พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ สังฆาทิเสสกัณฑ์

บทว่า อญฺํ วา ตโต สนฺตตรํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่าง และมรรค ๒ อย่า...

หมวด: วินัยปิฎก ฝ่าย: มหาวิภังค์ ลำดับ: 242 อ้างอิง: Saṅghādisesa 242 ประเภท: explanation


เนื้อหา

บทว่า อญฺํ วา ตโต สนฺตตรํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่าง และมรรค ๒ อย่าง ชั้นสูงอื่นที่สงบกว่าฌาน ๒ อย่างนั้น. บทว่า เนว ตาว อนาวฏฺฏี กาเมสุ โหติ ความว่า อริยสาวกแม้แทงตลอดมรรคทั้งสองดำรง อยู่นั้น ยังเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามทั้งหลายไม่ได้ก่อน โดยแท้แล เพราะความ ที่ยังไม่บรรลุฌาน หรือมรรคชั้นสูง ย่อมไม่เป็น อาโภค (ความผูกใจ) แก่ผู้ไม่ เวียนมา ก็หามิได้ แต่จะมี อาโภค แก่ผู้เวียนมาเท่านั้น เพราะเหตุไร เพราะไม่มี วิกขัมภนปหานด้วยฌานสี่ ไม่มีสมุจเฉทปหานด้วยมรรค ๒. บทว่า มยฺหํปิ โข ความว่า ไม่ใช่ท่านอย่างเดียวเท่านั้น โดยแท้แม้เรา. บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา ได้แก่ ก่อนตรัสรู้ด้วยมรรคทีเดียว. ท่านประสงค์เอาโอโรธนา- ฎกาปชหนปัญญา (ปัญญาในการเสียสละนางสนม และนางฟ้อน) ในบทนี้ว่า ปญฺาย สุทิฏฺ€ํ อโหสิ ดังนี้. บทว่า ปีติสุขํ นาชฺฌคมึ ได้แก่ เรา ไม่ได้ฌาน ๒ อย่างที่มีปีติ. ท่านประสงค์เอาฌานชั้นสูง ๒ อย่าง และมรรค ๔ ในบทนี้ว่า อญฺํ วา ตโต สนฺตตรํ ดังนี้. บทว่า ปจฺจญฺาสึ ได้แก่ ปฏิญญาณแล้ว. เพราะเหตุไร จึงทรงปรารภว่า ดูก่อนมหานาม ในสมัยหนึ่ง เรา ดังนี้. เพราะมีอนุสนธิเป็นแผนกดังนี้. ทรงแสดงความยินดีบ้าง อาทีนพบ้าง แห่ง กามทั้งหลายในเบื้องต่ำ ไม่ได้ตรัสถึงความสลัดออก ทรงปรารภเทศนานี้ เพื่อทรงแสดงถึงความสลัดออกนั้น เพราะการประกอบตนให้พัวพันกับสุขใน กามเป็นที่สุดอันหนึ่ง การประกอบตนให้ลำบากเป็นที่สุดอันหนึ่ง ศาสนาของ เราพ้นจากที่สุดเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงปรารภเทศนานี้ แม้เพื่อทรงแสดง ศาสนาทั้งสิ้น ด้วยหัวข้อแห่งผลสมาบัติชั้นสูง. บทว่า คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ความว่า ภูเขานั้นมียอดคล้ายอีแร้ง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า คิชฌกูฎ หรืออีแร้งทั้งหลายอาศัยอยู่ ในยอดทั้งหลายของภูเขานั้นบ้าง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า คิชฌกูฏ. บทว่า อิสิคิลิปสฺเส ได้แก่ ข้างภูเขาอิสิคิลิ. บทว่า กาฬสิลายํ ได้แก่ หลังหินมีสีดำ. บทว่า อุพฺภฏ€กา โหนฺติ ความว่า เป็นผู้ถือการยืนเป็นวัตร ไม่นั่ง. บทว่า โอปกฺกมิกา ความว่า อันเกิด แต่ความพยายามของตน มีการยืนเป็นวัตรเป็นต้น. บทว่า นิคนฺโถ อาวุโส ความว่า เมื่อไม่อาจเพื่อจะกล่าวเหตุอื่น จึงโยนให้กับนิครนถ์. บทว่า สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ความว่า นิครนถ์ทั้งหลายแสดงว่า ศาสดาของพวกเรานั้น รู้ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน. บทว่า อปริเสสํ เป็นต้น เป็นของที่เขามัดเป็นกำ ๆ ไว้, วัตถุปาราชิกจะครบในกำใด, เมื่อ กำนั้น อันภิกษุยกขึ้น ต้องปาราชิก. ดอกอุบลเป็นต้น เป็นของเนื่องด้วย ภาระ * , เมื่อภิกษุให้ภาระนั้นเคลื่อนจากฐาน ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แห่งอาการ ๖ ต้องปาราชิก ตามนัยที่กล่าวแล้วในหม้อที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ดอกอุบลเป็นต้น มีก้านยาวที่เขามัดที่ดอกหรือที่ก้านให้เป็นกำ ลาดหญ้าบน เชือกบนหลังน้ำ วาง ไว้ หรือล่ามไว้, กำหนดการให้เคลื่อนจากฐานแห่งดอก อุบลเป็นต้นเหล่านั้น พึงทราบโดยอาการ 6 อย่าง คือ ด้านยาว กำหนด ด้วยปลายดอกและที่สุดก้าน ด้านขวาง กำหนดด้วยที่สุดสองข้าง เบื้องล่าง กำหนดด้วยโอกาสที่จด เบื้องบนกำหนดด้วยหลังแห่งดอกที่อยู่ข้างบน. แม้ ภิกษุใด ทำน้ำให้กระเพื่อม ให้คลื่นเกิดขึ้น ยังกำดอกไม้ที่เขาวางไว้บนหลังน้ำ ให้เคลื่อนจากฐานที่ตั้งเดิม แม้เพียงปลายเส้นผม, ภิกษุนั้นต้องปาราชิก. แต่ถ้าเธอกำหนดหมายไว้ว่า ถึงที่นี่แล้วเราจักถือเอา ดังนี้ ยังรักษาอยู่ก่อน. เมื่อเธอยกขึ้นในที่ซึ่งกำดอกไม้ลอยไปถึงแล้ว เป็นปาราชิก. น้ำทั้งสิ้น เป็น ฐานของดอกไม้ที่ขึ้นพ้นน้ำแล้ว. เมื่อภิกษุถอนดอกไม้นั้นยกขึ้นตรง ๆ เมื่อที่ สุดของก้านห่างจากน้ำเพียงปลายเส้นผม เป็นปาราชิก.ภิกษุจับดอกไม้ผลักไป แล้วเหนี่ยวมาข้าง ๆ จึงถอนขึ้น, น้ำไม่เป็นฐาน; เมื่อดอกไม้นั้นสักว่า ภิกษุ ถอนขึ้นแล้ว ก็เป็นปาราชิก. ในอรรถกถามหาปัจจรีเป็นต้น ท่านกล่าว ๒ คำนี้ไว้ว่า ดอกไม้ที่มัดเป็นกำ ๆ เขาผูกตั้งไว้ในที่น้ำหรือที่ต้นไม้ หรือที่กอไม้, เมื่อภิกษุไม่แก้เครื่องผูกออก ทำไห้ลอยไปข้างโน้นและข้างนี้ เป็นถุลลัจจัย, // * คือ หาบ คอน แบก ตะพาย.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ