ธรรมสังคณี

จบการพรรณนาความทั้งปวงแห่งคำว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ เพียงนี้

หมวด: อภิธรรมปิฎก ฝ่าย: ธรรมสังคณี ลำดับ: 390 อ้างอิง: Dhs 390 ประเภท: analysis


เนื้อหา

จบการพรรณนาความทั้งปวงแห่งคำว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ เพียงนี้. บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สโต จ สมฺปชาโน (มีสติและ สัมปชัญญะ ) นี้ต่อไป. บุคคลใด ย่อมระลึกได้ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า มีสติ . บุคคลใด ย่อมรู้ทั่วโดยชอบ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า มีสัมปชานะ (ผู้รู้ทั่วโดยชอบ). พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสติและสัมปชัญญะไว้โดยปุคคลา- ธิษฐาน. บรรดาสติและสัมปชัญญะนั้น สติมีการระลึกเป็นลักษณะ. มีการ ไม่หลงลืมเป็นรส มีการอารักขาเป็นปัจจุปัฏฐาน... สัมปชัญญะมีความไม่ หลงลืมอารมณ์ (การรู้ทั่วโดยชอบ) เป็นลักษณะ มีการพิจารณา (หรือมีการ ถึงฝั่ง) เป็นรส มีการใคร่ครวญเป็นปัจจุปัฏฐาน... บรรดาฌานเหล่านั้น สติและสัมปชัญญะนี้ แม้มีอยู่ในฌานเบื้องต้น ก็จริง เพราะว่า เมื่อพระโยคาวจรมีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ แม้แต่เพียง อุปจารฌานก็ย่อมไม่สำเร็จ จะป่วยกล่าวไปไยถึงอัปปนาเล่า ถึงอย่างนั้น เพราะความที่ฌานทั้งหลาย (ปฐมฌานทุติยฌาน) เหล่านั้นเป็นองค์อันหยาบ ทางไป (คติ ) ของจิตจะต้องเป็นทางสบาย เหมือนทางไปของบุคคลบนแผ่นดิน ฉะนั้น กิจแห่งสติและสัมปชัญญะในฌานต้น ๆ นั้นยังไม่มีกำลังกล้า แต่เพราะ ฌานที่ ๓.นี้เป็นฌานมีอารมณ์สุขุม เพราะละองค์ฌานหยาบ ๆ ได้ การดำเนิน ไปแห่งจิตอันกิจ (หน้าที่) ของสติและสัมปชัญญะประคองไว้แล้วนั่นแหละ อันพระโยคีพึงปรารถนา เหมือนบุรุษเดินไปในที่แหลมคม ฉะนั้น เพราะ เหตุนั้น สติและสัมปชัญญะ จึงตรัสไว้ในตติยฌานนี้เท่านั้น.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ