เล่มที่ 47
พึงทราบความแห่ คาถาที่ห้า ต่อไป ก็เมื่อไม่กำหนดคือไม่สำคัญทิ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 605
เนื้อหา
พึงทราบความแห่ คาถาที่ห้า ต่อไป ก็เมื่อไม่กำหนดคือไม่สำคัญทิฏฐิ อย่างนี้ ภิกษุละความเห็นว่าเป็นตนได้แล้ว ไม่ถือมั่นอยู่ คือละสิ่งที่ตนถือมา ก่อน แล้วไม่ถือสิ่งอื่น ย่อมไม่กระทำนิสัย ๒ อย่าง (ตัณหานิสัยและทิฏฐิ นิสัย) ในญาณมีประการดังกล่าวแล้วแม้นั้น ก็เมื่อไม่กระทำ ภิกษุนั้นแล ไม่ เป็นผู้แล่นไปเข้าพวก ในสัตว์ทั้งหลายผู้แตกต่างกันด้วยอำนาจทิฏฐิต่าง ๆ เป็น ผู้ไม่ไปด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น ย่อมไม่กลับมาสู่ทิฏฐิแม้อะไร ๆ ใน ทิฏฐิ ๖๒. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถา ๓ คาถา มีอาทิว่า ยสฺสูภยนฺเต ดังนี้ เพื่อกล่าวสรรเสริญพระขีณาสพ ดังได้กล่าวแล้วในคาถานี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อุภยนฺเต ในส่วนสุดท้องสอง คือผัสสะเป็น ต้น ดังได้กล่าวไว้แล้วในก่อน. ปณิธิ ได่แก่ ตัณหา. บทว่า ภวาภวาย คือเพื่อความเกิดบ่อย ๆ บทว่า อิธ วา หุรํ วา ในโลกนี้หรือในโลกอื่น คือ ในโลกนี้มีอัตภาพของตนเป็นต้น หรือในโลกอื่นมีอัตภาพของผู้อื่นเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺเ วา ในรูปที่ได้เห็น คือในความบริสุทธิ์ของรูปที่ได้เห็น. ใน เสียงที่ได้ฟังก็มีนัยนี้. บทว่า สญฺา ได้แก่ ทิฏฐิอันเกิดแต่สัญญา. บทว่า ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส แม้ธรรมทั้งหลายพราหมณ์เหล่านั้นก็มิได้ ปกปิดไว้ คือแม้ธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ พราหมณ์เหล่านั้นมิได้ปกปิดไว้ อย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นเป็นของจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ. ดังนี้. บทว่า ปารํ คโต น ปจฺเจติ ตาที ผู้ถึงฝั่งแล้วเป็นผู้คงที่ไม่กลับมาอีก คือ ผู้ถึงฝั่งคือนิพพาน แล้วเป็นผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ ย่อมไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้ด้วยมรรคนั้น ๆ อีก. บทที่เหลือชัดแล้วทั้งนั้น.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน