เล่มที่ 54

ข้าแต่พระนโรดม ชนเหล่าใดได้สดับพระดำรัส ของพระองค์อันไพเราะน...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 178


เนื้อหา

ข้าแต่พระนโรดม ชนเหล่าใดได้สดับพระดำรัส ของพระองค์อันไพเราะน่าปลื้มใจ กำจัดโทษเป็น ประโยชน์เกื้อกูลชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ข้าแต่ พระมหาวีระ หม่อมฉันเอาใจใส่การบูชาพระบาทของ พระองค์ ข้ามพ้นทางกันดารคือสงสารได้ ด้วยพระ- สุนทรกถาของพระองค์ผู้ทรงศิริจึงชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ลำดับนั้นพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้มีวัตรอันงาม ประกาศในหมู่พระภิกษุสงฆ์แล้วไหว้พระราหุล พระ อานนท์และพระนันทะ และได้ตรัสดังนี้ว่า ลูกเอ๋ย แม่ เบื่อหน่ายในร่างกายซึ่งเสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษเป็น ที่พักของโรค เป็นเรือนร่างของทุกข์ เป็นที่โคจรของ ชราและมรณะ อาเกียรณ์ไปด้วยมลทินโทษต่างๆ ต้องอาศัยผู้อื่น ปราศจากเรี่ยวแรง ด้วยเหตุนั้น แม่จึง ปรารถนาจะนิพพานเสีย ลูกเอ๋ย พ่อจงเข้าใจแม่เถิด พระนันทเถระและพระราหุลผู้น่ารัก เป็นผู้ปราศจาก ความโศก ไม่มีอาสวะ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีปัญญามี ความเพียรก็ได้คิดถึงธรรมดาว่า น่าติโลก ที่ปัจจัยปรุง แต่ง ปราศจากแก่นสารเปรียบด้วยต้นกล้วย เช่นเดียว กับมายากลและพยัพแดด นอกจากนี้ยังไม่มั่นคง พระ- ปชาบดีโคตมีเถรี พระมาตุจฉาของพระชินพุทธเจ้า พระองค์นี้เป็นผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ต้องถึงมรณะ ซึ่ง ไม่เที่ยงเป็นสังขตธรรมทุกอย่างในที่ใด ก็ครั้งนั้นท่าน พระอานนท์พุทธอนุชา ซึ่งเป็นคนสนิทของพระชิน- พุทธเจ้ายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตาร้องไห้ คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร ณ ที่นั้นว่า พระโคตมีเถรี ตรัสอยู่หลัด ๆ ก็เสด็จไปนิพพานไม่นานเลย แม่พระ- พุทธเจ้าก็คงเสด็จไปนิพพานแน่นอน เปรียบเหมือน ไฟที่หมดเชื้อแล้วฉะนั้น พระโคตมีเถรีได้ตรัสกะท่าน พระอานนท์ผู้มีสุตะคือปริยัติอันล้ำลึกดังสาคร[พหูสูต] เอาใจใส่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าซึ่งพร่ำรำพัน อยู่ดังกล่าวมาว่า ลูกเอ๋ย เมื่อกาลน่าร่าเริงปรากฏขึ้น แล้ว พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของแม่ การ นิพพานของแม่ใกล้เข้ามาแล้วลูกเอ๋ย พระศาสดา พ่อ ได้ทูลเชื้อเชิญแล้วจึงได้ทรงอนุญาตให้แม่บวช ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเสียใจไปเลยความยากลำบากของพ่อมีผล ก็บท ใดอาจารย์ฝ่ายเดียรถีย์เก่า ๆ ไม่เห็น บทนั้นเด็กหญิงซึ่ง มีอายุ ๗ ขวบก็รู้แจ้งประจักษ์แล้ว พ่อจงรักษาพระ- พุทธศาสนาไว้ แม่เห็นพ่อครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายบุคคล ไปในทิศใดแล้วไม่ปรากฏ แม่ก็จะไปในทิศนั้นนะลูก ในกาลบางคราวพระนายกผู้เลิศในโลกกำลังทรงแสดง ธรรมอยู่ทรงไอแล้ว ครั้งนั้นแม่เกิดสงสารกล่าววาจา ถวายพระพรว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงมี พระชนม์อยู่นาน ๆ ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จง ดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป เพื่อความเกื้อกูลและประ- โยชน์แก่โลกทั้งปวงเถิด ขออย่าให้พระองค์ทรงพระ ชราและปรินิพพานเลย พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ ตรัสกะแม่ผู้กราบทูลเช่นนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนโคตมี พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่บุคคลจะพึงไหว้เหมือนอย่าง ที่เธอไหว้อยู่ดอก แม่ได้ทูลถามว่า ก็แลด้วยประการไร เล่า พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่พึงไหว้ พระองค์ อันหม่อมฉันทูลถามแล้วโปรดตรัสบอกเหตุนั้นแก่ หม่อมฉันเถิด พระองค์ตรัสตอบว่า เธอจงดูพระสาวก ทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ใจเด็ดเดี่ยว มีความบาก บั่นมั่นคงเป็นนิตย์พร้อมเพรียงกัน นี้เป็นการไหว้พระ พุทธเจ้าทั้งหลาย ต่อแต่นั้นแม่ก็ไปสำนักภิกษุณีอยู่ผู้ เดียว ก็คิดได้ว่า พระนาถะผู้ถึงที่สุดแห่งไตรภพทรง ป้องกันบริษัทที่สามัคคีกัน เอาเถิด แม่จักปรินิพพาน เสีย ขออย่าได้เห็นความวิบัตินั้นเลย แม่ครั้นคิดดังนั้น แล้วได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระผู้เป็นฤษีพระองค์ที่ แล้วได้กราบทูลถึงกาลเป็นที่ปรินิพพานกะพระผู้นำ พิเศษ ลำดับนั้นพระองค์ได้ทรงอนุญาตว่า จงรู้กาลเอา เองเถิดโคตมี แม่เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวง ขึ้นได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกได้เหมือนช้างพังตัดเชือก แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่แม่มาในสำนักของ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ แม่ก็บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า แม่ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ แม่ทำให้แจ้งแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้า แม่ได้ทำเสร็จแล้ว.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน