เล่มที่ 45
บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ ชื่อว่า สูงสุด เพราะมีธรรมขั้นสูงสุดเป็...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 566
เนื้อหา
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า วิมุตฺติาณํ ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณในวิมุตติ นิพพาน และผล. บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ ชื่อว่า สูงสุด เพราะมีธรรมขั้นสูงสุดเป็นอารมณ์. บทว่า ขเย าณํ ได้แก่ ญาณ (ความรู้) ในความสิ้นไปแห่งอาสวะและสังโยชน์ คือ ในอริยมรรค อันทำอาสวะและสังโยชน์ให้สิ้นไป. ควรนำมาเชื่อมไว้ แม้ในที่นี้ว่า ญาณ ว่า สังโยชน์ทั้งหลายสิ้นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการพิจารณา กิเลสที่ละได้แล้ว ด้วยบทว่า ขีณา สํโยซนา อิติ าณํ นั้น. ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๔ เป็นอันกล่าวไว้แล้วในที่นี้ดังพรรณนามาฉะนี้. แท้จริง ในสูตรนี้ ไม่มีการพิจารณาถึงกิเลสที่ยังเหลืออยู่ เพราะพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงมุ่งถึงการบรรลุอรหัตผล. อนึ่ง ในบทว่า ชานโต ปสฺสโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกิจของสัมมาทิฏฐิว่า สำคัญยิ่งในการบรรลุ นิพพาน ฉันใด เมื่อจะทรงแสดงว่า แม้กิจของสัมมัปปธาน ก็จำต้องปรารถนา ให้ยิ่งฉันนั้นเหมือนกัน จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เตฺววิทํ กุสีเตน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เตฺววิทํ ตัดบทเป็น น ตุ เอว อิทํ. ตุ ศัพท์ เป็นเพียงนิบาต. ม อักษรในบทว่า พาเลนมวิชานตา ทำการ เชื่อมบท. ก็ในบทนี้ มีความย่อดังนี้ว่า นิพพานนี้เป็นเครื่องเปลื้องคัณฐะ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ทั้งหมดมีอภิชฌากายคัณฐะเป็นต้น คือ เป็นนิมิต (เครื่องหมาย) แห่งการเปลื้องการพ้น ซึ่งจะพึงบรรลุได้ด้วยเสกขมรรค และ อเสกขมรรค อันบุคคลผู้ไม่รู้แจ้งสัจจะ ๔ ตามความเป็นจริงโดยนัยเป็นต้นว่า นี้ทุกข์ ผู้ชื่อว่าเป็นคนโง่ คือ ผู้ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้แจ้งนั้นนั่นแล ไม่ สามารถบรรลุได้ ฉันใด แม้บุคคลผู้เกียจคร้านไม่มีความเพียร ก็ไม่สามารถ บรรลุได้ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น จึงต้องปรารภความเพียรเพื่อบรรลุนิพพาน นั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ปรารภ ความเพียร ไม่ใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน ขอเธอทั้งหลายจงปรารภ จงบากบั่น จง ประกอบอยู่ได้คำสอนของพระพุทธเจ้าเถิด ขอเธอทั้งหลาย จงทำลายเสนามฤตยู ให้ เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้นเถิด. จบอรรถกถาชานสูตรที่ ๓ ๔. สมณสูตร ว่าด้วยสมณะหรือพราหมณ์ไม่รู้จริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข- นิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เราตถาคตหายกย่องว่าเป็น สมณะในหมู่สมณะหรือว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้น หาได้ทำให้แจ้งซึ่งผล คือ ความเป็นสมณะ และผลคือความเป็นพราหมณ์ด้วย ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ไม่ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล เราตถาคต ยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะและยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งผลต่อความเป็นสมณะ และผลคือความ เป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน