เล่มที่ 21
ส่วนที่ 45
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 45 อ้างอิง: Book 21, Section 45 ประเภท: section
เนื้อหา
รัฏฐปาลสูตรเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- พึงทราบวินิจฉัยในรัฏฐปาลสูตรนั้น ดังต่อไปนี้ บทว่า ถุลฺลโกฏฺิติ ได้แก่ แน่นยุ้ง คือ เต็มเปี่ยมเรือนยุ้ง. ได้ยินว่า ชนบทนั้น มีข้าวกล้าเป็น นิตย์ คือ เมล็ดข้าวออกไปเข้าลานทุกเมื่อ. ด้วยเหตุนั้น ในนิคมนั้น ยุ้งทั้ง หลายจึงเต็มอยู่เป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น ชนบทนั้นจึงนับได้ว่า ถุลลโกฏฐิตะ แปลว่า มีข้าวแน่นยุ้งทีเดียว. เหตุไร ท่านพระรัฐปาล จึงชื่อว่า รัฐปาละ. ที่ชื่อว่า รัฐปาละ เพราะเป็นผู้สามารถ ดำรงรักษารัฐที่แบ่งแยกได้. ถามว่า ชื่อของท่านพระรัฐปาละนั้น เกิดขึ้น เมื่อไร. ตอบว่า เมื่อครั้งพระสัมมา สัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ. จริงอยู่ ปลาย ๑๐๐,๐๐๐ กัป ก่อนแต่กัปนี้ มนุษย์มีอายุ ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตตระ อุบัติขึ้น มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จจาริก เพื่อโปรดโลกที่ท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า พระศาสดา พระนามว่า ปทุมุตตระ มีพระชนก พระนามว่า พระเจ้าอานันทะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุชาดา ณ นคร หงสวดี. ครั้น พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ยังไม่ทรงอุบัติ. กุฏุมพีสองคนแห่งกรุงหงสวดี มีศรัทธาเลื่อมใส ทั้งโรงทานสำหรับคนเข็ญใจ คนเดินทางและยาจกเป็นต้น. ครั้งนั้น ดาบส ๕๐๐ ตน ผู้อยู่ในภูเขา มาถึงกรุงหงสวดี. คนทั้งสองนั้น ก็ แบ่งดาบส คนละครึ่งบำรุงกัน. ดาบสทั้งหลาย อยู่ชั่วเวลานิดหน่อย ก็กลับ ไปยังภูเขา. พระสังฆเถระทั้งสองก็แยกย้ายไป. ครั้งนั้น กุฏุมพีทั้งสองนั้น ก็ ทำการบำรุง ดาบสเหล่านั้น จนตลอดชีวิต. เมื่อเหล่าดาบสบริโภค แล้ว อนุโมทนา รูปหนึ่งกล่าว พรรณนาคุณของภพท้าวสักกะ. รูปหนึ่งพรรณนา คุณภพของนาคราช เจ้าแผ่นดิน. บรรดากุฏุมพีทั้งสอง คนหนึ่งปรารถนาภพ ท้าวสักกะ ก็บังเกิดเป็นท้าวสักกะ. คนหนึ่งปรารถนาภพนาค ก็เป็นนาคราช ชื่อปาลิตะ. ท้าวสักกะเห็นนาคนั้นมายังที่บำรุงของตน จึงถามว่า ท่านยังยินดี ยิ่ง ในกำเนิดนาคอยู่หรือ. ปาลิตะ นาคราชนั้นตอบว่า เราไม่ยินดีดอก. ท้าวสักกะบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถวายทาน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ปทุมุตตระสิ แล้วทำความปรารถนาจะอยู่ในที่นี้ เราทั้งสองจะอยู่เป็นสุข. นาคราชนิมนต์พระศาสดา มาถวายมหาทาน ๗ วัน แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งมี ภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เป็นบริวาร เห็นสามเณรโอรสของพระปทุมุตตร ทศพล ชื่ออุปเรวตะ วันที่ ๗ ถวายผ้าทิพย์แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขจึงปรารถนาตำแหน่งของสามเณร. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดู อนาคตกาล ทรงเห็นว่าเขาจักเป็นราหุลกุมาร โอรสของพระพุทธเจ้าพระ- นามว่าโคตมะ ในอาคตกาล จึงตรัสว่าความปรารถนาของท่านจักสำเร็จ. นาคราชก็บอกความนั้นแก่ท้าวสักกะ. ท้าวสักกะฟังแล้วก็ถวายทาน ๗ วัน อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นกุลบุตรชื่อรัฐปาละผู้ธำรงรัฐที่แบ่งแยกกัน แล้วบวช ด้วยศรัทธา จึงทั้งความปรารถนาว่า ในอาคตกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ อุบัติในโลก แม้ข้าพระองค์ก็บังเกิดในตระกูลที่สามารถธำรงรักษารัฐที่แบ่ง แยกกัน พึงมีชื่อว่า รัฐปาละผู้บวชด้วยศรัทธาเหมือนกุลบุตรผู้นี้. พระ- ศาสดาทรงทราบว่าความปรารถนาสำเร็จ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ตระกูลใดชื่อตระกูลรัฐปาละ จักมี อยู่เพื่อเลี้ยงคนสี่วรรณะพร้อมทั้งพระราชา กุลบุตรผู้นี้จักเกิดในตระกูลนั้น.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ