เล่มที่ 47

นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้ว ในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการย...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 587


เนื้อหา

นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้ว ในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วย ทิฏฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชน ย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความ ยึดมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้น. บุคคลผู้มีปัญญา ไม่มีทิฏฐิอัน ปัจจัยกำหนดแล้วในภพน้อยภพใหญ่ ในโลก ไหน ๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละมายาและ มานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติ พิเศษในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ. ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฏฐิ ย่อมเข้า ถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าว กะพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ ผู้กำ- หนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วย ความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาด สูญ ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นเลย เพราะ พระขีณาสพนั้น ละทิฏฐิได้ทั้งหมดในอัต- ภาพนี้ ฉะนี้แล. ทุฏฐัฏฐกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า วทนฺติ เว ทุฏฺ€มนาปิ เดียรถีย์ บางพวกมีใจประทุษร้ายย่อมติเตียนโดยแท้ ดังนี้. พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเกิดแห่งคาถาต้นไว้ในพระสูตรแล้ว. พวก เดียรถีย์ทนไม่ได้ที่เห็นลาภสักการะเกิดขึ้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ จึงส่งนางสุนทรีปริพาชิกาไป. นัยว่านางสุนทรีปริพาชิกานั้นเป็นนางงามประจำ ชนบท ได้เป็นปริพาชิกาเพราะนุ่งห่มผ้าขาว. นางอาบน้ำชำระร่างกายแล้วตก แต่งด้วยผ้าสะอาดและทัดทรงดอกไม้ ประพรมด้วยของหอมเครื่องลูบไล้ ใน เวลาที่ชาวกรุงสาวัตถีฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วออกจากพระเชตวัน นางก็ออกจากกรุงสาวัตถีมุ่งหน้าไปพระเชตวัน เมื่อชนทั้งหลายถามว่า จะไป ไหน นางก็ตอบว่าไปเพื่อให้พระสมณโคดมและสาวกของพระองค์อภิรมย์ แล้ว เดินผ่านไปทางซุ้มประตูพระเชตวัน เมื่อซุ้มประตูพระเชตวันปิด จึงเข้าไปยัง เมือง พอสว่างนางก็ไปพระเชตวันอีกเดินเตร่ทำเป็นเหมือนจะเก็บดอกไม้ใกล้ พระคันธกุฎี. ก็เมื่อนางถูกชนทั้งหลายที่มาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าถามว่า มาทำ ไม ก็ตอมเลี่ยงไปเลี่ยงมาอยู่อย่างนั้นแหละ. พอล่วงไปครึ่งเดือนพวกเดียรถีย์ จึงฆ่านางสุนทรีปริพาชิกาเสียแล้วเอาไปฝังไว้ที่คูเมือง พอสว่าง ก็ทำเป็นเอะอะ ว่า พวกเราไม่เห็นนางสุนทรี จึงไปทูลพระราชา พระราชาทรงอนุญาตแล้วจึง เข้าไปยังพระเชตวัน ทำเป็นเหมือนค้นหาอยู่ แล้วยกนางสุนทรีขึ้นจากที่ที่ฝั่งไว้ เอาใส่เตียงนำเข้าไปยังพระนคร พากันด่าว่าติเตียน. พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดย นัยที่มาแล้วในบาลีนั่นแล. วันนั้นตอนใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดู โลกด้วยพุทธจักษุ ทรงทราบว่า วันนี้พวกเดียรถีย์จักทำให้เกิดความเสื่อมยศ ทรงดำริว่า มหาชนเชื่อเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วจะพากันโกรธเคืองเรา อย่าไป อบายกันเสียเลย จึงทรงปิดประตูพระคันธกุฎีประทับอยู่ภายในพระคันธกุฎี นั่นเอง ไม่เสด็จเข้าพระนครเพื่อบิณฑบาต. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายเห็นประตูปิดจึง เข้าไปเช่นคราวก่อน ๆ. ชนทั้งหลายเห็นพวกภิกษุจึงพากันด่าว่าอย่างเสียหาย. ลำดับนั้นท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พวกเดียรถีย์ทำความเสื่อมยศใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถ จะอยู่ในที่นี้ได้ ชมพูทวีปกว้างขวาง โปรดเสด็จไปที่อื่นเถิดพระเจ้าข้า. พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอานนท์ ก็เมื่อโทษเกิดในที่นั้นอีกเธอจะไป ไหนเล่า. กราบทูลว่า ไปเมืองอื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ รอดูไปก่อน เสียงนี้จักมีอยู่ได้ ๗ วัน เท่านั้น ครั้นเลย ๗ วันไปแล้ว ผู้ใดทำความเสื่อมยศไว้ ความเสื่อมยศนั้นก็ จักตกไปบนผู้นั้นนั่นแหละ เพื่อจะทรงแสดงธรรมแก่พระอานนทเถระจึงได้ ตรัสคาถานี้ว่า วทนฺติ เว ดังนี้เป็นต้น.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน