เล่มที่ 77
ฉะนั้น เวทนาแม้ทั้ง ๓ จึงเป็นปัจจัย แก่ตัณหา พระมหาฤาษี จึงต...
หมวดหมู่: พระอภิธรรมปิฎก ประเภทเนื้อหา: อภิธรรม ลำดับที่: 468
เนื้อหา
ฉะนั้น เวทนาแม้ทั้ง ๓ จึงเป็นปัจจัย แก่ตัณหา พระมหาฤาษี จึงตรัสว่า ตัณหา เกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย. อนึ่ง เพราะเว้นอนุสัยเสีย แล้ว ตัณหาย่อมไม่เกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฉะนั้น ตัณหานั้นจึงไม่มีแก่พราหมณ์ผู้จบ พรหมจรรย์แล. นิเทศตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จบ (บาลีข้อ ๒๖๔) พึงทราบวินิจฉัยนิเทศอุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยต่อไป. บัณฑิตพึงชี้แจงอุปาทาน ๔ เหล่านั้น โดยการจำแนกโดยอรรถ โดยย่อและพิสดาร แห่งธรรม และโดยลำดับ. จริงอยู่ ในพระบาลี ทรงยกอุปาทาน ๔ เหล่านั้นขึ้น ด้วยพระดำรัส ที่ตรัสว่า คำว่า อุปาทาน ได้แก่ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน. การจำแนกโดยอรรถแห่งอุปาทาน ๔ เหล่านั้น ดังนี้ ธรรมที่ชื่อว่า กามุปทาน เพราะอรรถว่า ยึดมั่นกามกล่าวคือ วัตถุกาม. อนึ่ง กามนั้นด้วย เป็นอุปาทานด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามุปาทาน . คำว่า อุปาทาน ได้แก่การยึดมั่น เพราะอุปศัพท์ในคำว่า อุปาทาน นี้ มีอรรถว่ามั่น เหมือนในศัพท์มีคำว่า อุปายาส (ความดับแค้นใจ) อุปกัฏฐะ (เวลาใกล้เข้ามาแล้ว ) เป็นต้น. อนึ่ง ทิฏฐินั้น ด้วยเป็นอุปาทาน ด้วย จึงชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน เพราะ อรรถว่า ยึดมั่นทิฏฐิ เพราะทิฏฐิหลังย่อมยึดมั่นทิฏฐิแรก เหมือนในประโยค มีอาทิว่า "อัตตาและโลกเที่ยง" เป็นต้น. อนึ่ง ที่ชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน เพราะอรรถว่า ยึดมั่นศีลและพรต. ศีลและพรตนั้นด้วย เป็นอุปาทานด้วย ดังนี้ก็ชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน เพราะโคศีล (ปรกติของโค) โควัตร (การปฏิบัติของโค) เป็นต้น เป็นตัวอุปาทานเองทีเดียว เพราะยึดมั่นว่า "ความบริสุทธิ์มีด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้. อนึ่ง ที่ชื่อว่า วาทะ เพราะเป็น เหตุกล่าวของคนทั้งหลาย ที่ชื่อว่า อุปาทาน เพราะเหตุยืดมั่นของคนทั้งหลาย ถามว่า ย่อมกล่าวอะไร หรือยึดมั่นอะไร ? ตอบว่า กล่าวอัตตา ยึดมั่นอัตตา คือ การยึดมั่นวาทะของตน ชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน