เล่มที่ 34

จบโมเนยยสูตรที่ ๑๐ จบอาปายิกวรรคที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยในโมเนย...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 445


เนื้อหา

นิคมคาถา บุคคลผู้เป็นปราชญ์ทางกาย เป็น ปราชญ์ทางวาจา เป็นปราชญ์ทางใจ หา อาสวะมิได้ เป็นปราชญ์พร้อมด้วยคุณ ธรรมของปราชญ์ บัณฑิตกล่าวบุคคลนั้น ว่า ผู้ละบาปหมด. จบโมเนยยสูตรที่ ๑๐ จบอาปายิกวรรคที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยในโมเนยยสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :- ความเป็นมุนี ชื่อว่า โมเนยยะ . ความเป็นมุนี คือความเป็นสาธุชน ได้แก่ความเป็นบัณฑิต ในกายทวาร ชื่อว่า กายโมเนยยะ . แม้ในบททั้งสอง ที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กายโมเนยฺยํ ความว่า จริงอยู่ การละกายทุจริต ๓ อย่างนี้ ชื่อว่า กายโมเนยยะ . อนึ่ง แม้กายสุจริต ๓ อย่าง ก็ชื่อว่า กายโมเนยยะ. ญาณที่มีกายเป็นอารมณ์ ก็ชื่อว่า กายโมเนยยะเหมือนกัน. การกำหนดรู้กาย ก็ชื่อว่า กายโมเนยยะ . มรรค ที่สหรคตด้วยปริญญา ก็ชื่อว่า กายโมเนยยะ . การละฉันทราคะทางกาย ก็ชื่อว่า กายโมเนยยะ . การดับกายสังขาร และการเข้าจตุตถฌาน ก็ชื่อว่า กายโมเนยยะ แม้ใน วจีโมเนยยะ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ส่วนใน วจีโมเนยยะ และ มโนโมเนยยะ นี้มีความแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ในที่นั้น พึงทราบการเข้าทุติยฌาน คือการดับวจีสังขารว่า ชื่อว่า วจีโมเนยยะ เหมือนการเข้าจตุตถฌานในที่นี้. ครั้นทราบเนื้อความในมโน- โมเนยยะ โดยนัยแม้นี้แล้วก็ควรทราบ การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือการ ดับจิตสังขารว่า ชื่อว่า มโนโมเนยยะ.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน