"...ต้องพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ของประชาชน คือ อาชีพ ไม่ใช่ เพียงแต่ปลูกผัก ถั่ว ปลูกงาให้หลานเฝ้า แต่เป็นเรื่องของให้ความอยู่ดี กินดี ความรู้ การศึกษา กล่าวว่า ต้องช่วยให้การศึกษาดีขึ้น เพราะว่า ถ้าการศึกษาไม่ดี คนไม่สามารถที่จะทำงาน การศึกษาต้องได้ทุกระดับ ถ้าพูดถึงระดับสูง หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ถ้าไม่มีการเรียน ขั้นประถม ขั้นอนุบาล ไม่มีทางที่จะให้คนไทยขึ้นไปเรียนในขั้นสูง หรือ เรียนขั้นสูง เรียนไม่ดี ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ดี เพราะว่าขั้นสูงนั้น ต้องมี รากฐานจากขั้นต่ำ ถ้าขั้นต่ำไม่ดี เรียนขั้นสูงต่าง ๆ ไม่รู้เรื่อง..."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖)


"...นายทหารคนนั้น ก็เรียนจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็หมายความว่า โรงเรียนนายร้อยก็สอนอะไรๆ ก็ดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือน ไม่ได้สอน ไม่ได้สอนการทำระเบิด แต่ว่าอย่างไรก็ตาม มีรากฐาน ความคิดที่แหวกแนว ถ้ามีความคิดแหวกแนวตั้งแต่เด็ก ก็สนใจที่จะ พัฒนาอะไรๆ ได้มาก ถ้ามีความคิดสูงก็จะยิ่งดี ที่เมื่อเร็วๆ นี้ พวกนักเรียนไปแข่งขันโอลิมปิก ไม่ใช่โอลิมปิกวิ่ง หรือโอลิมปิกกีฬา แต่โอลิมปิกวิชาการ หลังๆ นี่ ไปก็นับว่าดีขึ้น ได้ เหรียญทองมาได้เพิ่มขึ้น แต่ก่อนนี้ไม่ได้ อันนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พี่สาวสนใจมาก แล้วก็มาบ่นว่า คน นักเรียนมีความรู้ไม่พอ มีความรู้ไม่พอ เพราะว่า รากฐาน ฐานรากของการเรียนไม่พอ ไม่ดี แล้วก็ฐานรากจะมาจากไหน ก็มาจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนกระทั่งชั้นประถม ชั้นมัธยม และ ถึงขั้นอุดมศึกษา ต้องพัฒนาให้ดี และพัฒนาวิธีความคิด วิธีคิดให้มี ความซุกชนในความรู้ คือ ซุกชนอยากเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ อันนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญ..."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖)


"...ถ้าเราฟังคนที่มีความรู้ เราก็ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้ที่จะมา สอนคนโน้นคนนี้ได้ แต่ได้ความรู้ที่จะปฏิบัติได้... ถ้าเราฟังคนแล้วก็ฟัง จริงๆ แต่ต้องพิจารณา อันนี้เป็นข้อสำคัญ...ต้องพิจารณาว่า ที่ท่านพูดนั้น ถูกต้องหรือไม่ ถ้าพูดถูกต้องปฏิบัติได้ เราก็ดี เราก็ได้ประโยชน์ ส่วนรวม ก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเราเอาความรู้ที่ท่านพูดไปปฏิบัติต่อ..."

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๔๗)