เล่มที่ 66

บทว่า ตํ ตํ ปจฺจยํ ปฏิจฺจ อุปฺปนฺโน เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 57


เนื้อหา

บทว่า ตํ ตํ ปจฺจยํ ปฏิจฺจ อุปฺปนฺโน เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย นั้น ๆ คือปัจจุบัน. บทว่า รตฺโตติ นูปสงฺเขยฺโย คือ อันใคร ๆ นับ ไม่ได้ว่าเป็นผู้กำหนัดด้วยความยินดี. แม้ในตอนต่อ ๆ ไปก็มีนัยนี้เหมือน กัน. พึงทราบความเป็นไปตามความเพลิน อันได้แก่ความเป็นไปด้วย ตัณหาและทิฏฐิ ด้วยอำนาจรูปที่ประณีตและน่าพึงพอใจเป็นต้น แม้ใน บทมีอาทิว่า เอวํรูโป สิยา พึงเป็นผู้มีอย่างนี้เป็นรูปดังนี้. บทว่า น ปณิทหติ คือ ไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจความปรารถนา. บทว่า อปฺปณิธาน- ปจฺจยา เพราะเหตุไม่ตั้งใจไว้ คือเพราะเหตุไม่ตั้งความปรารถนาไว้. บทว่า อสนฺตาสี ผู้ไม่สะดุ้ง คือไม่สะดุ้งเพราะไม่ได้นั้น ๆ. บท ว่า อวิกตฺถี ผู้ไม่โอ้อวด คือมีปกติไม่โอ้อวดด้วยศีลเป็นต้น. บทว่า อกุกฺกุจฺโจ ไม่มีความคะนอง คือเว้นจากความคะนองมือเป็นต้น. บทว่า มนฺตภาณี พูดด้วยปัญญา คือกำหนดด้วยปัญญาก่อนแล้วจึงกล่าว. บทว่า อนุทฺธโต ไม่ฟุ้งซ่าน คือเว้น จากการฟุ้งซ่าน. บทว่า สเว วาจายโต สำรวมวาจา คือสำรวมระวังการพูด เป็นผู้กล่าววาจาเว้น จากโทษ ๔ ประการ. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่โกรธในคำว่าผู้ไม่โกรธ คือเว้น จากความโกรธ ก็แต่ว่าความโกรธควรกล่าวก่อนที่จะกล่าวคำใด. บทว่า โกโธ ตาว วตฺตพฺโพ ได้แก่ ควรกล่าวความโกรธก่อน. บทว่า ทสหากาเรหิ โกโธ ชายติ ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง. บทว่า อนตฺถํ เม อจริ เขาได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา คือ ได้กระทำความไม่เจริญให้แก่เรา. พึงทราบความในทุกบทโดยทำนองนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดในที่ไม่ใช่ฐานะ คือไม่ใช่เหตุที่ควร โกรธ เพราะบางคน ฝนตกมากก็โกรธ ฝนไม่ตกเลยก็โกรธ พระอาทิตย์ ร้อนไปก็โกรธ ไม่ร้อนก็โกรธ เมื่อลมพัดก็โกรธ ไม่พัดก็โกรธ ไม่ สามารถจะกวาดใบไม้ที่ต้นโพธิ์ได้ก็โกรธ ไม่สามารถจะห่มจีวรได้ก็โกรธ ลม สะดุดหกล้มก็โกรธตอ ท่านกล่าวว่า ความอาฆาตย่อมเกิดในที่อัน ไม่ใช่ฐานะหมายถึงข้อนี้. ความต่างแห่งกรรมบถย่อมมีได้เพราะเกิดขึ้น ปรารภสัตว์ทั้งหลายในฐานะ ๙ อย่างในหนหลังนั้น. แต่ความอาฆาตในที่ ไม่ใช่ฐานะเกิดในสังขารทั้งหลายย่อมไม่กระทำความต่างแห่งกรรมบถ. จิต ปองร้ายเพราะจิตเกิดอาฆาต. ความมุ่งร้ายมีกำลังกว่า. ความขัดเคืองด้วย อำนาจความเบียดเบียน. ความขุ่นเคืองเพราะโกรธตอบ. ความเคืองด้วย อำนาจความโกรธ. บทว่า ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ เพิ่มด้วยอำนาจ ของอุปสัค. ความชังด้วยอำนาจการประทุษร้าย. บทว่า ความชังทั่ว ความ ชังเสมอ เพิ่มด้วยอำนาจของอุปสัค. ความที่จิตเห็นผิด อาการเห็นผิด อาการเปลี่ยนแปลง ชื่อว่าความพยาบาทแห่งจิต. ชื่อว่าความประทุษร้าย ทางใจเพราะใจเกิดประทุษร้าย. ความโกรธด้วยอำนาจความเคือง. กิริยาที่ โกรธมีอาการเคือง. ความเป็นผู้โกรธคือความเป็นผู้เคือง. ความชังเพราะ ความประทุษร้าย. อาการชังคือกิริยาที่ชัง. ความเป็นผู้ชังคือความเป็นผู้ ประทุษร้าย. ความพยาบาทคือความปองร้ายเพราะละภาวะเดิม. อาการ ปองร้ายคือกิริยาที่พยาบาท. ความพิโรธเพราะความมุ่งร้าย. ความพิโรธ ตอบเพราะความมุ่งร้ายบ่อย ๆ. บทนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจของอาการพิโรธ และอาการพิโรธตอบ. คนกระด้างดุร้ายท่านกล่าวว่า ความเป็นผู้ดุร้าย ความเป็นผู้ดุร้ายชื่อว่าจัณฑิกกะ. ชื่อว่าเป็นผู้เพาะวาจาชั่ว เพราะไม่เป็นผู้ เพาะวาจาดี การพูดชั่วยังไม่บริบูรณ์ทีเดียว. จริงอยู่ ในเวลาโกรธย่อมไม่มี คำพูดที่บริบูรณ์. แม้บทว่าวาจาบริบูรณ์จะมีแก่ใคร ๆ ก็ไม่เป็นประมาณ. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ชื่อว่า อัสสุโรปะ เพราะเพาะน้ำตา ด้วยอรรถ ว่าให้เกิดน้ำตา. นั่นไม่ใช่เหตุเพราะแม้ดีใจก็เกิดน้ำตาได้. ความไม่แช่มชื่น แห่งจิตเพราะไม่มีใจแช่มชื่น โดยตรงกันข้ามกับมีใจแช่มชื่นดังได้กล่าวไว้ ในหนหลัง. ก็เพราะความไม่แช่มชื่นแห่งจิตนั้นย่อมมีแก่จิตเท่านั้นไม่มี แก่สัตว์ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า จิตฺตสฺส แห่งจิต. บทว่า อธิมตฺตปริตฺตตา เวทิตพฺพา ควรรู้ความโกรธมากโกรธน้อย คือความมากและความน้อย อธิบายว่า ความโกรธมีกำลังมากและมีกำลังอ่อน. บทว่า กิญฺจิ กาเล คือ บางครั้ง. ปาฐะว่า กิญฺจิ กาลํ บางเวลาบ้าง. บทว่า จิตฺตาวิล- กรณมตฺโต โหติ คือ ความโกรธเป็นเพียงทำจิตให้ขุ่นมัว. อธิบายว่า เป็นเพียงทำจิตให้เศร้าหมอง. ปาฐะว่า จิตฺตปิฬากรณมตฺโต เป็น เพียงกระทำการบีบคั้นจิตบ้าง. นั้นไม่ดี. อธิบายว่า เป็นเพียงทำจิตนั้น ให้ลำบาก. บทว่า น จ ตาว มุขกุลานวิกุลาโน โหติ แต่ยังไม่ ถึงให้หน้าเง้าหน้างอก็มี คือไม่ถึงทำหน้าเบี้ยวหน้าบูดก็มี. บทว่า น จ ตาว หนุสญฺโจปโน โหติ ความโกรธไม่ถึงทำให้คางสั่นก็มี คือไม่ถึง ทำให้คางสั่นไปมาก็มี. บทว่า น จ ตาว ผรุสวาจํ นิจฺฉารโณ โหติ ความโกรธยังไม่ให้เปล่งผรุสวาจาก็มี คือความโกรธยังไม่ถึงออกภายนอก ด้วยการเปล่งผรุสวาจาตัดจุดสำคัญของร่างกายของตนอื่น. บทว่า น จ ตาว ทิสาวิทิสํ อนุวิโลกโน โหติ ความโกรธไม่ถึงให้เหลียวดูทิศต่าง ๆ ก็มี คือไม่ถึงให้เหลียวดูทิศน้อยบ่อย ๆ เพื่อหาท่อนไม้เป็นต้น เพื่อเงื้อตี คนอื่น. บทว่า น จ ตาว ทณฺฑสตฺถปรามสโน โหติ ความโกรธ ยังไม่ถึงจับท่อนไม้และศัสตราก็มี คือไม่ถึงจับท่อนไม้และศัสตรามีคมข้าง เดียวเป็นต้น เพื่อความอาฆาต. บทว่า น จ ตาว ทณฺฑสตฺถํ อพฺภุกฺ- กิรโณ โหติ ความโกรธยังไม่ถึงเงื้อท่อนไม้และศัสตราก็มี คือไม่ถึง- เงื้อท่อนไม้และศัสตราประหารดังที่กล่าวไว้แล้วก็มี. บทว่า น จ ตาว ทณฺฑสตฺถํ อภินิปาตโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงให้ท่อนไม้และศัสตรา ถูกต้องก็มี คือยังไม่ถึงขว้างท่อนไม้และศัสตราสองอย่างเพื่อประหารคน อื่น. บทว่า น จ ตาว ฉิทฺทวิฉิทฺหกรโณ โหติ ความโกรธยังไม่ถึงทำ ให้เป็นแผลใหญ่ก็มี คือไม่ทำให้ร่างกายคนอื่นแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วย การขว้างท่อนไม้และศัสตราเป็นต้น และไม่ทำให้เป็นแผลโดยอาการหลาย อย่าง. ปาฐะว่า ฉินฺหวิฉินฺทกรโณ ก็มีบ้าง. บทว่า น จ ตาว สมฺภญฺชนปลิภญฺชโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงทำให้กระดูกหักก็มี คือ ยังไม่ถึงทำให้ร่างกายขาดเป็นจุณวิจุณไป. บทว่า น จ ตาว องฺคมงฺคา- ปกฑฺฒโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่หลุดไปก็มี คือ ยังไม่ถึงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่แหลกละเอียดไป. บทว่า น จ ตาว ชีวิตา ปนาสโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงให้ชีวิตดับก็มี คือยังไม่ถึงให้ชีวิตินทรีย์ ดับ. บทว่า น จ ตาว สพฺพงฺคปริจฺจาคาย สณฺ€ิโต โ หติ ความโกรธ ไม่ถึงเสียสละชีวิตของตนให้หมดไปก็มี คือยังไม่ถึงเพื่อให้ชีวิตทั้งหมดของ ผู้อื่นพินาศ หรือชีวิตของตนพินาศ. ข้อนี้ท่านอธิบายว่า เมื่อใดดำรงอยู่ เพื่อฆ่าผู้อื่นแล้วจึงฆ่าคน เมื่อนั้นชื่อว่าสละอวัยวะให้หมด. สมดังที่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้ย่อมอยู่เป็นสุข ฆ่าความ โกรธได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดูก่อนพราหมณ์ พระอริย- เจ้าทั้งหลาย ทรงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีราก เป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธได้ แล้วย่อมไม่เศร้าโศก.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน