เล่มที่ 68

ฏิจจสมุปบาท ๑๒ เหล่านั้น จึงแสดงสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอา...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 494


เนื้อหา

๙๘] บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะจำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เหล่านั้น จึงแสดงสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ แล้วจึงชี้แจงธรรมฐิติญาณ กล่าวบทมีอาทิว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ - ใน กรรมภพก่อน ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ ได้แก่ ในกรรมภพ ก่อน, อธิบายว่า เมื่อทำกรรมภพในอดีตชาติ. บทว่า โมโห อวิชฺชา - โมหะเป็นอวิชชา ความว่า หลงด้วย โมหะในทุกข์เป็นต้นแล้วทำกรรม, นั้นคือ อวิชชา . บทว่า อายูหนา สงฺขารา - กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความว่า เจตนาก่อนของผู้ทำกรรมนั้น, เจตนาก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้คิดว่า เราจักให้ทานดังนี้ แล้วสละอุปกรณ์การให้เดือนหนึ่งบ้าง ปีหนึ่งบ้าง. เจตนา ท่านกล่าวว่า ภพ เพราะวางทักษิณาไว้บนมือของ ปฏิคคาหก. เจตนาในอาวัชชนะ ๑ หรือในชวนะ ๖ ชื่อว่า กรรมที่ ประมวลมาเป็นสังขาร. เจตนาในชวนะที่ ๗ เป็นภพ. อนึ่ง เจตนา อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นภพ. ชื่อว่า การประมวลมาเป็นสังขาร เพราะ สัมปยุตด้วยเจตนานั้น. บทว่า นีกนฺติ ตณฺหา - ความใคร่เป็นตัณหา ความว่า ความ ใคร่ ความปรารถนาในอุบัติภพอันเป็นผลของผู้ทำกรรม ชื่อว่า ตัณหา . บทว่า อุปคมนํ อุปาทานํ - ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน. ความว่า การเข้าถึง คือ ความถือมั่นอันเป็นปัจจัยแห่งกรรมภพเป็นไปแล้วว่า เมื่อทำกรรมนี้จักสำเร็จความประสงค์ ดังนี้ก็ดี เราทำกรรมนี้แล้ว จักได้เสวยกรรมในฐานะโน้น ดังนี้ก็ดี อัตตาคือตัวตนขาดสูญ ขาดสูญ.- ด้วยดีแล้วก็ดี มีความสุขปราศจากความเดือดร้อนก็ดี บำเพ็ญศีลพรตได้ โดยสะดวกก็ดี นี้ชื่อว่า อุปาทาน .


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน