ธรรมสังคณี

พระมหาสัตว์กำหนดเหตุทั้งหลายเหล่านั้นมีประมาณเท่านี้แล้ว ในว...

หมวด: อภิธรรมปิฎก ฝ่าย: ธรรมสังคณี ลำดับ: 71 อ้างอิง: Dhs 71 ประเภท: analysis


เนื้อหา

พระมหาสัตว์กำหนดเหตุทั้งหลายเหล่านั้นมีประมาณเท่านี้แล้ว ในวัน รุ่งขึ้น จึงเข้าไปสู่บ้านเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในบ้านที่พระมหาสัตว์ ไปถึงนั้น ได้ถวายภิกษาด้วยความอุตสาหะใหญ่. พระมหาสัตว์ ทำภัตกิจ เสร็จแล้วกลับมาสู่อาศรมนั่งแล้ว คิดว่า มิได้บวชด้วยความคิดว่า เราจักไม่ได้ อาหาร ขึ้นชื่อว่า อาหารที่ดีนั่น ย่อมยังความเมาในการถือตนและเมาใน ความเป็นบุรุษให้เจริญ ก็ความสิ้นทุกข์ที่มีอาหารเป็นมูล หามีไม่ ไฉนหนอ เราพึงละอาหารอันเกิดแต่ธัญชาติที่เขาหว่านและปลูก โดยเด็ดขาด แล้วถือ เอาผลตามแต่จะหาได้ อันถึงพร้อมด้วยคุณมิใช่น้อย เพราะฉะนั้น เราจึงละ อาหารอันเกิดแต่ธัญชาติที่เขาหว่านและปลูกแล้ว บริโภคผลไม้ ตามที่หาได้ ดังนี้ จำเดิมแต่กาลนั้น พระมหาสัตว์ก็ทำอย่างนั้น แล้วสืบต่ออยู่ พยายาม อยู่ภายใน ๗ วันก็ยังสมาบัติแปด และอภิญญาห้าให้เกิดขึ้นแล้ว. ว่าด้วยการทำทางและได้รับพยากรณ์ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราละธัญชาติที่หว่านแล้วปลูกแล้ว โดยไม่เหลือถือเอาผลไม้ที่ตกตามแต่หาได้ ซึ่งถึงพร้อมด้วยคุณมิใช่น้อย เราตั้งความ เพียรในการนั่ง การยืน การจงกรมในที่ นั้น ในภายในสัปดาห์ เราก็บรรลุกำลัง แห่งอภิญญา เมื่อเราถึงความสำเร็จเป็นผู้ ชำนาญแล้วในพระศาสนาอย่างนี้ พระชิน- เจ้าพระนามว่า ทีปังกร ผู้เป็นนายกของโลก ก็ทรงอุบัติขึ้น เรามัวยินดีในฌาน จึงมิได้ เห็นนิมิต ๔ คือ เมื่อพระองค์ทรงอุบัติ ทรงประสูติ ตรัสรู้ และแสดงธรรม พวกมนุษย์ผู้มีจิตยินดี นิมนต์พระตถาคต ให้เสด็จไปในเขตแดนประเทศชายแดน แล้วพากันแผ้วถางทางเป็นที่เสด็จมาของ พระตถาคต สมัยนั้น เราครองผ้าคากรอง ของตนออกจากอาศรม เหาะไปในท้องฟ้า ในกาลนั้น เราเห็นชนมีโสมนัส ยินดี ร่าเริงบันเทิงใจ จึงลงจากฟ้า ถาม พวกมนุษย์ในขณะนั้นว่า มหาชนผู้มี โสมนัส มีความยินดีร่าเริงแล้ว ย่อมแผ้ว ทางทางทำถนนเพื่อใคร พวกมหาชน เหล่านั้นถูกเราถามแล้ว จึงบอกแก่เราว่า พระชินพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร ไม่มีผู้ยิ่งกว่า เป็นนายกของโลกทรงอุบัติ ขึ้นในโลก มหาชนย่อมแผ้วถางทางทำ ถนนเชื่อมต่อกันไปเพื่อพระองค์นั้นเพราะ ฟังพระนามว่า พุทฺโธ ดังนี้ ปีติก็เกิด ขึ้นแก่เราในทันทีทันใดนั้น เมื่อเราจะ กล่าวว่า พุทฺโธ พุทฺโธ ดังนี้ จึงประกาศ ถึงความโสมนัส มีความยินดีแล้ว ก็มีจิต สลดยืนคิดอยู่ในที่นั้นว่า เราจักปลูกพืช ทั้งหลายไว้ในที่นี้ ขอขณะ (เวลา) อย่าได้ ล่วงเราไปเสียเลย ถ้าว่าพวกท่าวแผ้วถาง ทางเพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอพวกท่านจง ให้ช่องว่าง ( ทาง ) ส่วนหนึ่งแก่เราเถิด แม้เราก็จักแผ้วถางทางทำถนน พวกเขา ได้ให้ช่องว่างทางส่วนหนึ่งแก่เราเพื่อชำระ ทำถนนในครั้งนั้น เราคิดอยู่ว่า พุทฺโธ พุทฺโธ ดังนี้ ชำระทางอยู่ในกาลนั้น เมื่อ ทางถนนของเรายังไม่สำเร็จ พระชิน- มหามุนีทีปังกร พร้อมด้วยพระขีณาสพ ประมาณสี่แสน ผู้มีอภิญญา ๖ ผู้คงที่ ปราศจากมลทินก็เสด็จดำเนินมาสู่หนทาง การต้อนรับก็กำลังเป็นไป กลองดนตรี ทั้งหลายเป็นอันมากก็กึกก้องขึ้น เหล่า มนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย ต่างก็พากัน ยินดีปรีดา ได้ยังสาธุการให้เป็นไปแล้ว พวกเทวดาก็มองดูพวกมนุษย์ แม้พวก มนุษย์ก็มองเห็นเทวดาทั้งหลาย พวกเทว- ดาและมนุษย์แม้ทั้งสองต่างก็ยกมือประณม เดินตามพระตถาคต พวกเทวดาก็ประโคม ดนตรีทิพย์ พวกมนุษย์ก็ประโคมดนตรี ของมนุษย์ เทวดาและมนุษย์แม้ทั้งสองพวก ต่างก็ประโคมดนตรีตามเสด็จพระตถาคต พวกเทวดาไปทางอากาศโปรยดอกมณฑา- รพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะอันเป็น ทิพย์ ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทั้งได้โปรย จุรณจันทน์ และของหอมอันประเสริฐ อันเป็นทิพย์ลงสู่ทิศน้อยใหญ่ทั้งสิ้น พวก มนุษย์ซึ่งเดินตามพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอกสน ดอกประดู่ ดอกกระทิง ดอก บุนนาค และดอกการะเกดทั่วทิศานุทิศ ส่วนเราสยายผมออก และเปลื้องผ้าคากรอง และหนังสือลาดไว้บนเปือกตมแล้ว นอน คว่ำลง (โดยตั้งใจว่า) ขอพระพุทธเจ้าจง ทรงเหยียบเรา อย่าได้ทรงเหยียบโคลนตมเลย การที่พระองค์ทางดำเนินไปเช่นนั้น จักเป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เมื่อเรานอนที่พื้น ดินแล้ว ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราเมื่อ ปรารถนาอยู่ วันนี้จักฆ่ากิเลสทั้งหลายได้ การที่กระทำให้แจ้งซึ่งธรรม ด้วยเพศ อันบุคคลอื่นไม่รู้จักในที่นี้ จะมีประโยชน์ อะไร ? เราบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว จัก เป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ความที่เราเป็นบุรุษแสดงความสามารถข้าม ไปคนเดียว จะมีประโยชน์อะไร ? เราบรรลุ สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังมนุษยโลกทั้ง เทวโลกให้ข้ามไปพร้อมกัน ความที่เราเป็น บุรุษมีบุญญาธิการส่องถึงความสามารถคน เดียวนี้ จะมีประโยชน์อะไร ? เราบรรลุ สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังประชุมชนอัน มากให้ข้ามตาม เราตัดกระแสสงสารแล้ว กำจัดภพทั้งสามขึ้นสู่ธรรมนาวาแล้ว จักยัง มนุษย์พร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามไปพร้อมกัน พระทีปังกรพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้งโลก ผู้สมควร รับเครื่องสักการะที่เขานำมาบูชา ประทับ ยืนบนศีรษะเรา ได้ตรัสคำนี้ว่า พวกเธอจงดูดาบสนี้ ผู้เป็นชฏิลมี ตบะกล้าในกัปที่นับไม่ถ้วน แต่กัปนี้ไป จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก เธอจักเป็น พระตถาคตเสด็จออกจากนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ จักทรงตั้งความเพียรกระทำ ทุกรกิริยา จักประทับนั่งที่โคนไม้อชปาล- นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาสในที่นั้น แล้ว จักเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา เสวย ข้าวปายาสที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วจัก เสด็จไปโคนต้นโพธิ์ โดยทางอันประเสริฐ ที่เขาตกแต่งไว้แล้ว ต่อจากนั้นก็กระทำ ประทักษิณโพธิมณฑลอันยอดเยี่ยม แล้วจัก ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธะผู้มียศใหญ่ ที่ โคนอัสสัตถพฤกษ์ พระมารดาของผู้เป็น ชนนีของดาบสนี้ จักมีนามว่า มายา พระ- บิดา มีนามว่า สุทโธทนะ ดาบสนี้จักเป็น โคตมโคตร (เหล่ากอของพระโคดม) คือ พระพุทธเจ้า พระโกลิตะ และพระอุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว จักเป็นคู่อัครสาวก ภิกษุผู้ อุปัฏฐากชื่อว่า อานนท์ จักบำรุงพระชินะ นั้น นางเขมาและนางอุบลวรรณา ผู้ไม่มี อาสวะ ปราศจากราคะ มาจิตสงบตั้งมั่นแล้ว จักเป็นคู่อัครสาวิกา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกว่า อัสสัตถพฤกษ์ ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ