เล่มที่ 74

ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาวานร อยู่ ณ ซอก เขาใกล้ฝั่งแม่น้ำ ในกา...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 302


เนื้อหา

ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาวานร อยู่ ณ ซอก เขาใกล้ฝั่งแม่น้ำ ในกาลนั้น เราถูกจระเข้เบียด เบียนไปไม่ได้ เรายืนอยู่ ณ โอกาสใด โดด จากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น จระเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย แสดงความน่ากลัวอยู่ ณ โอกาสนั้น จระเข้ นั้นกล่าวกะเราว่า มาเถิด แม้เราก็กล่าวกะ จระเข้นั้นว่า จะมา เราโดดลงเหยียบศีรษะ จระเข้นั้น แล้วโดดไปยืนอยู่ฝังโน้น เรามิได้ ทำตามคำของจระเข้ที่กล่าวหลอกลวงนั้นหา มิได้ ผู้เสมอด้วยคำสัจของเราไม่มี นี้เป็นสัจจ- บารมีของเรา ฉะนี้แล. จบ กปิลราชจริยาที่ ๗ อรรถกถากปิลราชจริยาที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถากปิลราชจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้ บทว่า ยทา อหํ กปิ อาสึ ความว่าในกาลเมื่อเราเกิดในกำเนิดวานร อาศัยความ เจริญได้เป็นพระยาวานรมีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีร่างกาย ใหญ่ประมาณเท่าลูกม้า. บทว่า นทีกูเล ทรีสเย ความว่าเราอยู่ที่ซอก เขาแห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง. ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์มิได้ดูแลฝูง เที่ยวไปผู้เดียว. ก็ ณ ท่ามกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยผลไม้มีขนุนและมะม่วง เป็นต้นหลาย ๆ อย่าง. พระโพธิสัตว์เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลังเร็ว กระโดดจาก ฝั่งนี้ของแม่น้ำ ไปถึงแผ่นหินแผ่นหนึ่งซึ่งมีอยู่ในท่ามกลางเกาะและแม่น้ำ. กระโดดจากแผ่นหินนั้นไปถึงเกาะนั้น. พระยาวานรเคี้ยวกินผลาผลหลาย ๆ อย่าง ณ เกาะนั้น ตอนเย็นก็กลับโดยวิธีนั้นนั่นเองอยู่ในที่อยู่ของตน รุ่งขึ้น ก็ทำอย่างนั้นอีก สำเร็จการอยู่โดยทำนองนี้. ในกาลนั้นมีจระเข้ตัวหนึ่ง พร้อมด้วยนางจระเข้อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำนั้น. นางจระเข้เมียของจระเข้นั้น เห็นพระโพธิสัตว์ไป ๆ มาๆ อยู่เกิดแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจของพระโพธิ- สัตว์ จึงบอกกะจระเข้ผู้เป็นผัวว่า นายจ๋า ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจลิง นั้น. จระเข้กล่าวว่า ได้ซิเธอ. แล้วก็ไปด้วยหวังว่า จักจับพระยาลิงนั้น ซึ่งกลับจากเกาะในตอนเย็น จึงอยู่บนหลังแผ่นหิน. พระโพธิสัตว์เที่ยวหา อาหารตลอดวัน ในตอนเย็นได้ยืนบนเกาะนั่นเอง มองดูแผ่นหินคิดว่า หิน แผ่นนี้ บัดนี้ปรากฏว่าสูงกว่าเดิม จะมีเหตุอะไรหนอ เพราะพระมหาสัตว์ สังเกตปริมาณของน้ำและปริมาณของแผ่นหินไว้เป็นอย่างดี. ด้วยเหตุนั้น พระโพธิสัตว์จึงดำริว่า วันนี้น้ำของแม่น้ำนี้ก็ยังไม่ลด. แต่ทำไมแผ่นหินนี้ จึงปรากฏใหญ่มาก. คงจะเป็นเจ้าจระเข้นอนหมายจะจับเรา ณ ที่นั้นเป็นแน่. พระยาวานรคิดว่า เราจักทดลองจระเข้นั้นก่อน จึงยืนอยู่อย่างนั้น ทำ เป็นพูดกับแผ่นหิน พูดว่า เฮ้ยเจ้าหิน ก็ไม่ได้รับคำตอบ พูดว่า เฮ้ยเจ้าหิน อยู่ ๓ ครั้ง หินก็ไม่ให้คำตอบ. พระโพธิสัตว์จึงพูดอีกว่า เฮ้ยเจ้าหินทำไม วันนี้ไม่ให้คำตอบแก่เราเล่า. จระเข้คิดว่า หินนี้ในวันอื่น ๆ คงให้คำตอบ แก่พระยาวานรเป็นแน่. แต่วันนี้หินไม่ให้คำตอบเพราะเราครอบไว้. เอาเถิด เราจะให้คำตอบแก่พระยาวานร จึงพูดว่า ว่าอย่างไรพระยาวานร. ถามว่า เจ้าเป็นใคร. ตอบว่า เราเป็นจระเข้. ถามว่า เจ้ามานอนที่นี้เพื่ออะไร ตอบ ว่า ต้องการหัวใจท่าน. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราไม่มีทางไปทางอื่น ทางไป ของเราถูกปิดเสียแล้ว. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- เราถูกจระเข้เบียดเบียนไปไม่ได้ เรายืน อยู่ ณ โอกาสใด โดดจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น. จระเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย แสดงความน่ากลัว อยู่ ณ โอกาสนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีฬิโต สุํสุมาเรน ท่านทำความที่กล่าวด้วย กึ่งคาถาเท่านั้นให้ปรากฏด้วยคาถาว่า ยมฺโหกาเส ดังนี้. บทว่า ยมฺโหกาเส คือยืนอยู่ท้องที่อันได้แก่หลังแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแม่น้ำใด. บทว่า โอรา คือฝั่งใน ได้แก่เกาะ. บทว่า ปารํ คือฝั่งนอกแห่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่ ของเราในครั้งนั้น. บทว่า ปตามหํ คือเรากระโดดไปถึง. บทว่า ตตฺถจฺฉิ ความว่า จระเข้เป็นสัตว์ดุร้าย เป็นฆาตกร เป็นศัตรู แสดงความหยาบคาย ร้ายกาจเห็นแล้วน่ากลัว มันอยู่บนหลังแผ่นหินนั้น. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า เราไม่มีทางอื่นจะไป. วันนี้เราจะลวง จระเข้. เราจะเปลื้องจระเข้จากบาปใหญ่ด้วยอาการอย่างนี้, และเราก็จะได้ ชีวิตด้วย. พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะจระเข้ว่า จระเข้สหาย เราจักโดดไปบน ตัวท่าน. จระเข้กล่าวว่า พระยาวานรท่านอย่ามัวชักช้าเชิญมาข้างนี้ซิ. พระ- มหาสัตว์ได้กล่าวว่า เรากำลังมา. แต่ท่านจงอ้าปากของท่านไว้ แล้วจับเรา ตอนที่เรามาหาท่าน. ก็เมื่อจระเข้อ้าปากตาทั้งสองข้างก็กลับ . จระเข้นั้น มิได้กำหนดเหตุการณ์นั้นจึงอ้าปาก. ตาของจระเข้ก็หลับ . จระเข้อ้าปากนอน ไม่ลืมตาเลย. พระมหาสัตว์รู้ความเป็นจริงของจระเข้นั้น จึงกระโดดจาก เกาะไปเหยียบหัวจระเข้ แล้วกระโดดจากนั้นไปยืนบนฝั่งโน้นดุจสายฟ้าแลบ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- จระเข้นั้นกล่าวกะเราว่า จงมา. แม้เรา ก็กล่าวกะจระเข้ว่าเราจะมา. เราโดดลงเหยียบ หัวจระเข้นั้น แล้วโดดไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อสํสิ คือได้กล่าวแล้ว. บทว่า อหมฺเปมิ คือแม้เราก็กล่าวกะจระเข้นั้นว่า เราจะมา. อนึ่งเกาะนั้นน่ารื่นรมย์ ประดับด้วยแนวต้นไม้ผลมี มะม่วง หว้า ขนุน เป็นต้น และเหมาะที่จะเป็นที่อยู่. แม้พระมหาสัตว์รักษาคำสัจ เพราะ ได้ให้ปฏิญญาไว้ว่าเราจะมา ก็ได้กระทำอย่างนั้นว่า เราจักมาแน่นอน. ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- เรามิได้ทำตามคำของจระเข้ที่กล่าวหลอก ลวงนั้น หามิได้. เพราะรักษาคำสัจนี้ ได้สละชีวิตของตนทำแล้ว ฉะนั้นพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ผู้เสมอด้วยคำสัจของเราไม่มี. นี้เป็น สัจจบารมีของเรา. จระเข้เห็นความอัศจรรย์ดังนั้นคิดว่า พระยาวานรนี้ทำอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงกล่าวว่า พระยาวานรผู้เจริญ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่างในโลก นี้ ย่อมครอบงำศัตรูได้. ธรรมทั้งหมดนั้นคงมีอยู่ในตัวของท่าน. ท่านพระยาวานร ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ คือสัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ มีอยู่แก่ผู้ใด เหมือนอย่างท่าน ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส บุคคลไร ๆ. บทว่า เอเต คือท่านแสดง ถึงข้อที่ควรกล่าวไว้ในบัดนี้. บทว่า จตฺโร ธมฺมา คือคุณธรรม ๔ ประการ. บทว่า สจฺจํ คือวจีสัจจะ. ที่ท่านกล่าวว่า เราจักมาสำนักของเรา แล้วไม่ โกหกมาจนได้ นี้เป็นวจีสัจจะของท่าน. บทว่า ธมฺโม คือวิจารณปัญญา ได้แก่ปัญญาไตร่ตรอง ปัญญาที่เป็นไปว่า เมื่อเราทำอย่างนี้ จักเป็นอย่างนี้ ชื่อว่าวิจารณปัญญาของท่าน. บทว่า ธิติ ได้แก่ความเพียรที่ไม่ขาด แม้ ความเพียรนี้ก็มีแก่ท่าน. บทว่า จาโค คือการบริจาคตน ท่านสละตน มาหาเรา เราไม่สามารถจะจับท่านได้ นี้เป็นความผิดของเราเอง. บทว่า ทิฏฺ€ํ คือศัตรู. บทว่า โส อติวตฺตติ ความว่า ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้มี อยู่แก่บุคคลใดเหมือนอย่างมีแก่ท่าน ผู้นั้นย่อมก้าวล่วง คือครอบงำศัตรูของ ตนเหมือนท่านพ้นเราในวันนี้. จระเข้สรรเสริญพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้วได้ไปที่อยู่ของตน. จระเข้ ในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. เมียจระเข้คือนางจิญจมาณวิกา. ส่วน พระยาวานร คือพระโลกนาถ. แม้ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่งพึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ การรู้ว่าจระเข้นอนบน แผ่นหินด้วยสังเกตประมาณของน้ำและของหิน ด้วยกำหนดเอาว่า บัดนี้ ปรากฏหินสูงเกินไป. การตัดสินเนื้อความนั้นโดยอ้างว่าเคยพูดกับหิน. การ เปลื้องจระเข้ให้พ้นจากบาปใหญ่ เพราะรีบทำด้วยการเหยียบหัวจระเข้แล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้นทันที. การรักษาชีวิตของตน. และการตามรักษาสัจจวาจา. จบ อรรถกถาปิลราชจริยาที่ ๗ ๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา ว่าด้วยจริยาวัตรของสัจจดาบส อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นดาบส ปรากฏนามว่า สัจจะ เรารักษาสัตวโลกไว้ด้วย คำสัจ ได้ทำหมู่ชนให้สามัคคีกัน ฉะนี้แล. จบ สัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ อรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. บทว่า ตาปโส สจฺจสวฺหย ปณฺฑิตจริยา คือในกาลเมื่อเราเป็นดาบส ชื่อว่า สัจจะ ที่เขาเรียกกันด้วย สจฺจ ศัพท์. บทว่า สจฺเจน โลกํ ปาเลสึ คือ เรารักษาสัตวโลก หมู่สัตว์ในชมพูทวีปนั้น ๆ จากบาปและจากความพินาศ หลายๆ อย่าง ด้วยความไม่พูดเท็จของตน. บทว่า สมคฺคํ ชนมกาสหํ ความว่า เราได้ทำให้มหาชนที่ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันในที่นั้น ๆ ให้ สามัคคีกัน ไม่วิวาทกัน บันเทิงกันด้วยแสดงถึงโทษในการทะเลาะกัน แล้ว กล่าวถึงอานิสงส์ในความสามัคคี. ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ตระกูลหนึ่งในกรุงพาราณสี ชื่อว่า สัจจะ. พระโพธิสัตว์ครั้นเจริญวัย ได้ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไม่ช้า ก็สำเร็จศิลปะทุกอย่าง อาจารย์อนุญาต จึงกลับกรุงพาราณสี ไหว้มารดา- บิดา มารดาบิดาชื่นชมยินดี เพื่อรักษาน้ำใจของมารดาบิดา จึงอยู่กับมารดา- บิดาสิ้นวันเล็กน้อย. ลำดับนั้นมารดาบิดาประสงค์จะหาภริยาที่สมควรให้ จึงมอบสมบัติทั้งหมดให้ แล้วเชื้อเชิญพระโพธิสัตว์นั้นให้อยู่ครองเรือน. พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในการออกบวช ประสงค์จะเพิ่มพูนเนก- ขัมมบารมีของตน จึงกล่าวถึงโทษในการครองเรือน และอานิสงส์ในการ บรรพชา โดยประการต่าง ๆ เมื่อมารดาบิดามีหน้าอาบด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ได้ละกองสมบัติอันหาประมาณมิได้ ยศอันสูงส่ง และวงศ์ใหญ่หมู่ใหญ่ ตัด ความผูกพันทางเรือน ดุจช้างใหญ่ทำลายเครื่องผูกเหล็กฉะนั้น ออกแล้ว เข้าไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี เลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลาผลใน ป่า ไม่ช้าก็ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด เพลิดเพลินกับฌานอยู่ด้วย วิหารสมาบัติ. วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ได้เห็นพวกมนุษย์ โดยมากขวนขวายในอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น ทะเลาะกัน และกัน มีกามเป็นตัวเหตุ. ครั้นเห็นแล้วจึงคิดอย่างนี้ว่า การที่เห็นสัตว์ เหล่านี้ขวนขวายในบาป และทะเลาะกันแล้ววางเฉยเสีย ไม่เป็นการสมควร แก่เรา. เพราะเราปฏิบัติสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยหวังว่าจะขนสัตว์ทั้งหลาย ออกจากเปือกตมคือสงสาร แล้วให้ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน. เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้ผิดปฏิญญานั้น ถ้ากระไรเราพึงไปยังที่อยู่ของมนุษย์ ยังสัตว์ เหล่านั้นให้งดเว้นจากบาป และให้การวิวาทของมนุษย์เหล่านั้นสงบ. พระมหาสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว อันมหากรุณาเร่งเร้าหนักขึ้นจึงละ สุขอันเกิดแต่สมาบัติที่มีอยู่ไปในที่นั้น ๆ ด้วยฤทธิ์ แสดงธรรมอันเหมาะแก่ จิตของคนเหล่านั้น แสดงถึงโทษในการผิดพ้องหมองใจกัน ที่จะได้รับใน ปัจจุบันและในภพหน้า ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันให้ สามัคคีกัน ประกอบประโยชน์ให้แก่กันและกัน. ชี้แจงถึงความหยาบช้ามี อาการต่าง ๆ และโทษในบาป ให้สัตว์ทั้งหลายเว้นจากนั้นแล้วยังบางพวก ให้ตั้งอยู่ในกุสลกรรมบถ ๑๐ บางพวกให้บวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีลสังวร ใน การคุ้มครองอินทรีย์ ในสติสัมปชัญญะ ในการอยู่ในที่สงัด และในฌาน และอภิญญา ตามสมควร. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ปุนาปรํ ยทา โหมิ ฯ ล ฯ สมคฺคํ ชนมกาสหํ คำแปลปรากฏแล้ว ในบาลีแปลข้างต้น แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระมหาบุรุษ โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพเหมือน อย่างนั้นด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ๙. วัฏฏกโปตกจริยา ว่าด้วยจริยาวัตรของลูกนกคุ้ม อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นลูกนกคุ่ม ขนยังไม่งอก ยังอ่อนเป็นดังชิ้นเนื้อ อยู่ในรัง ในมคธชนบท ในกาลนั้น มารดาเอาจะงอย ปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเรา เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะ ของมารดา กำลังกายของเรายังไม่มี ในฤดู ร้อนทุก ๆ ปี มีไฟป่าไหม้ลุกลามมา ไฟไหม้ ป่าเป็นทางดำลุกลามมาใกล้เรา ไฟไหม้ป่า ลุกลามใหญ่หลวงเสียงสนั่นอื้ออึง ไฟไหม้ ลุกลามมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา มารดาบิดาของเราสะดุ้งใจหวาดหวั่น เพราะ กลัวไฟที่ไหม้มาโดยเร็ว จึงทิ้งเราไว้ในรังหนี เอาตัวรอดไปได้ เราเหยียดเท้า กางปีกออก รู้ว่า กำลังกายของเราไม่มี เรานั้นไปไม่ได้อยู่ ในรังนั้นเอง จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า เมื่อ ก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่น พึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ ในระหว่างปีของมารดาบิดา บัดนี้ มารดาบิดา ทิ้งเราหนีไปเสียแล้ว วันนี้ เราจะทำอย่างไร ศีลคุณ ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณามีอยู่ใน โลก ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำสัจจกิริยา อันสูงสุด เราคำนึงถึงกำลังพระธรรม ระลึกถึง พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารอันมีในก่อน ได้กระทำ สัจจกิริยา แสดงกำลังความสัตย์ว่า ปีกของ เรามีอยู่ แต่ยังบินไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ แต่ ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไป ( จงดับเสีย) พร้อมกับ เมื่อเรากระทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ใหญ่ หลวงเว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้นเหมือน จุ่มลงในน้ำ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล. จบ วัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ อรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. ใน บทว่า มคเธ วฏฺฏโปตโก เป็นอาทิ มีความสังเขปดังต่อไปนี้. ในกาลเมื่อ เราเกิดในกำเนิดนกคุ่มในอรัญญประเทศแห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ทำลาย เปลือกไข่ยังอ่อนเพราะออกไม่นาน ยังเป็นชิ้นเนื้อขนยังไม่ออกเป็นลูกนก คุ่มอยู่ในรังนั่นเอง. บทว่า มุขตุณฺฑเกนาหริตฺวา ความว่า มารดาของเรา เอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเราตลอดกาล. บทว่า ตสฺสา ผสฺเสน ชีวามิ เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดานั้น ความว่า เราเป็นอยู่ คือยังอัตภาพให้ เป็นไปด้วยการสัมผัสตัวของมารดาของเรานั้น ผู้สัมผัสเราตลอดกาลโดยชอบ เพื่อความอบอุ่นและเพื่ออบรม. บทว่า นตฺถิ เม กายิกํ พลํ คือกำลัง อาศัยกายของเราไม่มี เพราะยังเล็กนัก. บทว่า สํวจฺฉเร คือทุก ๆ ปี. บทว่า คิมฺหสมเย คือในฤดูร้อน. ไฟไหม้ป่า ในท้องที่นั้นด้วยไฟที่เกิดขึ้นเพราะการเสียดสีกันและกันของกิ่ง- ไม้แห้ง ไฟไหม้ป่าด้วยเหตุนั้น. บทว่า อุปคจฺฉติ อมฺหากํ คือไฟที่ได้ ชื่อว่า ปาวก เพราะชำระพื้นที่อันเป็นที่อยู่ของเราให้สะอาด ด้วยทำที่ไม่ สะอาดอันเป็นที่ตั้งของตนให้สะอาด. และทางไปชื่อว่า เป็นทางดำเพราะนำ เชื้อไฟมาเป็นเถ้าไหม้ที่กอไม้ในป่าเข้ามาใกล้. บทว่า สทฺทายนฺโต คือทำเสียงสนั่นอื้ออึง ในกาลนั้น เพราะเข้า มาใกล้อย่างนี้. บทว่า ธมธมอิติ นี้ แสดงถึงเสียงดังสนั่นลั่นของไฟป่า. บทว่า มหาสิขี ชื่อว่า มหาสิขี เพราะมีเปลวไฟใหญ่ ด้วยอำนาจของ เชื้อไฟเช่นกับยอดเขา. ไฟไหม้ท้องที่ป่านั้นมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะ ถึงเรา. บทว่า อคฺคิเวคภยา ความว่า มารดาบิดาของเรากลัวไฟที่ลุกลาม มาโดยไว. บทว่า ตสิตา คือหวาดสะดุ้ง ด้วยเกิดหวาดสะดุ้งทางจิต และ ด้วยความหวาดเสียวทางกาย. บทว่า มาตาปิตา คือมารดาและบิดาทั้งหลาย. บทว่า อตฺตานํ ปริโมจยุํ หนีเอาตัวรอด คือได้ทำความปลอดภัยให้แก่ตน ด้วยไปในที่ที่ไฟไม่รบกวน. จริงอยู่ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ได้มีร่างกาย ใหญ่ประมาณเท่าตะกร้อลูกใหญ่. มารดาบิดาไม่สามารถจะพาลูกนกนั้นไปได้ ด้วยอุบายไร ๆ และเพราะความรักตนครอบงำ จึงทิ้งความรักบุตรหนีไป. บทว่า ปาเท ปกฺเข ปชหามิ คือเราเตรียมจะไปบนแผ่นดิน และบน อากาศ จึงเหยียดเท้าทั้งสองและพยายามกางปีกทั้งสอง. ปาฐะว่า ปฏิหามิ บ้าง. ความว่า เราพยายามเพื่อจะบินไปบนอากาศ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปตึหามิ บ้าง. บทนั้นมีความดังนี้ เราพยายามเหยียดเท้าและกางปีก. คือ พยายามจะบินไป. เพราะเหตุไรจึงพยายามดังนั้น. เพราะกำลังกายของเรา ไม่มี. บทว่า โสหํ อคติโก ตตฺถ เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั่นเอง ความว่า เราเป็นอย่างนั้น หนีไปไม่ได้เพราะความบกพร่องของเท้าและปีก หรือ มารดาบิดาก็เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้โดยหนีไปเสีย. เราอยู่ในป่าถูกไฟป่ารบกวน หรือในรังนั้น ในกาลนั้น จึงคิดโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้อย่างนี้. อนึ่ง บทว่า อหํ บทที่สองพึงเห็นว่าเป็นเพียงนิบาต. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงอาการที่พระองค์ทรงคิด ในกาลนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า เยสาหํ ดังนี้. ในบทนั้น มีความว่า เมื่อก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่นพึงเข้าไปซ่อนตัว ในระหว่างปีกของมารดาบิดา คือเรากลัวเพราะกลัวตายหวาดสะดุ้ง เพราะ จิตสะดุ้งต่อมรณภัยนั้น. หวั่นไหวเพราะร่างกายสั่น บัดนี้ถูกไฟป่ารบกวน สำคัญดุจหล่มน้ำจึงวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา. มารดา- บิดาของเราเหล่านั้นทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียวหนีไปเสียแล้ว. บทว่า กถํ เม อชฺช กาตเว คือวันนี้เราควรทำ ควรปฏิบัติอย่างไร ? พระมหาสัตว์มิได้หลงลืมสิ่ง ที่ควรทำ ยืนคิดอย่างนี้ว่า ในโลกนี้คุณของศีลยังมีอยู่. คุณของสัจจะยังมี อยู่. ธรรมดาพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีต บำเพ็ญบารมี นั่ง ณ พื้นโพธิมณฑล ตรัสรู้แล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และ วิมุตติญาณทัศนะ ประกอบด้วยสัจจะความเอ็นดูกรุณาและขันติ บำเพ็ญ เมตตาในสรรพสัตว์ ยังมีอยู่. พระธรรมอันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้น แทงตลอดแล้ว เป็นคุณอันประเสริฐโดยส่วนเดียว ยังมีอยู่. อนึ่ง ความ สัตย์อย่างนี้แม้ในเราก็ยังมีอยู่. สภาวธรรมอย่างหนึ่ง ยังมีอยู่ย่อมปรากฏ. เพราะฉะนั้น เราควรระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอดีต และคุณธรรมที่พระพุทธ- เจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว ถือเอาสภาวธรรมอันเป็นสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน แล้วทำสัจจกิริยา ให้ไฟกลับไป แล้วทำความสวัสดีแก่ตนเอง และแก่สัตว์ ที่เหลือซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ ในวันนี้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- คุณของศีล ความสัตย์ พระสัพพัญญู- พุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณา มีอยู่ในโลก. ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำ สัจจกิริยาอันสูงสุด เราคำนึงถึงกำลังของพระ- ธรรม ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้พิชิตมารอันมี อยู่ในก่อนได้กระทำสัจจกิริยา แสดงกำลัง ความสัตย์. ในบทนั้น มีความว่า พระมหาสัตว์ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ซึ่งปรินิพพานแล้วในอดีต ปรารภสภาพของสัจจะอันมีอยู่ในตน แล้วกล่าวคาถาใด ได้ทำสัจจกิริยาในกาลนั้น. เพื่อแสดงคาถานั้น จึงกล่าว คาถามีอาทิว่า :- ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้า ของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พา กันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด. ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ปีกของ เรามีอยู่แต่ยังบินไปไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะกระโดดไปทางอากาศด้วยปีก นั้นได้. บทว่า สนฺติ ปาทา อวญฺจนา คือแม้เท้าของเราก็มียู่ แต่ยัง เดินไม่ได้ เพราะไม่สามารถะก้าวไปด้วยเท่านั้นได้. บทว่า มาตาปีตา จ นิกฺขนฺตา ความว่า แม้มารดาบิดาของเราที่ควรจะนำเราไปในที่อื่น ก็ออก ไปเสียแล้ว เพราะกลัวตาย. บทว่า ชาตเวท เป็นคำเรียกไฟ. เพราะว่า ไฟนั้นเกิดให้รู้ ปรากฏด้วยเปลวควันพลุ่งขึ้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ชาต- เวทะ. บทว่า ปฏิกฺกม คือขอร้องไฟว่า ท่านจงไปคือจงกลับไป. พระมหาสัตว์ ได้นอนทำสัจจกิริยาว่า หากความที่เรามีปีก. ความที่ เหยียดปีกบินไปในอากาศไม่ได้ ความที่เรามีเท้า. ความที่เรายกเท้าเดินไป ไม่ได้. และความที่มารดาบิดาที่เราไว้ในรังแล้วหนีไป เป็นความสัตย์จริง. แน่ะไฟด้วยความสัตย์นี้ ขอท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี้. พร้อมด้วยสัจจกิริยา ของพระมหาสัตว์นั้น ไฟได้หลีกไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส. และเมื่อไฟ หลีกไปก็มิได้ไหม้กลับเข้าป่าไป. ดับ ณ ที่นั้น ดุจคบเพลิงที่จุ่มลงไปในน้ำ ฉะนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุก รุ่งโรจน์ใหญ่หลวง เว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้นเหมือนจุ่มลงในน้ำ. ก็สัจจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นเบื้องต้นของการงานระลึกถึง พระพุทธคุณในสมัยนั้น ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, อสา เม สจฺจปารมี คือผู้เสมอ ด้วยสัจจจะของเราไม่มี. นี้เป็นบารมีของเรา ถามที่นั้นจึงเป็นปฏิหาริย์ตั้ง อยู่กัปหนึ่ง เพราะไม่ถูกไฟไหม้ในกัปนี้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้พระมหาสัตว์ ด้วยอำนาจสัจจกิริยา จึงทำความปลอดภัย ให้แก่ตนและแก่สัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปตามยถากรรม. มารดาบิดา ในครั้งนั้น ได้เป็นมารดาบิดาในครั้งนี้. ส่วนพระยา นกคุ่ม คือพระโลกนาถ. แม้บารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะ จงกล่าวตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง เมื่อไฟป่าลุกลามมาอย่างน่ากลัวอย่างนั้น พระโพธิสัตว์แม้อยู่ ผู้เดียวในวัยนั้นก็ยังกลัว จึงระลึกถึงพระธรรมคุณมีสัจจะเป็นต้น และพระ- พุทธคุณ. พึงประกาศอานุภาพมีการยังสัตว์ทั้งหลายแม้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ให้ ถึงความปลอดภัยด้วยสัจจกิริยา เพราะอาศัยอานุภาพของตนเท่านั้น. จบ อรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙ ๑๐. มัจฉราชจริยา ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาปลา อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยา ปลาอยู่ในสระใหญ่ น้ำในสระแห้งขอด เพราะ แสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่นั้น กา แร้ง นกกระสา นกตะกรุมและเหยี่ยว มาคอยจับ ปลากินทั้งกลางวันกลางคืน ในกาลนั้น เรา คิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึง เปลื้องหมู่ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบาย อะไรหนอ เราคิดแล้ว ได้เห็นความสัตย์อัน เป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติ ได้ เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะเปลื้อง ความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึง ธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียน สัตว์ อันตั้งอยู่ในเที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้กระทำสัจกิริยา ว่า ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมา จนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียน สัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับความลำบากเลย ด้วย สัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่ แน่ะเมฆ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตก จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงยัง กาให้เดือดร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้อง ฝูงปลาจากความโศก พร้อมกับเมื่อเราทำ สัจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้น ยังฝน ให้ตกครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม ครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความ สัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้วอาศัยกำลัง อานุภาพความสัตย์ จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจ- บารมีของเราฉะนี้แล จบ มัจฉราชจริยาที่ ๑๐ อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. บทว่า ยทา โหมิ, มจฺฉราชา มหาสเร ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ใน สระใหญ่ ความว่า ในอดีตกาล เราเกิดในกำเนิดปลายินดีอยู่ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการของปลาทั้งหลาย ในสระใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเถาวัลย์ อันเป็นสระโบกขรณีใกล้พระเชตวันกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล. ครั้งนั้น เราเป็นพระยาปลาแวดล้อมด้วยหมู่ปลาอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า อุเณฺเห คือฤดูร้อน. บทว่า สูริยสนฺตาเป คือเพราะแสงอาทิตย์. บทว่า สเร อุทกํ ขียถ คือน้ำในสระนั่นแห้งขอด. ในแคว้นนั้น ขณะนั้นฝนไม่ตกเลย ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง. น้ำในบึงเป็นต้นแห้งขอด. ปลาและเต่าพากันเข้าไป อาศัยเปือกตม. แม้ในสระนั้นปลาทั้งหลายก็เข้าไปยังเปือกตม ซ่อนอยู่ใน ที่นั้นๆ. บทว่า ตโต คือภายหลังจากน้ำแห้งนั้น. บทว่า กุลลเสนกา คือนกตะกรุมและเหยี่ยว. ภกฺขยนฺติ ทิวารตฺตึ, มจฺเฉ อุปนิสีทิย ความว่า กาและนกนอกนั้นเข้าไปแอบอยู่บนหลังเปือกตมนั้น ๆ เอาจะงอย เช่นกับปลายหอกสั้นจิกกินปลา ซึ่งเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่เปือกตมทั้ง ๆ ที่ยัง ดิ้นอยู่. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นความพินาศของปลาทั้งหลาย เกิดสงสาร คิดอยู่ว่า นอกจากเราไม่มีผู้อื่นที่สามารถจะปลดเปลื้องญาติทั้งหลายของเรา ให้พ้นจากทุกข์นี้ได้. เราจะปลดเปลื้องปลาเหล่านั้นจากทุกข์นี้ได้ด้วยอุบาย อย่างไรหนอ จึงตัดสินใจว่า ถ้ากระไรเราพึงทำสัจกิริยาอาศัยสัจธรรมที่ ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อน ประพฤติสะสมมา และที่มีอยู่ในตัวเรา ยังฝน ให้ตกและสละชีวิตเป็นทานเพื่อหมู่ญาติของเรา. ด้วยเหตุนั้นเป็นอันเรา ได้ยังมหาอุปการะให้เกิดแก่สัตว์โลก ผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีพ แม้ทั้งสิ้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ในกาลนั้นเราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ญาติให้พ้น จากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ เราคิดแล้ว ได้เห็นความสัตย์ อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ เราตั้งอยู่ในความ สัตย์แล้ว จะปลดเปลื้องความพินาศใหญ่ของ หมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้ ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้ ทำสัจกิริยา. บทว่า สห าตีหิ ปีฬิโต คือเรากับพวกญาติของเราถูกบีบคั้น ด้วยน้ำแห้งนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สห เป็นเพียงนิบาต. คือญาติ ทั้งหลายผู้มีทุกข์เป็นเหตุถูกบีบคั้นด้วยความพินาศนั้น เพราะมีมหากรุณา จึงคิดจะปลดเปลื้อง อธิบายว่า หมู่ญาติได้รับทุกข์. บทว่า ธมฺมตฺถํ คือประโยชน์ที่เป็นธรรม หรือมีอยู่ไม่ปราศจากธรรม ได้แก่อะไร ? ได้แก่ สัจจะ. บทว่า อทฺทสปสฺสยํ คือได้เห็นที่พึ่งของเราและของญาติทั้งหลาย บทว่า อติกฺขยํ คือความมหาพินาศ. บทว่า สทฺธมฺนํ คือระลึกถึงธรรม คือความไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ ตัวหนึ่งของสัตบุรุษ คือคนดีมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า ปรมตฺถํ วิจินฺตยํ คือเราคิดถึงสัจจะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นอันมีสภาพไม่วิปริต. บทว่า ยํ โลเก ธุวสสฺสตํ อันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก คือการไม่ เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวก ของพระพุทธเจ้าตลอดกาลใด. พึงทราบการเชื่อมความว่า เราได้คิดถึงการ ไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้โดยความเป็นจริง ตลอดกาลทั้งปวงนั้น ได้กระทำสัจกิริยา. บัดนี้ พระมหาสัตว์ซึ่งมีร่างเช่นกับสีปุ่มแก่นไม้อัญชัน ประสงค์ จะรับเอาธรรมนั้นซึ่งมีอยู่ในตน แล้วประกอบคำพูดที่เป็นสัตย์ จึงคุ้ย เปือกตมสีดำออกเป็นสองข้าง ลืมตาทั้งสองแหงนมองอากาศ กล่าวคาถา ว่า :- ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมา จนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียน สัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับลำบากเลย. ด้วย สัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต สรามิ อตฺตานํ ความว่า ตั้งแต่ เราระลึก คือความระลึกตนอันได้แก่อัตภาพ. บทว่า ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ คือตั้งแต่เรารู้ความที่วิญญูชนรู้แล้วในสิ่งอันควรทำนั้น ๆ ชื่อว่า รู้ความที่วิญญูชนรู้แล้ว เพราะสามารถระลึกถึง กายกรรม วจีกรรม ของ เราจากนี้ไปได้ด้วยการแหงนขึ้นไปในเบื้องบน ในระหว่างนี้แม้เกิดในที่จะ ต้องกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกัน เราก็ไม่เคยกินปลาแม้ประมาณเท่ารำข้าวสาร เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์ไร ๆ แม้อื่น ไม่ต้องพูดถึงฆ่า. บทว่า เอเตน สจฺจวชฺเชน ความว่า เรากล่าวถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ไร ๆ อันใด หากการไม่เบียดเบียนนั้นเป็นความจริง ไม่วิปริต ด้วยสัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกเถิด. พระยาปลากล่าวว่า ขอเมฆจงปลดเปลื้องหมู่ ญาติของเราจากทุกข์เถิด แล้วเรียกปัชชุนนเทวราชดุจบังคับคนรับใช้ของ ตนอีกว่า :- แน่ะปัชชุนนะ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำราม ให้ฝนตก จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงยังกาให้เดือดร้อน ด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก. ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิตฺถนย ปชฺชุนฺน ความว่า เมฆท่าน เรียกว่า ปัชชุนนะ ก็พระยาปลานี้เรียกวัสสวลาหกเทวราช ที่ได้ชื่อด้วย อำนาจแห่งเมฆ. บทนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ธรรมดาฝนไม่คำรามไม่เปล่งสายฟ้า แม้ให้ฝนตกก็ไม่งาม. เพราะฉะนั้น ท่านคำรามเปล่งสายฟ้าให้ฝนตก เถิด. บทว่า นิธึ กากสฺส นาสย จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป คือกาทั้งหลาย เอาจะงอยจิกปลาที่เข้าไปยังเปือกตมนำออกมากิน เพราะ ฉะนั้น ปลาทั้งหลายภายในเปือกตม ท่านเรียกว่า นิธิ คือขุมทรัพย์ ของกาเหล่านั้น. ท่านยังฝนให้ตกน้ำท่วมขุมทรัพย์ของฝูงกานั้น บทว่า กากํ โสกาย รนฺเธหิ ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก ความว่า ฝูงกาเมื่อไม่ได้ปลาในสระใหญ่นี้ซึ่งมีน้ำเต็มจักเศร้าโศก. ท่านยังเปือกตมนี้ ให้เต็มยังฝูงกานั้นให้เดือดร้อนด้วยความโศก. ท่านจงยังฝนให้ตกเพื่อให้กา เศร้าโศก. อธิบายว่า ท่านจงทำโดยอาการที่ฝูงกาถึงความเศร้าโศกอันมี ลักษณะจ้องดูภายใน. บทว่า มจฺเฉ โสกา ปโมจย จงปลดเปลื้อง ฝูงปลาจากความเศร้าโศก คือท่านจงปลดเปลื้องฝูงปลาทั้งหมดซึ่งเป็นญาติ ของเราให้พ้นจากความเศร้าโศก คือความตายนี้เถิด. อาจารย์บางคนกล่าว ไว้ในชาดกว่า ท่านจงปลดเปลื้องข้าพเจ้าจากความเศร้าโศก. จ อักษรใน บทนั้นเป็นสัมบิณฑนัตถะ ความว่า ท่านจงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวง คือเรา และญาติของเราให้พ้นจากความโศกคือความตายเถิด. จริงอยู่ปลาทั้งหลาย มีความเศร้าโศกคือความตายอย่างใหญ่หลวงว่า พวกเราจะถึงความเป็น อาหารของศัตรูเพราะไม่มีน้ำ. พึงทราบว่าความเศร้าโศกเกิดขึ้นด้วยความ กรุณาของพระมหาสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา เพราะอาศัยความพินาศย่อย ยับของปลาเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์เรียกปัชชุนนะเทพบุตร ดุจบังคับคนรับใช้ของตนให้ ฝนห่าใหญ่ตกทั่วแคว้นโกศล. ด้วยเดชแห่งศีลของพระมหาสัตว์ปัณฑุกัมพล- ศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนตลอดกาล ด้วยสัจกิริยานั่นแล. ท้าวสักกะทรงรำพึงว่า อะไรหนอ ? ครั้นทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงรับสั่งให้ เรียกวัสสวลาหกเทวราชมามีเทวบัญชาว่า นี่แน่ะเจ้าพระยาปลาผู้เป็นมหา- บุรุษปรารถนาให้ฝนตกเพราะความเศร้าโศก คือความตายของญาติทั้งหลาย. เจ้าจงทำเมฆให้เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วให้ฝนตกทั่วแคว้นโกศลเถิด. วัสส- วลาหกเทวราชรับเทวบัญชาแล้ว นุ่งวลาหกก้อนหนึ่ง ห่มก้อนหนึ่ง ขับ เพลงขับสายฝน บ่ายหน้าไป มุ่งไปยังโลกทางด้านทิศตะวันออก. ทางด้าน ทิศตะวันออก ก้อนเมฆก้อนหนึ่งประมาณเท่าบริเวณลานได้ตั้งขึ้นร้อยชั้น พันชั้น คำรามเปล่งสายฟ้าไหลลงมาเหมือนหม้อน้ำที่คว่ำ หลั่งน้ำใหญ่ท่วม แคว้นโกศลทั้งสิ้น. ฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย ครู่เดียวเท่านั้นสระใหญ่นั้นก็เต็ม ปลาทั้งหลายก็พ้นจากมรณภัย. กาเป็นต้นได้หมดที่พึ่ง. ไม่เฉพาะปลา อย่างเดียวเท่านั้น แม้มนุษย์ทั้งหลายก็ยังข้าวกล้าหลายอย่างให้งอกงาม แม้สัตว์ ๒ เท้าเป็นต้น ทั้งหมดที่อาศัยฝนเลี้ยงชีวิตก็พ้นจากทุกข์กายและ ทุกข์ใจ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่ง เสียงสนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็ม เปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม. ครั้นเราทำความ เพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่าง ประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว. อาศัยกำลังอานุภาพ ความสัตย์จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่. ผู้เสมอด้วย ความสัตย์ของเราไม่มี. นี้เป็นสัจบารมีของ เรา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ขเณน อภิวสฺสถ คือไม่ชักช้าฝนก็ตกโดย ขณะที่ทำสัจกิริยานั้นเอง. บทว่า กตฺวา วีริยมุตฺตมํ ทำความเพียรอย่าง สูงสุด คือเมื้อฝนไม่ตกเราก็ไม่เกียจคร้านมัวคิดว่าควรทำอะไร แล้วทำ ความเพียรอย่างสูงสุด ยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่หมู่สัตว์ใหญ่โดยวิธี บำเพ็ญญาตัตถจริยา. บทว่า สจฺจเตชพลสฺสิโต คืออาศัยกำลังอานุภาพ ความสัตย์ของเรายังฝนห่าใหญ่ให้ตกในกาลนั้น. เพราะเหตุการณ์เป็นอย่าง นั้น ฉะนั้น พระธรรมราชาจึงทรงแสดงถึงความที่สัจบารมีของพระองค์ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเมื่อครั้งเป็นพระยาปลาใหญ่ว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, เอสา เม สจฺจปารมี ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี. นี้เป็นสัจจบารมี ของเรา. พระมหาสัตว์มีใจเร่งเร้าด้วยมหากรุณาอย่างนี้ จึงได้ปลดเปลื้อง มหาชนจากมรณทุกข์ด้วยยังฝนห่าใหญ่ให้ตกทั่วแว่นแคว้น เมื่อสิ้นอายุก็ ไปตามยถากรรม. ปัชชุนนเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. ฝูง ปลาคือพุทธบริษัท. พระยาปลาคือพระโลกนาถ. พึงเจาะจงกล่าวแม้บารมีที่เหลือ ของพระมหาสัตว์นั้นโดยนัยดังได้ กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้คือ การเกิดในกำเนิดปลา ในที่ที่จะกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกับตนได้แล้วไม่กินสัตว์ไร ๆ เช่นปลาแม้เพียง รำข้าวสาร. การไม่กินก็ชั่งเถิดยังไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่ง. การยังฝน ให้ตกด้วยทำสัจจะอย่างนั้น. เมื่อน้ำแห้งด้วยความกล้าไม่คำนึงถึงทุกข์ที่ตน ได้รับด้วยการดำลงไปในเปือกตม เมื่อหมู่ญาติทนไม่ไหว จึงทำทุกข์นั้นไว้ ในใจด้วยตนช่วยเหลือโดยทุกวิธี. และการปฏิบัติด้วยประการนั้น. จบ อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ๑๑. กัณหทีปายนจริยา ว่าด้วยจริยาวัตรของกัณหทีปายนะดาบส อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นฤาษีชื่อว่า กัณหทีปายนะ เราไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ยิ่งกว่า ๕๐ ปี ใคร ๆ จะรู้ใจที่ไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ของเรานั้นหามิได้ แม้เราก็ไม่บอก แก่ใคร ๆ ว่า ความไม่ยินดีมีในใจของเราสหาย เพื่อนพรหมจรรย์ของเรา ชื่อมัณฑัพยะ เป็น ฤาษีมีอานุภาพมาก ประกอบด้วยบุรพกรรม คือกรรมเก่าให้ผล ถูกเสียบด้วยหลาวทั้งเป็น เราทำการพยาบาลมัณฑัพยะ ดาบสนั่นให้หาย โรค แล้วได้อำลามาสู่บรรณศาลาอันเป็นอาศรม ของเราเอง พราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา ได้พา ภริยาและบุตร ต่างถือสักการะสำหรับต้อนรับ แขก รวมสามคนมาหาเรา เรานั่งเจรจาปราศัย กับสหายและภริยาของเขาอยู่ในอาศรมของตน เด็กโยนลูกข่างเล่นอยู่ ทำงูเห่าให้โกรธแล้ว ทีนั้น เด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตาม ปล่องจอมปลวก ความไปถูกเอาศีรษะงูเข้า พอมือไปถูกศีรษะของมัน งูก็โกรธ อาศัย กำลังพิษ เคืองจนเหลือจะอดกลั้นได้กัดเด็ก ในทันที พร้อมกับถูกงูกัด เด็กล้มลงที่พื้นดิน ด้วยกำลังพิษกล้า เหตุนั้น เราเป็นผู้ได้รับทุกข์ หรือว่าเรามีความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบ มารดาบิดาของทารกนั้น ผู้มีทุกข์เศร้าโศก ให้ สร่างแล้ว ได้ทำสัจกิริยาอันประเสริฐสุด ก่อนว่า. เราผู้ต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์ มีจิตเลื่อมใสอยู่ ๗ วันเท่านั้น ต่อแต่นั้นมา การประพฤติของเราไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ เรา ไม่ปรารถนาจะประพฤติเสียเลย ด้วยความ สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็กนี้เถิด พิษจง ระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่ พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา มาณพ หวั่นไหวด้วยกำลังพิษไม่รู้สึกตัว ได้ฟื้นกาย หายโรค ลุกขึ้นได้ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของ เราไม่มี นี้เป็นสัจบารมีของเรา ฉะนี้แล. จบ กัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ อรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้. บทว่า กณฺหทีปายโน อิสิ คือดาบสมีชื่อว่า กัณหทีปายนิะ. ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์ในกาลนั้นชื่อว่า ทีปายนะเข้าไปหาดาบส มัณฑัพยะผู้เป็นสหายของตนถูกเสียบหลาว ไม่ทอดทิ้งดาบสนั้นด้วยศีลคุณ ของเขา ได้ยืนพิงอยู่กับหลาวตลอด ๓ ยาม จึงได้ปรากฏชื่อว่า กัณหทีปายนะ เพราะร่างกายมีสีดำ ด้วยหยาดเลือดแห้งที่ไหลจากร่างกายของดาบสนั้นแล้ว ลงมาใส่. บทว่า ปโรปญฺาสวสฺสานิ คือยิ่งกว่า ๕๐ ปี บทว่า อนภิรโต จรึ อหํ คือเราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี ในเสนาสนะสงัดและใน ธรรมอันเป็นอธิกุศล. ครั้นบวชแล้วพระมหาสัตว์ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ อยู่ ๗ วันเท่านั้น. ต่อจากนั้นก็อยู่อย่างไม่ยินดี. ก็เพราะเหตุไร พระมหาบุรุษในอัตภาพหลายแสนมีอัธยาศัยในเนก- ขัมมะยินดีอยู่พรหมจรรย์ แต่ในจริยานี้ไม่ยินดีพรหมจรรย์นั้น. เพราะความ หวั่นไหวแห่งความเป็นปุถุชน. ก็เพราะเหตุไร จึงไม่ครองเรือนใหม่เล่า เพราะครั้งแรกเห็นโทษในกามทั้งหลาย ด้วยมีอัธยาศัยในเนกขัมมะจึงบวช เมื่อเป็นดังนั้นพระมหาบุรุษจึงเกิดความไม่ยินดีด้วยมิได้ใส่ใจโดยแยบคาย. พระมหาบุรุษ แม้เมื่อไม่สามารถบรรเทาความไม่ยินดีนั้นได้ จึงเชื่อกรรมและ ผลแห่งกรรม ละสมบัติใหญ่ออกจากเรือน ละสมบัติใด ก็กลับไปเพื่อสมบัติ นั้นอีก. รังเกียจคำติเตียนนี้ว่า กัณหทีปายนะนี้บ้าน้ำลาย กลับกลอกจริง หนอ เพราะเกรงหิริโอตตัปปะของตนจะแตก. อนึ่งชื่อว่าบุญในการบรรพชานี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้ว. และก็ดำรงอยู่มิได้. เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้ร้องไห้น้ำตานองหน้า ด้วยความทุกข์โทมนัส ก็ยังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. ไม่สละพรหมจรรย์นั้น. สมดังที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- กัณหทีปายนะนั้นออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว ก็กลับมาอีก เขารังเกียจคำพูดนี้ว่า กัณหที- ปายนะนี้ บ้าน้ำลายกลับกลอกหนอ เราไม่ ปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์เสียเลย อนึ่ง ฐานะของสัตบุรุษอันผู้รู้สรรเสริญแล้ว เราจะ เป็นผู้ทำบุญอย่างนี้. บทว่า น โกจิ เอตํ ชานาติ ความว่า ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ย่อม ไม่รู้ใจที่ไม่ยินดีของเรานั้น คือใจที่ปราศจากความยินดีในการประพฤติ พรหมจรรย์. เพราะเหตุไร ? เพราะเราไม่บอกแก่ใคร ๆ ว่า ความไม่ยินดี เป็นไปในใจของเรา. ฉะนั้นใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์จึงไม่รู้ใจนั้น. บทว่า พฺรหฺมจารี คือชื่อพรหมจารี เพราะเป็นผู้ศึกษาเสมอด้วย การบรรพชาเป็นดาบส. มณฺฑพฺย คือมีชื่อว่ามัณฑัพยะ บทว่า. สหาโย คือเป็นสหายที่รัก เพราะเป็นมิตรแท้ทั้งในเวลาเป็นคฤหัสถ์และเวลาเป็น บรรพชิต. บทว่า มหาอิสิ คือเป็นฤาษีมีอานุภาพมาก. บทว่า ปุพฺพกมฺม- สมายุตฺโต สูลมาโรปนํ ลภิ ความว่า ประกอบด้วยบุรพกรรมของตนถูก เสียบด้วยหลาวทั้งเป็น. ในบทนี้มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในอดีตกาลพระราชาพระนาม ว่า โกสัมพิกะครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ใน นิคมแห่งหนึ่ง พราหมณ์กุมารได้มีสหายที่รักของเขาชื่อมัณฑัพยะ. ต่อมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมทั้งสองเห็นโทษในกาม จึงบริจาคมหาทานละกาม เมื่อญาติมิตรบริวารชนร้องไห้คร่ำครวญได้ออกไปสร้างอาศรม ณ หิมวันต- ประเทศ แล้วบวชเลี้ยงชีพด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า ด้วย การเที่ยวขออยู่เกิน ๕๐ ปี. ทั้งสองไม่สามารถข่มกามฉันทะได้. แม้เพียง ฌานก็เกิดขึ้นไม่ได้. สองดาบสเที่ยวจาริกไปยังชนบท เพื่อเสพอาหารมีรส เค็มและเปรี้ยว .ถึงแคว้นกาสี. ณ แคว้นกาสีนั้น ในนิคมหนึ่งสหายครั้ง เป็นคฤหัสถ์ของทีปายนะชื่อว่า มัณฑัพยะอาศัยอยู่. ทั้งสองจึงเข้าไปหามัณ- ฑัพยะนั้น. มัณฑัพยะเห็นดาบสทั้งสองก็ดีใจสร้างบรรณศาลา บำรุงด้วย ปัจจัย ๔ ดาบสทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้นได้ ๓ - ๔ ปี ก็ลามัณฑัพยะนั้นเที่ยวจาริก ไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เต็มไปด้วยไม้เต็งใกล้กรุงพาราณสี. ที่นั้นทีปายนะอยู่ ตามความพอใจ แล้วไปหามัณฑัพยะสหายของตนในนิคมนั้นอีก. มัณฑัพย- ดาบสคงอยู่ ณ ที่นั้นเอง. อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งกระทำโจรกรรมภายในเมืองลักทรัพย์หนี ถูกพวกเจ้าของเรือน และพวกมนุษย์ที่รักษานครติดตามออกไปทางท่อน้ำ รีบเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาของดาบสแล้วหนีไป. พวก มนุษย์เห็นห่อทรัพย์จึงคุกคามว่า เจ้าชฎิลชั่วคนร้ายทำโจรกรรมในกลางคืน กลางวันเที่ยวไปโดยเพศของดาบส แล้วช่วยกันทุบตีพาดาบสนั้นไปแสดง แด่พระราชา. พระราชามิได้ทรงสอบสวนมีพระบัญชาให้เสียบบนหลาว. พวกมนุษย์นำดาบสนั้นไปยังป่าช้า เสียบบนหลาวไม้ตะเคียน. หลาวมิได้เข้า ไปในร่างกายของดาบส. แต่นั้นจึงนำหลาวไม้สะเดามา. แม้หลาวนั้นก็มิได้ เข้า. จึงนำหลาวเหล็กมา. หลาวเหล็กก็ไม่เข้า. ดาบสคิดว่า เป็นกรรมเก่า ของเรากระมังหนอ. ดาบสระลึกชาติได้. ได้เห็นกรรมเก่าด้วยเหตุนั้น. นัยว่า ดาบสนั้นในอัตภาพก่อนเป็นบุตรของนายช่าง ไปยังที่ที่บิดาถากไม้จับแมลง- วันตัวหนึ่งจึงเอาเสี้ยนไม้ทองหลางเสียบดุจหลาว. บาปของเขาได้โอกาสที่นี้. ดาบสรู้ว่าไม่อาจพ้นจากบาปนี้ไปได้ จึงกล่าวกะพวกราชบุรุษว่า หากพวก ท่านประสงค์จะเสียบเราที่หลาว. พวกท่านจงนำหลาวไม้ทองหลางมาเถิด พวกราชบุรุษได้ทำตามนั้นแล้วเสียบดาบสที่หลาว จัดอารักขาแล้วหนีไป. ในกาลนั้น กัณหทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้เห็นสหายมานานแล้ว จึงมาหามัณฑัพยดาบส ฟังเรื่องราวนั้นแล้วจึงไปยังที่นั้นยืนอยู่ข้างหนึ่งถามว่า สหายท่านทำอะไร เมื่อดาบสบอกว่าเราไม่ได้ทำอะไร ? กัณหทีปายนะ ถามว่า ท่านสามารถรักษาความประทุษร้ายทางใจได้หรือไม่ได้. มัณฑัพยดาบส ตอบว่า เราไม่มีความประทุษร้ายทางใจต่อพวกราชบุรุษและพระราชาที่จับ เรา. กัณหทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่าน เป็นความสุขของเราแล้วนั่งพิงหลาวอยู่ พวกบุรุษที่ดูแลกราบทูลเรื่องราวนั้น แด่พระราชา. พระราชาทรงดำริว่า เราไม่ได้สอบสวนทำลงไป จึงรีบเสด็จไป ณ ที่นั้นตรัสถามทีปายนดาบสว่า เพราะเหตุไร พระคุณท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่ เล่า ? ดาบสทูลว่า อาตมาภาพนั่งคอยรักษาดาบสนี้ มหาราช. พระราชาตรัส ถามว่า พระคุณท่านทราบความที่ดาบสนี้ทำแล้วหรือจึงได้ทำอย่างนี้ ? ทีปายน ดาบสทูลถึงกรรมที่ไม่บริสุทธิ์. ลำดับนั้นทีปายนดาบสกล่าวคำมีอาทิว่า :- ธรรมดาพระราชาควรเป็นผู้ใคร่ครวญก่อน ทำ คฤหัสถ์เกียจคร้าน บริโภคกามไม่ดี. บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี. พระราชาไม่ใคร่ ครวญก่อนทำก็ไม่ดี. บัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี. แล้วแสดงธรรมแก่พระราชา. พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยดาบสไม่ผิดจึงรับสั่งให้นำหลาวออก. พวกราชบุรุษดึงหลาวแต่ไม่สามารถนำออกได้. มัณฑัพยะกล่าวว่า ข้าแต่ มหาราชอาตมาภาพได้รับโทษเห็นปานนี้ ก็เพราะโทษของกรรมที่ทำไว้ใน ชาติก่อน. ใคร ๆ ก็ไม่อาจดึงหลาวออกจากร่างกายของอาตมาภาพได้. หาก พระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้ชีวิตแก่อาตมาภาพ ก็ขอได้รับสั่งให้ทำหลาว นี้ เสมอกับผิวหนังแล้วเอาเลื่อยตัดเถิด. พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้น. หลาว ได้อยู่ภายในนั่นเอง. ไม่เกิดเดือดร้อนอย่างไร. นัยว่าในครั้งนั้นทีปายนดาบส เอาเสี้ยนอย่างเล็กเสียบเข้าไปทางผิวหนังของแมลงวัน. เสี้ยนนั้นยังอยู่ใน ร่างของแมลงวันนั่นเอง. แมลงวันมิได้ตายด้วยเหตุนั้น แต่ตายด้วยสิ้นอายุ ของมันเอง. เพราะฉะนั้นแม้มัณฑัพยดาบสนี้จึงยังไม่ตาย. พระราชาทรง ไหว้ดาบสแล้วทรงขอขมา ทรงให้ดาบสทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยานนั่นเอง ทรงบำรุง. ตั้งแต่นั้นดาบสนั้นจึงมีชื่อว่า อาณิมัณทัพยะ. ดาบสนั้นอาศัย พระราชาอยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง. ส่วนทีปายนดาบสชำระแผลของ มัณฑัพยดาบสจนหายดีแล้ว จึงไปยังบรรณศาลาที่มัณฑัพยะผู้เป็นสหายของ ตนครั้งเป็นคฤหัสถ์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- สหายเพื่อนพรหมจรรย์ของเราชื่อว่า มัณ- ฑัพยะเป็นฤาษีมีอานุภาพมาก ประกอบด้วย บุรพกรรมถูกเสียบด้วยหลาวทั้งปวง. เราพยา- บาลมัณฑัพยดาบสนั้นให้หายโรคแล้ว ได้อำ- ลามาสู่บรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราเอง.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน