เล่มที่ 37
บทว่า เวลาโม ความว่า เป็นนามที่ได้แล้วอย่างนี้ เพราะ ประกอบด...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 531
เนื้อหา
บทว่า เวลาโม ความว่า เป็นนามที่ได้แล้วอย่างนี้ เพราะ ประกอบด้วยคุณทั้งหลายอันยิ่งใหญ่ล่วงเขตแดน ชาติ โคตร รูป โภคะ ศรัทธาและปัญญาเป็นต้น. ในบทว่า โส เอวรูปํ ทานมทาสิ มหาทานํ นี้ มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้. ได้ยินว่า ในอดีต เวลามพราหมณ์นั้น ได้ถือปฏิสนธิแล้ว ในเรือนของปุโรหิต ( พราหมณ์ที่ปรึกษาในทางขนบธรรมเนียม ประเพณี ) กรุงพาราณสี พวกญาติได้ตั้งชื่อให้เขาว่า เวลามกุมาร กรุงพาราณสี ในเวลาอายุ ๑๖ ปี. คนแม้ทั้งสองนั้น ปรารถนาแล้ว ซึ่งศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิสาปาโมกข์. พวกเขาปรารถนา แล้วฉันใด ส่วนราชกุมารแปดหมื่นสี่พันคนแม้เหล่าอื่นในชมพูทวีป ก็ปรารถนาแล้วฉันนั้น. พระโพธิสัตว์ ว่าที่ตำแหน่งที่ตนได้รับ ก็เป็นอาจารย์คนหลัง จึงให้กุมารแปดหมื่นสี่พันศึกษาอยู่ ตนเอง เรียนศีลปะ ๓ ปีจบ ซึ่งเขาเรียนกัน ๑๖ ปี. อาจารย์รู้ว่าศิลปะของ เวลามกุมารคล่องแคล่วแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนลูกทั้งหลาย เวลามะ ย่อมรู้ศิลปะทั้งหมดที่เราได้รู้แล้ว พวกเจ้าทุกคนพร้อมใจกันไป เรียนศิลปะในสำนักของเวลามะ ดังนี้จึงมอบกุมารแปดหมื่นสีพันคน ให้แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ ไหว้อาจารย์แล้ว เป็นผู้มีกุมาร แปดหมื่นสี่พันแวดล้อมออกไปแล้ว ถึงเมืองซึ่งอยู่ใกล้แห่งหนึ่ง จึงให้ราชกุมารผู้เป็นเจ้าของเมืองนั้นเรียน เมื่อเขาชำนาญในศิลปะ แล้ว จึงให้เขากลับไปอยู่ในเมืองนั้นแหละ พระโพธิสัตว์ไปยังเมือง แปดหมื่นสี่พันเมืองโดยอุบายนั้นแล้ว ให้ฝึกศิลปะของราชกุมาร แปดหมื่นสี่พันคนชำนาญแล้ว จึงให้ราชกุมารนั้น ๆ กลับไปอยู่ใน เมืองนั้น ๆ แล้วก็พาเอาราชกุมารกรุงพาราณสีกลับมายังกรุง- พาราณสี. คนทั้งหลายในกรุงพาราณสีนั้น จึงได้อภิเษกราชกุมาร กรุงพาราณสีผู้เรียนจบศิลปะแล้วไว้ในราชสมบัติ ได้ให้ตำแหน่ง ปุโรหิตแก่เวลามะ. ราชกุมารแปดหมื่นสี่พันแม้เหล่านั้น ได้อภิเษก แล้วในราชสมบัติทั้งหลายของตน ก็ยังพากันมาบำรุงพระเจ้ากรุง- พาราณสีทุกปี. พระราชกุมารเหล่านั้น เฝ้าพระราชาแล้ว ได้ไปยัง สำนักของเวลามะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ เมื่อข้าพเจ้าทั้งหลาย ดำรงอยู่แล้วในราชสมบัติ ท่านประสงค์ด้วยสิ่งใด พึงบอกแล้วก็ พากันไป เมื่อราชกะมารเหล่านั้น พาเอาเกวียน รถ แม่โค โคผู้ ไก่ และสุกรเป็นต้น ในเวลาไปและเวลามา ชนบทก็ถูกเบียดเบียนอย่าง หนัก. มหาชนประชุมพร้อมกันแล้ว เรียกร้องอยู่ที่พระลานหลวง. พระราชารับสั่งให้เรียกเวลามะมาแล้ว ตรัสว่าข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนบทถูกเบียดเบียน พระราชาทั้งหลาย ย่อมกระทำการปล้นใหญ่ ในเวลาไปและเวลามา คนทั้งหลาย ย่อมไม่สามารถเพื่อดำรงอยู่ สงบได้ ท่านทำอุบายอย่างหนึ่งเพื่อให้ชนบทสงบจากความเบียด- เบียนดังนี้. เวลามะ กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชศิละ ข้าพระองค์ จักทำอุบาย พระองค์มีความต้องการด้วยชนบทมีประมาณเท่าใด พระองค์ ทรงกำหนดซึ่งชนบทนั้นแล้วถือเอา. พระราชาได้ทรงกระทำ อย่างนั้นแล้ว. เวลามะ เที่ยวตรวจดูในชนบทของพระราชาแปดหมื่น สี่พันแล้ว จึงให้รวมเข้ามาอยู่ในชนบทของพระราชา เหมือน รวบรวมซี่ล้อไว้ที่ดุมล้อฉะนั้น. จำเดิมแต่นั้น พระราชาทั้งหลาย เหล่านั้น เสด็จมาก็ดี เสด็จไปก็ดี ย่อมท่องเที่ยวไปตามชนบท ของพระองค์ ๆ เท่านั้น ไม่ทรงทำการปล้นด้วยทรงดำริว่า ชนบท ของเราทั้งหลายดังนี้ ไม่ทรงเบียดเบียนแม้ชนบทของพระราชา ด้วยความเคารพต่อพระราชา. ชนบททั้งหลายก็สงบเงียบไม่มีเสียง ขอร้อง. พระราชาทั้งปวงทรงร่าเริงยินดี ทรงปวารนาว่า ข้าแต่ ท่านอาจารย์ ท่านต้องการด้วยสิ่งใด ท่านจงบอกสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้า ทั้งหลายดังนี้. เวลามะสนานศีรษะแล้ว ให้เปิดประตูห้องเต็มด้วย รัตนะ ๗ ในนิเวศน์ของตน ตรวจดูทรัพย์ที่เก็บไว้ถึง ๗ ชั่วแห่ง ตระกูล พิจารณาแล้วซึ่งความเจริญและความเสื่อม คิดว่าเราควร ให้ทานให้กระฉ่อนไปทั่วทั้งชมพูทวีปดังนี้แล้ว ได้กราบทูลแด่ พระราชาให้สร้างเตาแถวไว้ประมาณ ๑๒ โยชน์ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ให้สร้างเรือนคลังใหญ่ไว้แล้วเพื่อต้องการเก็บเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำมัน งา และข้าวสารเป็นต้นในที่นั้น ๆ ได้จัดคนทั้งหลายไว้ว่า ในที่นั้น ๆ ใช้คนประมาณเท่านี้ ๆ ช่วยจัดแจงของอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าพวกมนุษย์จะพึงได้มีอยู่ แม้เมื่อของอย่างหนึ่งไม่มีจากของนั้น ท่านทั้งหลายพึงบอกแก่เราดังนี้ จึงให้คนตีกลองเดินไปในเมือง ว่า ขอชนทั้งหลาย จงบริโภคทานของเวลาพราหมณ์ เริ่มแต่วันโน้น ดังนี้ เมื่อบุคคลผู้จัดการท่านบอกว่า โรงทานสำเร็จแล้ว นุ่งผ้า ราคาหนึ่งพัน ผ้าเฉวียงบ่าราคาห้าร้อยแต่งแล้วด้วยเครื่องประดับ ทุกอย่าง ใส่น้ำซึ่งมีสีแก้วผลึกให้เต็มสุวรรณภิงคาร (เต้าน้ำทอง) แล้วเพื่อทดลองทานน้ำสุจจกิริยาว่า ถ้าในโลกนี้ ยังมีทักขิเณยยบุคคล ผู้สมควรรับทานนี้ ขอน้ำนี้ไหลออกแล้ว จงซึมแผ่นดิน ถ้าไม่มี จงตั้งอยู่อย่างนี้ ได้เอียงปากสุวรรณภิงคารลงแล้ว. น้ำได้เป็นแล้ว เหมือนกับธมกรกถูกอุดไว้แล้ว. พระโพธิสัตว์มิได้เดือดร้อนว่า โอท่านผู้เจริญ ชมพูทวีปว่างเปล่า ย่อมไม่มีแม้บุคคลคนเดียวที่ควร รับทักษิณาดังนี้ คิดแล้วว่า ถ้าทักขิณาจักบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ขอ น้ำไหลออกแล้ว จึงซึมแผ่นดินไปดังนี้. น้ำคล้ายสีแก้วผลึกไหล ออกแล้ว ซึมแผ่นดินไปแล้ว. คราวนี้เขาไปแล้วยังโรงทานด้วย คิดว่า จักให้ทาน ตรวจดูทานแล้ว ใช้ให้คนให้ข้าวต้มในเวลา ข้าวต้ม ให้ของเคี้ยวในเวลาของเคี้ยว ให้อาหารในเวลาอาหาร แล้ว. พระโพธิสัตว์ได้ให้ทานทุก ๆ วันโดยทำนองนี้นั่นแล. ก็แล ในโรงทานนี้ ไม่มีคำที่จะพึงพูดว่า ชื่อสิ่งนี้มี ชื่อสิ่งนี้ไม่มี. ทานนี้ จักไม่จบด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงให้นำทองแดงออกไปทำ ถาดทองแล้ว ส่งข่าวสาส์นไปแก่พระราชา ๘๔,๐๐๐ ถาดเป็นต้น. พระราชาทั้งหลาย ทรงดำริว่า เราทั้งหลายอันอาจารย์ได้อนุเคราะห์ มานานแล้วดังนี้ จึงเมื่อให้ทานอยู่นั่นล่วงไปแล้ว ๗ ปี ๗ เดือน. ต่อมาพราหมณ์คิดว่า เราจักแบ่งเงินออกให้ทานดังนี้แล้ว จึงให้จัด ทานเตรียมไว้ในโอกาสอันสำคัญ ครั้นเตรียมเสร็จแล้ว ได้ให้แล้ว จากปลายถึงถาดทอง ๘๔,๐๐๐ ถาดเป็นเบื้องต้น.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน