เล่มที่ 44

ส่วนที่ 245

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 245 อ้างอิง: Book 44, Section 245 ประเภท: section


เนื้อหา

บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่ กุลบุตร ๒ จำพวก คือกุลบุตรโดยกำเนิด ๑ กุลบุตรโดยมรรยาท ๑. แต่ท่านพระ- นันทะนี้ เป็นบุตรมีสกุลทั้งสองฝ่าย. บทว่า สมฺมเทว ได้แก่ โดยเหตุ และโดยการณ์. บทว่า อคารสฺมา แปลว่า จากเรือน. บทว่า อนคาริยํ แปลว่า การบรรพชา. จริงอยู่ กรรมมีกสิกรรมและวณิชยกรรมเป็นต้น เป็นประโยชน์แก่เรือน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อคาริยะ. กรรมนั้นไม่มี ในบรรพชานี้ เพราะฉะนั้น บรรพชา จึงเรียกว่า อนคาริยะ. บทว่า ปพฺพชนฺติ แปลว่า เข้าถึง. บทว่า ตทนุตฺตรํ ตัดเป็น ตํ อนุตฺตรํ. บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ อรหัตผล อันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหม- จรรย์. จริงอยู่ กุลบุตรทั้งหลาย ย่อมบวชในพระศาสนานี้ เพื่อประโยชน์ แก่อรหัตผลนั้น. บทว่า ทิฏฺเ€ว ธมฺเม คือ ในอัตภาพนั้นเอง. บทว่า สยํ อภิญฺา สจฺฉิกตฺวา ความว่า กระทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาตนเอง ทีเดียว อธิบายว่า รู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นเหตุ. บทว่า อุปสมฺปชฺชิ วิหาสิ ได้แก่ ถึงหรือสำเร็จอยู่. ท่านแสดงปัจจเวกขณภูมิ (ของท่านพระนันทะ) ด้วยคำนี้ว่า ท่านพระนันทะเป็นอยู่อย่างนี้แหล่ะ จึงรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว ฯ ล ฯ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขีณา ชาติ ได้แก่ ก่อนอื่นชาติที่เป็น อดีตของท่านพระนันทะนั้น สิ้นไปก็หามิได้ เพราะสิ้นไปในอดีตแล้ว ชาติที่เป็นอนาคตของท่าน สิ้นไปแล้วก็หามิได้ เพราะยังไม่มาทั้งใน อดีตและปัจจุบัน ชาติที่เป็นปัจจุบันของท่าน สิ้นไปแล้วก็หามิได้ เพราะ ยังมีอยู่. อนึ่ง ชาติใดอันต่างด้วยขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ ในเอก- โวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพ จะพึงเกิดขึ้น เพราะยังไม่ เจริญมรรค ชาตินั้น ชื่อว่า สิ้นไปแล้ว เพราะถึงความไม่เกิดขึ้นเป็น ธรรมดา ที่ได้เจริญมรรคแล้ว. ท่านพระนันทะนั้น พิจารณาถึงกิเลสที่ ละแล้วด้วยมรรคภาวนา จึงรู้ยิ่งถึงชาตินั้น ด้วยการรู้ว่า กรรมแม้มีอยู่ ก็ไม่มีปฏิสนธิต่อไป เพราะไม่มีกิเลส. บทว่า วุสิตํ ความว่า อยู่แล้ว คืออยู่จบแล้ว ได้แก่ กระทำแล้ว ประพฤติแล้ว อธิบายว่า สำเร็จแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์. ก็พระเสขะ ๗ จำพวกรวม กับกัลยาณปุถุชน ชื่อว่า กำลังอยู่พรหมจรรย์. พระขีณาสพ ชื่อว่า ผู้อยู่ จบพรหมจรรย์แล้ว. เพราะฉะนั้น ท่านพระนันทะนั้น เมื่อพิจารณาการ อยู่พรหมจรรย์ของตน จึงรู้ชัดว่า พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว. บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า ให้กิจ ๑๖ อย่างสำเร็จ โดยปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิ- กิริยากิจ และภาวนากิจ ในสัจจะ ๔ ด้วยมรรค ๔. จริงอยู่ กัลยาณ- ปุถุชนเป็นต้น ชื่อว่า กำลังทำกิจนั้น. พระขีณาสพ ชื่อว่า ทำกรณียกิจ เสร็จแล้ว. เพราะเหตุนั้น ท่านพระนันทะ เมื่อพิจารณากรณียกิจของตน จึงรู้ชัดว่า กรณียกิจทำแล้ว. บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า รู้ชัดว่า บัดนี้ เราไม่มีเพื่อความเป็นอย่างนี้ต่อไป คือเพื่อกิจ ๑๖ อย่างนี้ หรือ เพื่อเจริญเป็นที่สิ้นกิเลส. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า รู้ชัดว่า ขันธสันดานต่อไปจากความเป็นอย่างนี้ คือจากขันธสันดานที่เป็น ปัจจุบันนี้ คือที่มีประการดังกล่าวนี้ ไม่มีแก่เรา แต่ขันธ์ ๕ เหล่านี้ เรา กำหนดรู้แล้วดำรงอยู่ เหมือนต้นไม้ขาดรากแล้ว ขันธ์ ๕ เหล่านั้น จักดับ คือถึงความไม่มีบัญญัติ เพราะดับจริมกจิต เหมือนไฟดับไม่มีเชื้อฉะนั้น. บทว่า อญฺตโร ได้แก่ ท่านพระนันทะเป็นผู้หนึ่ง และได้เป็นพระมหา- สาวกผู้หนึ่งในภายในอรหันตสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ