เล่มที่ 54

พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้เป็นยอดฤษี พระ องค์ที่ ๗

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 183


เนื้อหา

ในลำดับนั้นเทวดาและพรหม ต่างก็ทำความ ประพฤติตามโลกธรรมตามสมควรแก่กาลแล้ว เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้เป็นยอดฤษี พระ องค์ที่ ๗. ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกท่านพระอา- นนท์ผู้พหูสูตมาสั่งว่า อานนท์ เธอจงไปประกาศ ให้ภิกษุทั้งหลาย ทราบถึงการนิพพานของพระมารดา เวลานั้น ท่านพระอานนท์ผู้ร่าเริง ก็ไร้ความร่าเริงมี ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา ได้กล่าวด้วยเสียงร้องไห้ว่า ขอภิกษุทั้งหลายผู้เป็นโอรสของพระสุคต ซึ่งอยู่ใน ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ จงมาประชุมกัน ภิกษุณีผู้ทำพระสรีระสุดท้ายของ พระมุนีให้เติบโตด้วยน้ำมัน มีนามว่าพระปชาบดี โคตมีเถรีนิพพานถึงความสงบเหมือนดวงดาวทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยฉะนั้น พระเถรีตั้งบัญญัติทำให้ รู้กันทั่วไปว่า เป็นพระพุทธมารดา นิพพานแล้วใน ที่ใด ถึงคนมี ๕ ตาก็แลไม่เห็น ในที่นั้นพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้นำ ทรงเห็นได้ ขอพระโอรสของ พระสุคตผู้มีความเชื่อในพระสุคต หรือเป็นศิษย์ของ พระมหามุนี จงทำสักการะแด่พระพุทธมารดาเถิด ภิกษุทั้งหลายถึงอยู่ไกล ได้ฟังคำประกาศนั้นแล้วก็รีบ มา บางพวกมาด้วยพุทธานุภาพ บางพวกที่ฉลาดใน ฤทธิ์ก็มาด้วยฤทธิ์ ต่างช่วยกันยกเอาเตียงที่พระโคตมี เถรีหลับขึ้นไว้ในเรือนยอด [เมรุ] อันประเสริฐ น่า รื่นรมย์ ทำด้วยทองล้วนๆ งดงาม ท้าวโลกบาลทั้ง สี่เอาบ่าเข้ารองรับเรือนยอด ทวยเทพที่เหลือมีท้าว สักกะเป็นต้นเข้าช่วยรับเรือนยอด ก็เรือนยอดทั้งหมด มี ๕๐๐ หลัง แท้จริงวิสสกรรมเทพบุตรเนรมิตมีสี เหมือนดวงอาทิตย์ในสรทกาล ทวยเทพทั้งหลายได้ แบกภิกษุณีทุกๆ รูปที่นอนอยู่บนเตียงแล้ว นำเอา ออกไปตามลำดับ พื้นนภากาศถูกเอาเพดานบังไว้ทั่ว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์พร้อมทั้งดวงดาวซึ่งสำเร็จด้วย ทองได้ถูกติดประดับไว้ที่เพดานนั้น ธงปฏากได้ถูกยก ขึ้นไว้เป็นอันมาก จิตกาธารทั้งหลายมีดอกไม้เป็น เครื่องปกคลุม ดอกบัวที่เกิดขึ้นในอากาศเอาปลายลง ดอกไม้ผุดขึ้นจากแผ่นดิน ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ คนมองดูเห็นได้ และดาวทั้งหลายส่องแสงระยิบระยับ อนึ่ง ดวงอาทิตย์ถึงจะโคจรไปในเวลาเที่ยง ก็ไม่ทำ ใคร ๆ ให้ร้อน เหมือนดวงจันทร์ ทวยเทพทั้งหลาย พากันบูชาด้วยของทิพย์คือของหอมและดอกไม้ที่หอม ตระหลบ และการฟ้อนรำขับร้องดีดสีตีเป่า พวกนาค อสูรและพรหม ต่างก็พากันบูชาพระพุทธมารดาผู้นิพ- พานแล้ว กำลังถูกเขานำออกไปตามสติกำลัง ภิกษุณี ทั้งหลาย ผู้เป็นโอรสของพระสุคต ซึ่งนิพพานแล้ว ทั้งหมด เชิญไปข้างหน้า พระปชาบดีโคตมีเถรี พุทธมารดา ผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะเชิญเอาไป ข้างหลัง เทวดา มนุษย์ พร้อมด้วย นาค อสูรและ พรหมไปข้างหน้า ข้างหลังพระพุทธเจ้าพร้อมด้วย พระสาวกเสด็จไปเพื่อบูชาพระมารดา การปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้าหาได้เป็นเช่นนี้ไม่ การปรินิพพาน ของพระปชาบดีโคตมีเถรี อัศจรรย์ยิ่งนัก ในเวลา พระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุ ทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นต้น เหมือนในเวลา พรูปชาบดีโคตมีเถรีนิพพาน ซึ่งมีพระพุทธเจ้าและ ภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ชนทั้งหลายช่วย กันทำจิตกาธารซึ่งสำเร็จด้วยของหอมล้วนและเกลื่อน ไปด้วยจุรณแห่งเครื่องหอม แล้วเผาภิกษุณีเหล่านั้น บนจิตกาธารนั้น ส่วนแห่งสรีระนอกนั้นถูกไฟไหม้สิ้น เหลือแต่อัฐิ ในเวลานั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าว วาจาอันให้เกิดความสังเวชว่า พระปชาบดีโคตมีเถรี เข้านิพพานแล้ว พระสรีระของพระเถรีก็ถูกเผาแล้ว การนิพานของพระพุทะเจ้าน่าสังเกต อีกไม่นานก็ คงจักมี ต่อจากนั้น ท่านพระอานนท์อันพระพุทธเจ้า ทรงตักเตือนท่าน ได้น้อมพระธาตุของพระปชาบดี- โคตมีเถรี ซึ่งอยู่ในบาตรของพระเถรีเข้ามาถวายแด่ พระโลกนาถพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้เป็นฤษีพระองค์ ที่ ๗ ได้ประคองพระธาตุเหล่านั้นด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้ว ตรัสว่า เพราะสังขารเป็นสภาพไม่เที่ยง โคตมีผู้เป็น ใหญ่กว่าหมู่ภิกษุณียังต้องนิพพาน เหมือนลำต้นของ ต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่นยืนต้นอยู่ ถึงจะใหญ่โตก็ต้องผุพัง ไปฉะนั้น ดูเอาเถิดอานนท์ พระพุทธมารดาแม้ นิพพานแล้วเหลือแต่เพียงสรีระ ก็ไม่มีความเศร้าโศก ปริเทวนาการ.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน