เล่มที่ 63
เมื่อไรเราจักละภาชนะทองคำน้ำหนักร้อยปัลละ จำหลักลวดลายนับด้ว...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 93
เนื้อหา
เมื่อไรเราจักละภาชนะทองคำน้ำหนักร้อยปัลละ จำหลักลวดลายนับด้วยร้อย ออกบวช ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรกองช้างซึ่งประดับประดาด้วยเครื่อง อลังการทั้งปวงเป็นต้น จนถึงเหล่านางสนมกำนัลผู้ เชื่อฟังคำสั่ง พูดจาน่ารัก เป็นที่สุด ผู้ติดตามเราไป เขาจักไม่ติดตามเราอันใด ความที่พวกนั้น ๆ ไม่ติด ตามเรานั้น จักมีจักเป็นได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักได้ปลงผมห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตร เที่ยวบิณฑบาต จักทรงผ้าสังฆาฏิอันทำด้วยผ้าบังสุกุล ที่เขาทิ้งไว้ตามถนนหนทาง เมื่อฝนตกเจ็ดวัน จักมี จีวรเปียกซุ่มเที่ยวบิณฑบาต จักจาริกไปตามต้นไม้ ตามราวป่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เที่ยวไปโดยไม่ เหลียวแลถึงกิจการอันใดอันหนึ่ง จักละความกลัว ความขลาดให้เด็ดขาด จักอยู่ผู้เดียวตามภูเขาและ สถานที่อันลำบาก จักทำจิตให้ตรง ดุจคนดีดพิณ ดีดสายทั้งเจ็ดให้เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักตัดเสียซึ่งกามสังโยชน์ อันเป็นของ ทิพย์และของมนุษย์ ดุจช่างรถตัดรองเท้าโดยรอบ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทา เป็นบทกำหนดเวลา. บทว่า ผิตํ ความว่า แพร่ คือเต็มด้วยผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น. บทว่า วิภตฺตํ ภาคโส มตํ ความว่า อันนายช่างผู้สร้างพระนครผู้ฉลาด แบ่งสถานที่เป็น พระราชนิเวศเป็นต้น ปันส่วนเป็นประตูและถนน. บทว่า ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ความว่า การละพระนครเห็นปานนี้ ออกบวชนั้น จักมีได้เมื่อไร. บทว่า สพฺพโต ปภํ ความว่า ประกอบด้วยแสงสว่างแห่งเครื่องประดับ โดยรอบ. บทว่า พหุปาการโตรณํ ความว่า ประกอบด้วยกำแพงหนาแน่น และประตูหอรบ. บทว่า ทฬฺหมฏฏาลโกฏฺกํ ความว่า ประกอบด้วยป้อม และซุ้มประตูมั่นคง. บทว่า ปีฬิตํ ความว่า เกลื่อนกล่น. บทว่า ติปุรํ ความว่า ประกอบด้วยกำแพงสามชั้น คือ มีกำแพงสามชั้น อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ล้อมรอบสามรอบ. บทว่า ราชพนฺธนึ ความว่า เป็นเมืองที่เต็น ไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์สามชั้นทีเดียว บทว่า โสมนสฺเสน ความว่า พระเจ้าวิเทหราชมีพระนามอย่างนี้. บทว่า นิจฺจิเต ได้แก่ สะสมธัญญาหาร เป็นต้นอุดมสมบูรณ์. บทว่า อชฺเชยฺย ได้แก่ หมู่ปัจจามิตรเอาชนะไม่ได้. บทว่า จนฺทนโผสิเต ได้แก่ ประพรมด้วยจันทน์แดง. บทว่า โขมโกทุมฺ- พรานิ ได้แก่ ผ้าที่เกิดแต่โขมรัฐและโกทุมพรรัฐ. บทว่า หตฺถิคุมฺเพ ได้แก่ โขลงช้าง. บทว่า เหมกปฺปนิวาสเส ได้แก่ ประกอบด้วยของสำเร็จ รูปกล่าวคือเครื่องประดับศีรษะล้วนแล้วไปด้วยทอง และข่ายทอง บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่าหัตถาจารย์. บทว่า อาชานีเย จ ชาติเย ได้แก่ ฝูงม้าทั้งหลายเช่นนั้น ชื่ออาชาไนย เพราะรู้เหตุและมิใช่เหตุ ชื่อมีชาติ เพราะสมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่าอัศวาจารย์. บทว่า อินฺทิยา จาปธาริภิ ได้แก่ ทรงไว้ซึ่งดาบและแล่งศร. บทว่า รถเสนิโย ได้แก่ เวยฺยคฺเฆ บทว่า สนฺนทฺเธ ได้แก่ สวมเกราะด้วยดี. บทว่า ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ ได้แก่ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง. บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่ารถาจารย์. บทว่า สชฺฌุรเถ ได้แก่ รถเงิน ประกอบรถ เทียมแพะ รถเทียมแกะ รถเทียมเนื้อ เพื่อความงดงาม. บทว่า อริยคเฆ ได้แก่ หมู่พราหมณ์ ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีวาจาระประเสริฐใน เวลานั้น เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวถึงพราหมณ์เหล่านั้นอย่างนี้ บทว่า หริจนฺทนลิตฺตงฺเค ได้แก่ มีสรีระไล้ทาด้วยจันทน์สีทอง พระ- มหาสัตว์กล่าวว่า สตฺตสตา หมายเอาเฉพาะภริยาที่รักเท่านั้น บทว่า สุสญฺา ได้แก่ สำรวมแล้วด้วยดี. บทว่า อสฺสวา ได้แก่ ทำตามถ้อยคำ บทว่า สตปลฺลํ ได้แก่ สร้างด้วยทองคำหนักร้อยปัสละ. บทว่า กํสํ ได้แก่ ถาด. บทว่า สตราชิกํ ได้แก่ ประกอบด้วยลวดลายด้านหลังร้อยลาย บทว่า ยนฺตํ มํ ความว่า ผู้ติดตามทั้งหลาย เมื่อไรจักไม่ติดตามเราผู้ไปไพรสณฑ์ คนเดียวเท่านั้น. บทว่า สตฺตาหํ เมเฆ ได้แก่ เมื่อเมฆฝนตั้งขึ้นตลอด เจ็ดวัน ความว่า เวลาฝนตกตลอดเจ็ดวัน. บทว่า สพฺพณฺหํ แปลว่า ตลอดคืนตลอดวัน. บทว่า วีณรุชฺชโก แปลว่า ผู้บรรเลงพิณ. บทว่า กามสํโยชเน ได้แก่ กามสังโยชน์. บทว่า ทิพฺเพ แปลว่า เป็นของทิพย์ บทว่า มานุเส แปลว่า เป็นของมนุษย์.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน