พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑

บรรดากุศลกรรม ๕ ประเภทนั้น คำว่า โดยธรรม ความว่า

หมวดหมู่: พระอภิธรรมปิฎก ประเภทเนื้อหา: อภิธรรม ลำดับที่: 241


เนื้อหา

บรรดากุศลกรรม ๕ ประเภทนั้น คำว่า โดยธรรม ความว่า จริงอยู่ บรรดากรรมบถ. เหล่านั้น กรรมบถ ๗ โดยลำดับ (กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔) ย่อมเป็นเจตนาและเป็นทั้งวิรัติ กรรมบถ ๓ เบื้องปลายเป็น ธรรมสัมปยุตด้วยเจตนาเท่านั้น. คำว่า โดยโกฏฐาส ความว่า กรรมบถ ๗ โดยลำดับเป็นกรรมบถ อย่างเดียวไม่เป็นมูล. กรรมบถ ๓ เบื้องปลายเป็นกรรมบถด้วย เป็นมูลด้วย. จริงอยู่ อนภิชฌา คือ อโลภะเพ่งถึงมูลแล้วก็เป็นกุศลมูล อัพยาบาท คือ อโทสะเป็นกุศลมูล สัมมาทิฏฐิ คือ อโมหะเป็นกุศลมูล. คำว่า โดยอารมณ์ ความว่า อารมณ์ทั้งหลายของปาณาติบาตเป็นต้น นั่นแหละก็เป็นอารมณ์ของกุศลกรรมเหล่านั้น. จริงอยู่ การงดเว้น (วิรัติ) จากวัตถุที่พึงก้าวล่วงนั่นแหละ ชื่อว่า เวรมณี . เหมือนอย่างว่า อริยมรรคมี นิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลาย ฉันใด ก็กรรมบถเหล่านี้มีชีวิตินทรีย์ เป็นต้นเป็นอารมณ์ พึงทราบว่า ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลทั้งหลายมีปาณาติบาต เป็นต้น ฉันนั้น. คำว่า โดยเวทนา ความว่า กุศลกรรมบถทั้งหมดเป็นสุขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา. จริงอยู่ เพ่งถึงกุศลแล้ว ชื่อว่า ทุกขเวทนาย่อมไม่มี . คำว่า โดยมูล ความว่า กรรมบถ ๗ โดยลำดับ ย่อมมี ๓ มูล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ของบุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ มี ๒ มูลของบุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ. และมี ๒ มูล ของ บุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยอนภิชฌา และญาณ มีมูลเดียวของบุคคล ผู้งดเว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ แต่อโลภะไม่เป็นมูลของตนกับตน แม้ ในอัพยาบาทก็มีนัยนี้แหละ สัมมาทิฏฐิ มี ๒ มูล ด้วยอำนาจแห่งอโลภะและ อโทสะ ชื่อว่า กุศลกรรมบถ มี ๑๐ เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน