เล่มที่ 47

ส่วนที่ 306

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 306 อ้างอิง: Book 47, Section 306 ประเภท: section


เนื้อหา

ในบทว่า ราชาปิ ตํ เวสฺสวโณ กุเวโร นี้มีอธิบายว่า ยักษ์ นั้นชื่อว่าเป็นพระราชาเพราะอรรถว่าเป็นที่ยินดี ชื่อว่า เวสวัณ เพราะครอง ราชสมบัติในวิสาณราชธานี. พึงทราบว่า ชื่อว่ากุเวรตามชื่อเดิม. ได้ยินมาว่า ยักษ์ชื่อกุเวรนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล ทำบุญมีทานเป็นต้น เกิดเป็นใหญ่ใน วิสาณราชธานี เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า กุเวร. ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอาฏานาฏิย- สูตรว่า กุเวรสฺส โข ปน มาริสา มหาราชสฺส วิสาณา นาม ราชธานี ตสฺมา กุเวโร มหาราชา เวสฺสวโณติ ปวุจฺจติ. ความว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ราชธานีชื่อว่าวิสาณะเป็นของท้าวกุเวร มหาราช เพราะฉะนั้น ท้าวกุเวรมหาราชจึงมีชื่อว่า เวสวัณ. บทที่เหลือในสูตร นี้ความชัดดีแล้ว. ในเรื่องนั้นพึงมีข้อควรวินิจฉัยดังนี้ ก็เพราะเหตุไร เอราวัณ เทพบุตรอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งไกลกว่าจึงมาถึงก่อน เวสวัณเทพบุตรมา ภายหลัง และอุบาสกนี้ก็อยู่ในนครเดียวกันมาทีหลังเขาทั้งหมด ก็อุบาสกนั้นได้ รู้การมาของเทวดาเหล่านั้นได้อย่างไร จะได้กล่าวให้ทราบต่อไป. ได้ยินว่า ในครั้งนั้นเวสวัณเทพบุตรขึ้นบัลลังก์แก้วประพาฬตั้งหลาย พัน มีนารีเป็นพาหนะถึง ๒ โยชน์ อันยักษ์หมื่นโกฏิชูกระบองแก้วประพาฬ แวดล้อม ดำริว่า จักทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบังคับวิมานซึ่ง ตั้งอยู่บนอากาศ ลงมาตามถนนพื้นดิน บรรลุถึงส่วนบนของที่อยู่ของนันทมาตา อุบาสิกา ในเวฬุกัณฑกนคร. นี่เป็นอานุภาพของอุบาสิกา. อุบาสิกาเป็นผู้มี ศีลบริสุทธิ์ เว้นบริโภคอาหารในเวลาวิกาลเป็นนิจ ทรงพระไตรปิฎก ตั้งอยู่ใน อนาคามิผล. ขณะนั้นนางแง้มหน้าต่างยืนอยู่ใกล้ช่องลมผ่านเพื่อรับอากาศเเล้ว สาธยายปารายนวรรค ในอัฏฐกนิบาตด้วยเสียงอันไพเราะด้วยบทและพยัญชนะ อันกลมกล่อม. เวสวัณเทพบุตรหยุดยาน ณ ที่นั้นเองได้ยินเสียงทั้งหมด ตั้งแต่ อุบาสิกาได้สาธยายบทสรุปว่า อิทมโวจ ภควา มคเธสุ วิหรนฺโต ปาสาณเก เจติเย ปริจารกโสฬสนฺนํ พฺราหฺมณานํ ความว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ปาสาณกเจดีย์ใกล้แคว้นมคธได้ตรัสพระสูตรนี้แก่พราหมณ์ผู้เป็น อุปัฏฐาก ๑๖ คน เมื่อจบวรรคสุดท้ายได้ประคองอัญชลีเช่นกับกลองทองซ้อง สาธุการว่า สาธุ สาธุ น้องหญิง. นางถามว่าใครอยู่ที่นั้น. เวสวัณเทพบุตร ตอบว่า เรา เวสวัณเทพบุตร น้องหญิง. นัยว่าอุบาสิกาได้เป็นโสดาบันก่อน เวสวัณได้เป็นภายหลัง. เวสวัณเทพบุตรนั้นร้องเรียกอุบาสิกานั้นด้วยวาทะว่า น้องหญิง หมายถึงความเป็นผู้ร่วมต้องกันมา. โดยธรรมดา อุบาสิกากล่าวว่า พี่ ชายผู้มีหน้าอันเจริญ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว. เวสวัณกล่าวว่า น้องหญิง เราเลื่อมใส ท่าน เราขอแสดงอาการเลื่อมใสท่าน. อุบาสิกากล่าวว่า ท่านผู้มีหน้าอันเจริญ ถ้าเช่นนั้น พวกกรรมกรไม่สามารถนำข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวได้แล้วมาได้ ขอให้ ท่านสั่งบริษัทของท่านให้นำมาเถิด. เวสวัณรับว่า ดีแล้วน้องหญิง จึงสั่งพวก ยักษ์. พวกยักษ์นำข้าวสาลีใส่ฉาง ๑,๓๕๐ ฉางจนเต็ม. ตั้งแต่นั้นมาฉางก็มิได้ พร่องเลย. จึงได้เป็นแบบอย่างขึ้นในโลกว่า เหมือนฉางของนันทมารดา. เวส- วัณเทพบุตรใส่ข้าวสาลีจนเต็มฉาง แล้วก็เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านมาผิดเวลา จึงกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ ด้วย เหตุนี้ เวสวัณเทพบุตรอยู่ในภพจาตุมมหาราชิกาแม้ใกล้ จึงมาถึงภายหลัง ส่วน เอราวัณเทพบุตรไม่มีกิจไร ๆ ที่จะต้องทำในระหว่าง ฉะนั้นเอราวัณเทพบุตร จึงมาก่อน ส่วนอุบาสกนี้เป็นอนาคามี ตามปรกติบริโภคอาหารมื้อเดียวก็จริง ถึงดังนั้นขณะนั้นเป็นวันอุโบสถ เขาจึงต้องอธิษฐานองค์อุโบสถตอนเย็นนุ่งห่ม ผ้าอย่างดี แวดล้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ ไปยังพระเชตวันสดับพระธรรมเทศนาแล้ว มาเรือนของตน บอกธรรมของอุบาสกมีสรณะ ศีล และอานิสงส์ของอุโบสถ เป็นต้น ของตนแก่อุบาสกเหล่านั้นแล้วจึงกลับ ที่เรือนของอุบาสกเหล่านั้นและ ของธรรมิกอุบาสก มีเตียงที่เป็นกัปปิยยะ ๕๐๐ เตียง มีเท้าประมาณศอกกำตั้ง ไว้ในห้องเฉพาะตน, อุบาสกเหล่านั้นเข้าห้องของตน ๆ นั่งเข้าสมาบัติ แม้ ธรรมิกอุบาสกก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ก็สมัยนั้นในกรุงสาวัตถีมีตระกูล ห้าล้านเจ็ดแสนอาศัยอยู่ เมื่อนับจำนวนคนก็มี ๑๘ โกฏิ ด้วยเหตุนั้นใน ปฐมยาม กรุงสาวัตถีมีเสียงช้างม้าคนและกลองเป็นต้น เป็นเสียงเดียวกันดุจ มหาสมุทร ในระหว่างมัชฌิมยาม เสียงนั้นก็สงบลง ในกาลนั้น อุบาสกออก จากสมาบัติ รำลึกถึงคุณความดีของตนแล้วคิดว่า เราอยู่เป็นสุขด้วยมรรคสุข ผสสุขอันใด สุขนี้เราได้เพราะอาศัยใคร รู้ว่าเพราะอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า จึง มีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า รำพึงต่อไปว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่ไหน เห็นเอราวัณเทพบุตรและเวสวัณเทพบุตร ด้วยทิพยจักษุ แล้วฟังพระธรรมเทศนาด้วยทิพยโสต ทราบว่าเทพบุตรทั้งสองเหล่านั้นมีจิต เลื่อมใส ด้วยเจโตปริยญาณ จึงคิดว่า ถ้ากระไรแม้เราก็ควรจะถามปฏิปทา อันเป็นประโยชน์ทั้งสองกะพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น อุบาสกนั้นแม้อยู่ ในนครเดียวกันก็มาถึงทีหลัง ทั้งได้รู้การมาของเทพบุตรเหล่านั้นด้วยประการ ฉะนี้ ด้วยเหตุนั้นธรรมิกอุบาสกจึงกล่าวว่า อคจฺฉิ เต สนฺติเก นาคราชา ฯเปฯ โส จาปิ สุตฺวาน ปตีตรูโป พญาช้างได้ไปในสำนักของพระองค์ ฯลฯ พญาช้างนั้นได้ฟังแล้วก็ซ้องสาธุการชื่นชม.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ