เล่มที่ 47
นผู้เขลา ในลัทธินี้เล่า เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่า เ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 655
เนื้อหา
อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่น ในลัทธิของตนจะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลา ในลัทธินี้เล่า เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่า เป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่บริสุทธิ์ ก็พึง นำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนถ่ายเดียว. เดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัย ทิฏฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็นต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละการ วินิจฉัยทิฏฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำ ความทะเลาะวิวาทในโลก ฉะนี้แล. จูฬวิยูหสูตร มีคำเริ่มต้นว่า สกํ สกํ ทิฏฺิปริพฺพสานา สมณ- พราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ดังนี้เป็นต้น. พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ? ในมหาสมัยนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้ก็เพื่อ ประกาศความนั้นแก่เทวดาบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นแล้วว่า ผู้ถือทิฏฐิเหล่านี้ ทั้งหมดกล่าวว่า เราเป็นผู้ดี ผู้ถือทิฏฐิว่าเราเป็นผู้ดีเหล่านี้ตั้งอยู่ในทิฏฐิของตน เท่านั้นหรือว่ารับทิฏฐิแม้อื่นด้วยทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์โดยนัยก่อน นั่นแล. ในสูตรนั้นสองคาถาข้างต้นเป็นคาถาถามนั่นเอง. ในคาถาเหล่านั้น คาถาว่า สกํ สกํ ทิฏฺิปริพฺพสานา คือยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ. บทว่า วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ ถือมั่นทิฏฐิแล้วปฎิญาณว่าพวกเราเป็น ผู้ฉลาด คือ ถือมั่นทิฏฐิเเรงกล้าแล้วปฏิญาณว่า เราเป็นผู้ฉลาดในทิฏฐินั้น พูดมาก ๆ ไม่พูดหนเดียว. บทว่า โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม ผู้นั้นคัดค้านธรรม ถือทิฏฐินี้ ความว่า ผู้ใดรู้อย่างนี้หมายถึงทิฏฐินั้น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฏฐิ คัดค้านธรรมคือทิฏฐินี้อยู่ บัณฑิตกล่าวว่าผู้นั้นเป็นคนเลว. บทว่า พาโล คือ เป็นคนเลว. บทว่า อกุสโล คือ เป็นคนไม่ฉลาด. อีกสามคาถาเป็น คาถาแก้. คาถาเหล่านั้นประมวลความที่กล่าวแล้วด้วยกึ่งคาถาก่อนโดยกึ่งคาถา หลัง. พระสูตรนี้ได้ชื่อว่า จูฬพยูหะ เพราะมีความน้อยกว่าสูตรก่อน ด้วยการ ประมวลนั้น.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน