เล่มที่ 68
ก็บรรดาชนทั้ง ๖ เหล่านี้ระลึกถึงชาติก่อนอยู่ การเห็นชาติ ก่อ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 768
เนื้อหา
ก็บรรดาชนทั้ง ๖ เหล่านี้ระลึกถึงชาติก่อนอยู่ การเห็นชาติ ก่อนของพวกเดียรถีย์ ย่อมปรากฏเช่นกับแสงหิงห้อย. ของสาวก ธรรมดาเช่นกับแสงประทีป. ของมหาสาวกเช่นกับแสงคบเพลิง. ของ พระอัครสาวกเช่นกับรัศมีดาวประกายพรึก. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า เช่นกับรัศมีพระจันทร์. ของพระพุทธเจ้า ย่อมปรากฏเช่นกับมณฑล พระอาทิตย์ในสรทกาล ๑ ประดับด้วยรัศมีพันดวง. การระลึกถึงชาติก่อนของเดียรถีย์ ดุจคนตาบอดเดินไปด้วย ปลายไม้เท้า. ของสาวกธรรมดา ดุจเดินไปตามสะพานด้วยไม้เท้า. ของ พระมหาสาวก ดุจเดินไปตามสะพานด้วยลำแข้ง. ของพระอัครสาวก ดุจเดินไปตามสะพานเกวียน. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ดุจเดินไปตาม ทางด้วยกำลังแข้ง. ของพระพุทธเจ้า ดุจเดินไปตามทางเกวียนใหญ่. ก็ในอธิการนี้ ท่านประสงค์เอาการระลึกถึงชาติก่อนของพระสาวก ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เป็นอาทิกรรมิกะประสงค์ระลึกถึงอย่างนี้ กลับจากบิณฑบาตฉันอาหารแล้ว ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ เข้าฌาน ๔ ตามลำดับ ครั้นออกจากจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา พิจารณา ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยดังกล่าวแล้ว ควรนั่งพิจารณาข้างหลังภิกษุทั้ง หมด. จากนั้นควรคำนึงถึงกิจที่ทำตลอดคืนวันทั้งสิ้นตามลำดับ โดย ๑. ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูสารท คือเทศกาลทำบุญเดือนสิบ ทบทวนอย่างนี้ คือ ปูอาสนะเข้าไปยังเสนาสนะ เก็บบาตรจีวร เวลา ฉัน เวลานาจากบ้าน เวลาเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้าน เวลาเข้าไปสู่บ้าน เพื่อบิณฑบาต เวลาออกจากวัด เวลาไหว้พระเจดีย์และต้นโพธิ เวลา ล้างบาตร เวลารับบาตร กระทำกิจตั้งแต่รับบาตรจนถึงล้างบาตร ทำกิจ ในเวลาใกล้รุ่ง ทำกิจในมัชฌิมยาม ในปฐมยามะ กิจประมาณเท่านี้ ย่อมปรากฏแม้แก่จิตปกติ. ส่วนจิตในบริกรรมสมาธิ ย่อมปรากฏยิ่งขึ้นไป หากไม่มีอะไร ๆ ปรากฏในจิตนี้ ควรเข้าฌานเป็นบาทอีก ครั้นออกแล้วจึงควรคำนึงถึง ด้วยเหตุนี้ จิตจะปรากฏดุจในประทีปที่สว่างไสว. ควรคำนึงถึงกิจที่ทำ ในวันทีสองบ้าง ในวันที่สาม ที่สี่ ที่ห้าบ้าง ในสิบวันบ้าง ในกึ่งเดือน บ้าง ในเดือนหนึ่งบ้าง ในปีหนึ่งบ้าง ตามลำดับ การทบทวนอย่างนี้ นั่นแหละ. โดยอุบายนี้ คำนึงถึงตลอดปฏิสนธิของตนในภพนี้ คือ สิบปี ยี่สิบปี พึงคำนึงถึงนามรูปอันเป็นไปในขณะจุติในภพก่อน จริงอยู่ ภิกษุผู้ฉลาด ครั้นเพิกถอนปฏิสนธิในวาระที่หนึ่งได้แล้ว ย่อมพอที่จะทำนามรูปให้เป็นอารมณ์. เพราะนามรูปในภพก่อนดับไม่ เหลือ. ในภพนี้นามรูปอื่นเกิด. ฉะนั้น ฐานะนั้นจึงเป็นดุจทางปิด มืดสนิท ที่คนปัญญาทรามเห็นได้ยาก. แม้ด้วยเหตุนั้นก็ไม่ควรทอด ธุระว่า เราไม่อาจจะเพิกถอนปฏิสนธิ แล้วท่านามรูปให้เป็นอารมณ์ใน ขณะจุติได้. ควรเข้าฌานอันเป็นบาทนั้นแหละบ่อย ๆ ครั้นออกจาก ฌานแล้ว ควรคำนึงถึงฐานะนั้น ๆ. เพราะเมื่อภิกษุทำอยู่อย่างนี้ ครั้นออกจากฌานอันเป็นบาทแล้ว ไม่คำนึงถึงฐานะที่คำนึงถึงในกาลก่อน คำนึงถึงปฏิสนธิเท่านั้น เพิก ถอนปฏิสนธิโดยไม่ชักช้าเพื่อทำนามรูป ในขณะจุติได้เป็นอารมณ์. เหมือนอย่างบุรุษผู้มีกำลังตัดต้นไม้ใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ชื่อฟ้าเรือน ยอด แม้ไม่สามารถจะตัดต้นไม้ใหญ่ด้วยคมขวานอันทื่อ โดยเพียง ตัดกิ่งและใบเท่านั้น อย่าทอดธุระควรไปโรงช่างเหล็กให้ลับขวานให้คม แล้วกลับมาตัดใหม่. เมื่อขวานไม่คมอีก ก็ควรให้ช่างเหล็กลับอีกแล้ว พึงตัด. บุรุษนั้นเมื่อตัดอยู่อย่างนี้ ในไม่ช้าก็จะโคนต้นไม้ใหญ่ลงได้ เพราะเมื่อตัดได้แล้ว ๆ ก็ไม่มีต้นไม้ควรตัดอีก และเพราะต้นไม้ที่จะ ตัดไม่มีแล้ว ฉะนั้น. ญาณที่เป็นไปเพราะทำนามรูปให้เป็นอารมณ์ตั้งแต่ การนั่งลงครั้งสุดท้ายจนถึงปฏิสนธิ ไม่ชื่อว่าบุพเพนิวาสญาณ แต่ญาณ นั้นชื่อว่า บริกรรมสมาธิญาณ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ญาณนี้เป็น อตีตังสญาณบ้าง. คำนั้นหมายถึงรูปาวจร เพราะอตีตังสญาณเป็นนรูปา- วจร จึงไม่ถูก. ก็ในกาลใดมโนทวาราวัชชนะก้าวล่วงปฏิสนธิของภิกษุ นั้นแล้ว ทำนามรูปอันเป็นไปแล้วในขณะจุติให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว อัปปนาจิตย่อมเกิดขึ้นโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในตอนก่อน. ในกาลนั้น ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้นของภิกษุนั้น ชื่อว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ. ภิกษุย่อมระลึกถึงชาติก่อน ด้วยสติอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน