เล่มที่ 51

ส่วนที่ 214

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 214 อ้างอิง: Book 51, Section 214 ประเภท: section


เนื้อหา

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสั่งสอนของพระองค์ มุ่งหมายถึงประโยชน์อันใด ที่นับประมาณไม่ถ้วน ประโยชน์นั้นคือสันติบท (พระนิพพาน) อันยอด เยี่ยม ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว ข้าพระองค์ไม่มี ผู้เสมอเหมือน ข้าพระองค์ประสบบารมีในพระวินัย แล้ว จำทรงคำสอนไว้ได้ เหมือนภิกษุผู้แสวงหาคุณ ผู้เป็นนักพูดแม้ฉะนั้น ข้าพระองค์ไม่มีความเคลือบ- แคลง ในพระวินัยทั้ง ๕ คัมภีร์ คือทั้งขันธกะและที่ แบ่งออกเป็น ๓ คัมภีร์ (จุลวรรค มหาวรรค และ บริวารวรรค) หรือทั้งในอักขระ ทั้งในพยัญชนะ ในพระวินัยนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาด ทั้งในนิคคห- กรรม ปฏิกรรม ฐานะและอฐานะ โอสารณกรรม และ วุฏฐาปนกรรม ถึงบารมีในพระวินัยทั้งหมด อีกอย่าง หนึ่ง ข้าพระองค์ยกบทขึ้นมาตั้งแล้ว ไขความออกไป โดยกิจ ๒ อย่าง แล้ววางไว้ในขันธกะ ในพระวินัย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดล้ำในนิรุตติศาสตร์ ฉลาดทั้ง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ไม่มีสิ่ง ที่ข้าพระองค์ไม่รู้ ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งใน พระศาสนาของพระศาสดา วันนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ ฉลาดในรูป บรรเทาข้อกังขาทุกอย่าง ตัดความสงสัย ทั้งสิ้นในพระศาสนาของพระสมณศากยบุตร ทั้งที่ เป็นบท (ใหญ่) บทย่อย ทั้งที่เป็นอักขระเป็นพยัญชนะ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในทุกอย่าง ทั้งในเบื้องต้น ทั้งในเบื้องปลาย พระราชาผู้ทรงมีกำลัง ทรงกำราบ การรบกวนของผู้อื่น ทรงชนะสงครามแล้ว ทรงให้ สร้างพระนครขึ้น ณ ที่นั้น ทรงให้สร้างกำแพงบ้าง คูบ้าง เสาเขื่อนบ้าง ซุ้มประตูบ้าง ป้อมบ้าง นานา ชนิด เป็นจำนวนมากไว้ในพระนครนั้น ทรงให้สร้าง ทางสี่แยก สนาม ตลาดจ่าย และสภาสำหรับวินิจฉัย สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ไว้ในพระนคร นั้นพระองค์ทรงตั้งเสนาและอำมาตย์ไว้ เพื่อปราบหมู่ อมิตร เพื่อรู้ช่องทางและมิใช่ช่องทาง และเพื่อรักษา พลนิกายไว้ พระองค์ทรงตั้งคนผู้ฉลาดในการเก็บ สิ่งของให้เป็นภัณฑารักษ์ไว้ เพื่อให้เป็นผู้เฝ้าสิ่งของ ด้วยพระราชประสงค์ว่า สิ่งของของเราอย่าได้สูญหาย ไป ผู้ใดสำเร็จ (การศึกษา) แล้ว และปรารถนา ความเจริญแก่พระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์ นั้น จะประทานเรื่องให้เขา เพื่อปฏิบัติต่อมิตร (ประ- ชาชน). เมื่อนิมิตเกิดขึ้น พระองค์จะทรงตั้งผู้ฉลาด ในลักษณะทั้งหลาย ผู้เป็นนักศึกษาและจำทรงมนต์ ไว้ได้ ให้ดำรงอยู่ในความเป็นปุโรหิต ผู้สมบูรณ์ด้วย องค์คุณเหล่านี้ เรียกว่ากษัตริย์ พวกเขาจะพากัน พิทักษ์รักษาพระราชาทุกเมื่อ เหมือนนกจากพรากรักษา ญาติตนที่เป็นทุกข์ฉะนั้น ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงเป็นเสมือนกษัตริย์ ผู้กำจัดอมิตรได้แล้ว เรียกได้ว่า พระธรรมราชาของชาว โลกพร้อมทั้งเทวโลก พระองค์ทรงกำจัดเหล่าเดียรถีย์ บ้าง มารพร้อมทั้งเสนาบ้าง ความมืดมนอนธการบ้าง ได้แล้ว ได้ทรงเนรมิตนครธรรมขึ้น ทรงทำศีลให้เป็น กำแพง ทรงทำพระญาณของพระองค์ให้เป็นซุ้มประตู ไว้ที่พระนครนั้น ข้าแต่พระธีรเจ้า สัทธาของ พระองค์เป็นเสาระเนียด การสังวรเป็นนายทวารบาล สติปัฏฐานเป็นป้อม ข้าแต่พระมุนี พระปัญญาของ พระองค์เป็นสนาม และพระองค์ได้ทรงสร้างธรรมวิถี มีอิทธิบาทเป็นทางสี่แยก พระวินัย ๑ พระสูตร ๑ พระอภิธรรม ๑ พระพุทธพจน์ทั้งสิ้นมีองค์ ๙ นี้เป็น ธรรมสภาของพระองค์ สุญญตวิหารสมาบัติ ๑ อนิมิตตวิหารสมาบัติ ๑ อปณิหิตสมาบัติ ๑ อเนญช- ธรรม ๑ นิโรธธรรม ๑ นี้เป็นกุฎีธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามว่า สารีบุตร ผู้ถูก ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทางปัญญา และเป็นผู้ฉลาดใน ปฏิภาณ ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์ มีนามว่า โกลิตะ ผู้ฉลาดในจุตูปปาตญาณ ผู้ถึงบารมีด้วยฤทธิ์ ข้าแต่พระมุนี ผู้พิพากษาของพระองค์ มีนามว่า กัสสปะ เป็นผู้เลิศในธุดงค์คุณเป็นต้น เป็นผู้ทรงไว้ ซึ่งวงศ์เก่าแก่ มีเดชสูงยากที่จะเข้าถึงได้ ข้าแต่พระ- มุนี ผู้รักษา (คลัง) พระธรรมของพระองค์ มีนามว่า อานนท์ เป็นพหูสูต ทรงจำพระธรรมไว้ได้ และรู้ ปาฐะทุกอย่างในพระศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ทรงเป็นมหาฤๅษี ทรงตั้งพระเถระเหล่านั้นไปทั้งหมด แล้วทรงมอบหมายการวินิจฉัย (อธิกรณ์) ที่ท่านผู้เป็น ปราชญ์แสดงไว้แล้ว ในพระวินัยให้แก่ข้าพเจ้า พุทธสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็ตาม ถามปัญหาในพระวินัย ข้าพเจ้าไม่มีความคิดในเรื่องนั้น ว่าจะบอกเรื่องอื่น นั่นแหละแก่เขาในพุทธเขต มีพุทธสาวกประมาณเท่า ใดในพุทธสาวกจำนวนเท่านั้น ไม่มีผู้เสมอกับข้าพเจ้า ในทางพระวินัย เว้นไว้แต่พระมหามุนี และผู้ยิ่งกว่า จักมีแต่ที่ไหน พระสมณโคดมประทับนั่ง ณ (ท่าม กลาง) ภิกษุสงฆ์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนี้ ว่า พระ อุบาลีไม่มีผู้เสมอเหมือน ทั้งในพระวินัยและขันธกะ ทั้งหลาย นวังคสัตถุศาสน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งหมดนั้น หยั่งลงในพระวินัย พุทธสาวกมีประมาณ เท่าใด มีปกติเป็นพระวินัยว่า พระวินัยเป็นรากเหง้า (ของนวังคสัตถุศาสน์นั้น) พระสมณโคดมผู้ประเสริฐ กว่าศากยราช ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพเจ้าแล้ว ได้ ประทับนั่ง (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงแต่งตั้งข้าพเจ้า ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ข้าพเจ้าได้ปรารถนาตำแหน่ง นี้มาเป็นเวลาแสนกัป ข้าพเจ้าได้บรรลุประโยชน์นั้น แล้วถึงบารมีในพระวินัยแล้ว ข้าพเจ้าได้เป็นช่างกัล- บกผู้สร้างความเพลิดเพลินให้ศากยราชมาก่อน ละ ทิ้งชาตินั้นแล้ว มาเกิดเป็นบุตรพระมหาฤาษี (พุทธ- ชิโนรส) ในกัปที่ ๒ นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป ได้มี กษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน พระนามว่า อัญชสะ ผู้มี เดชไม่มีที่สิ้นสุด มีพระบริวารนับไม่ถ้วน มีทรัพย์มาก ข้าพเจ้าได้เป็นขัตติยราชสกุลของพระองค์ มีนามว่า จันทนะ เป็นผู้เย่อหยิ่ง เพราะความเมาในชาติ และ ความเมาในยศ และโภคะ ช้างจำนวนแสน ประดับ ประดาด้วยคชาภรณ์พร้อมสรรพ ตระกูลมาตังคะ ตกมัน ๓ แห่ง ห้อมล้อมข้าพเจ้าทุกเมื่อ ข้าพเจ้า ประสงค์จะไปอุทยาน มีพลนิกายของตนออกหน้าไป จึงได้ขึ้นช้างต้น (ช้างมิ่งขวัญ) ออกจากพระนครไป ในครั้งนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า เทวละ ถึงพร้อมด้วยจรณะ มีทวารอันคุ้มครองแล้ว สังวร ดีแล้ว. ได้มาข้างหน้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ไส ข้างต้นเข้าไปได้ล่วงเกินพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ต่อ จากนั้น ช้างต้นนั้น ก็เกิดเดือดดาลขึ้น ไม่ย่างเท้าไป ข้าพเจ้าเห็นช้างไม่พอใจ จึงได้โกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปยังพระ- อุทยาน ข้าพเจ้าไม่พบความสำราญ ณ ที่นั้น เหมือน คนถูกไฟไหม้ศีรษะ ถูกความกระวนกระวายแผดเผา เหมือนปลาติดเบ็ด พื้นแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต เป็นเสมือนไฟลุกไปทั่วสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าไป เฝ้าพระบิดา จึงได้ทูลคำนี้ไว้ว่า หม่อมฉันล่วงเกิน พระสยัมภูองค์ใด เหมือนยุอสรพิษให้เดือดดาล เหมือนโหมกองไฟ และเหมือนฝึกช้างตกมัน พระ- ชินพุทธเจ้าองค์นั้น ผู้มีพระเดชสูงแรงกล้า ข้าพเจ้า ได้ล่วงเกินแล้ว ก่อนที่พวกเราทุกคนจะพินาศไป พวก เราจักพากันขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าหากพวกเราจักไม่ ยังพระมุนีนั้น ผู้ทรงฝึกองค์แล้ว มีหฤทัยตั้งมั่นแล้ว ให้ทราบไซร้ รัฐของเราจักแหลกลาญ ไม่เกิน วันที่ ๗ พระราชาทั้งหลาย คือ สุเมขละ ๑ โกสิยะ ๑ สิคควะ ๑ สัตตกะ ๑ พร้อมด้วยเสนา ตกทุกข์ได้ยาก เพราะล่วงเกินฤาษีทั้งหลาย เมื่อใด ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธ เมื่อนั้น ฤาษีเหล่านั้น จะบันดาลให้ (โลกนี้) พร้อมทั้งเทวโลกทั้งสาครและบรรพต ให้พินาศไปได้ ข้าพเจ้าจึงประชุมราชบุรุษทั้งหลายในที่ประมาณสาม พันโยชน์ เข้าไปหาพระสยัมภู เพื่อต้องการแสดง โทษผิด ทุกคนมีผ้าเปียก และศีรษะเปียกน้ำเหมือน กันหมด กระทำอัญชลี หมอบแทบบาทพุทธเจ้า แล้วได้กล่าวคำวิงวอนนี้ว่า ข้าแต่มหาวีระ ขอท่าน โปรดประทานอภัยโทษแก่ชนที่ร้องขอ ขอพระ- มหาวีระบรรเทาความเร่าร้อน และอย่าให้รัฐ ของพวกข้าพเจ้าพินาศเลย มวลสัตว์พร้อมทั้งเทวดา และมนุษย์ พร้อมทั้งอสูรเผ่าทานพ พร้อมด้วย รากษส พึงพากันเอาค้อนเหล็กมาตีศีรษะของ ข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ ความโกรธจะไม่เกิดขึ้นในพระ พุทธเจ้า เหมือนไฟสถิตอยู่ในน้ำไม่ได้ เหมือนพืช ไม่งอกบนหิน เหมือนกิมิชาติ ดำรงชีวิตอยู่ในยา ขนานวิเศษไม่ได้ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ กระเทือนหฤทัย เหมือนแผ่นดินไม่กระเทือน สาคร ที่นับจำนวนน้ำไม่ได้ก็ไม่กระเพื่อม และอากาศที่ไม่ มีที่สุด ก็ไม่ปั่นป่วน พระมหาวีระทั้งหลาย ผู้ ฝึกฝนดีแล้ว อดกลั้นได้แล้ว และมีตบะ เจ้า ประคุณทั้งหลาย ผู้อดทนและอดกลั้นได้แล้ว จะไม่มีการไป พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวคำ นี้แล้ว เมื่อจะบรรเทาความเร่าร้อน จึงเหาะ ขึ้นฟ้า ต่อหน้ามหาชนในครั้งนั้น ข้าแต่พระ- มหาวีระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็น คนชั้นต่ำ ล่วงเลยกำเนิดนั้นมาแล้ว จึงเข้าไปยัง อภยบุรี ข้าแต่พระมหาวีระ แม้ในครั้งนั้น พระองค์ ทรงแก้ไขความเร่าร้อน ที่แผดเผาข้าพระองค์ คือ สถิตมั่นอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้ให้ พระสยัมภู อดโทษแล้ว ข้าแต่พระมหาวีระ แม้ วันนี้ พระองค์ก็ทรงดับไฟ ๓ กอง ให้ข้าพระองค์ผู้ กำลังถูกไฟ ๓ กองเผาลนอยู่ และข้าพระองค์ก็ถึง ความเยือกเย็น ท่านเหล่าใด มีการเงี่ยโสตลงฟัง ข้าพเจ้าจะบอกเนื้อความ คือ บท (พระนิพพาน) ตามที่ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว แก่ท่านเหล่านั้น ขอ ท่านทั้งหลายจงฟังคำของข้าพเจ้าผู้กล่าวอยู่ ด้วยกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ดูหมิ่นพระสยัมภู ผู้มีหฤทัยสงบ ผู้มี หฤทัยมั่นคงแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจึงได้เกิดในกำเนิดที่ต่ำ ทราม ท่านทั้งหลายอย่าพร่าขณะเวลาเลย เพราะผู้ ปล่อยขณะเวลาให้ล่วงเลยไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกเสียใจ ท่านทั้งหลายควรพยายามในประโยชน์ของตน ท่าน ทั้งหลายจึงจะให้ขณะเวลาประสบผล ไม่ล่วงไปเปล่า ก็ยาเหล่านี้ คือ ยาสำรอก เป็นพิษร้ายกาจสำหรับคน บางพวก แต่เป็นโอสถสำหรับคนบางเหล่า ส่วนยา ถ่าย เป็นพิษร้ายกาจสำหรับคนบางพวก แต่เป็นโอสถ สำหรับคนบางเหล่า (ฉันใด) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้น เป็นเสมือนยาสำรอก สำหรับผู้ปฏิบัติ (ผู้ เจริญมรรค) เป็นเสมือนยาถ่ายสำหรับผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นเสมือนโอสถสำหรับผู้ได้ผลแล้ว และเป็นบุญเขต สำหรับผู้แสวงหา (โมกขธรรม) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเสมือนยาพิษที่ร้ายกาจ สำหรับผู้ประพฤติผิดจาก คำสั่งสอน เผาคน ๆ นั้นเหมือนอสรพิษ ต้องยาพิษ ยาพิษชนิดแรงที่คนดื่มแล้วจะผลาญชีวิต (เขาเพียง) ครั้งเดียว ส่วนคนผิดพลาดจากคำสั่งสอน (พุทธ- ศาสนา) แล้ว จะหมกไหม้ (ในนรก) นับโกฏิกัป เขาย่อมข้ามโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกได้ ด้วยขันติธรรม อวิหิงสาธรรม และด้วยความเป็นผู้มีเมตตาจิต เพราะ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงทรงเป็นผู้ไม่มีความ ขึ้งเคียด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเสมือนปฐพีไม่ทรง ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภทั้งในการนับถือและ การดูหมิ่น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นจึงทรง เป็นผู้ไม่มีความขึ้งเคียด พระมหามุนีทรงมีพระทัย เท่า ๆ กัน สำหรับ สรรพสัตว์ ทั้งในพระเทวทัต นาย ขมังธนู องค์คุลิมาลโจร พระราหุลและช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ ไม่ทรงมีความแค้นเคือง ไม่ทรง มีความรัก สำหรับสัตว์ทั้งหมดคือ ทั้งเพชรฆาตและ พระโอรส พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยเท่า ๆ กัน คน เห็นอันตรายแล้วพึงประนมมือเหนือศีรษะไหว้ผ้ากา- สาวพัสตร์ ที่เปื้อนอุจจาระอันเจ้าของทิ้งแล้ว ซึ่งเป็น ธงของฤาษี พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีตแสนนาน ในปัจจุบัน และในอนาคต ทรงบริสุทธิ์เพราะธงนี้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้นั้น จึงเป็นผู้ควร นมัสการ ข้าพเจ้าย่อมจำทรงพระวินัยที่ดี ที่เป็น กำหนดหมายของพระศาสดาไว้ด้วยใจ ข้าพเจ้า จักน้อมนมัสการพระวินัยพักผ่อนอยู่ทุกเมื่อ พระวินัย เป็นอัธยาศัยของข้าพเจ้า พระวินัยเป็นที่ยืนและที่ จงกรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบรรลุถึง บารมีในพระวินัย ทั้งเป็นผู้ฉลาดในสมถะ ข้าแต่ พระมหาวีระ ด้วยเหตุนั้น พระอุบาลีจึงไหว้แทบ พระยุคลบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้นจัก ออกจากบ้าน (นี้) ไปบ้าน (โน้น) จากเมือง (นี้) ไปเมือง (โน้น) เที่ยวหานมัสการพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี. กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์เผาแล้ว ภพทั้งหมดข้าพระองค์ถอนแล้ว อาสวะทั้งหลายสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี การมาของข้าพระองค์ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐ เป็นการมาดีจริง ๆ วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้ บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ ได้ปฏิบัติแล้ว ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เหล่านี้ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าข้าพระองค์ได้ปฏิบัติแล้ว ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ