เล่มที่ 32
ตั้งแต่วันนั้น เขากระทำแต่กรรมอันดีงามจนตลอดชีวิต จุติจากภพน...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 196
เนื้อหา
ตั้งแต่วันนั้น เขากระทำแต่กรรมอันดีงามจนตลอดชีวิต จุติจากภพนั้นไปเกิดในเทวโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ เป็นเวลานาน ครั้งที่พระศาสดาของพวกเราทรงอุบัติ ก็มาถือ ปฏิสนธิในนิเวศน์เจ้าศากยะพระนามว่า อมิโตทนะ กรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานนาม ผู้คนทั้งหลายตั้งชื่อเขาว่า เจ้าอนุรุทธ เป็นกนิษฐ- ภาคาของเจ้าศากยะพระนามที่ มหานามะ เป็นโอรสของพระเจ้า อาของพระศาสดา เป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง เป็นผู้มีบุญมาก ภัตร เกิดขึ้นในถาดทองแก่เขาทีเดียว ภายหลังพระมารดาของเขาคิดว่า จักให้ลูกของเรารู้จักบทว่า "ไม่มี" เอาถาดทองปิดถาดทองอีก ใบหนึ่ง แล้วส่งใบแต่ถาดเปล่า ๆ ในระหว่างทาง เทวดาทำให้เต็ม ด้วยขนมทิพย์ เขามีบุญมากถึงเพียงนี้ อันเหล่านางฟ้อนที่ประดับ ตกแต่งแล้วแวดล้อมเสวยสมบัติบนปราสาท ๓ หลัง เหมาะแก่ฤดู ทั้ง ๓ เหมือนเทวดา. ส่วนพระโพธิสัตว์ของเราจุติจากดุสิตในสมัยนั้น มาถือ ปฏิสนธิในครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรง เจริญวัยโดยลำดับ ทรงครองเรือนอยู่ ๒๙ ปี แล้วทรงเสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ทรง ยับยั้งที่โพธิมัณฑสถาน ๗ สัปดาห์ ประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ทรงกระทำการอนุเคราะห์โลก ทรงให้ อำมาตย์ ๑๐ คน พร้อมทั้งบริวารคนละพัน ที่พระราชบิดาทรง สดับข่าวว่า บุตรของเรามายังกรุงราชคฤห์แล้วตรัสว่า ไปเถิด พนาย พวกเจ้าจงนำบุตรของเรามา ดังนี้ ให้บวชด้วยเอหิภิกขุ บรรพชาแล้ว อันพระกาฬุทายีเถระทูลวิงวอนให้เสด็จจาริกจึงมี ภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร เสด็จออกจากรุงราชคฤห์ไปยังกรุง- กบิลพัสดุ์ ทรงทำพระธรรมเทศนาอันวิจิตรมีปาฏิหาริย์ด้วยอิทธิ- ปาฏิหาริย์เป็นอันมาก ในสมาคมแห่งพระญาติ ยังมหาชนให้ดื่ม น้ำอมฤตแล้ว ครั้นวันที่ ๒ ทรงถือบาตรและจีวรไปประทับยืน ที่ทวารพระนคร ทรงรำพึงว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงประพฤติการเสด็จกลับยังพระนครแห่งสกุลอย่างไรหนอ ดังนี้ ทราบว่า ทรงประพฤติเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก จึงทรง เสด็จเพื่อบิณฑบาตตามลำดับตรอก ทรงตรัสธรรมถวายพระราชา ผู้ทรงสดับข่าวว่า บุตรของเราเที่ยวบิณฑบาตเสด็จมคธแล้ว ผู้มีสักการะ สัมมานะที่พระราชบิดาทูลเชิญให้เสด็จมาแล้ว ทูลเชิญให้เสด็จเข้านิเวศน์ ของพระองค์ทรงกระทำแล้ว ทรงอนุเคราะห์พระญาติที่พึงทรงกระทำในที่นั้น ทรงกระทำแล้ว ทรงอนุเคราะห์พระญาติที่พึงทรงกระทำในที่นั้น แล้วให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว ไม่นานนัก ก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ ไปจาริกในมัลลรัฐแล้วเสด็จกลับมายังอนุปิยอัมพวัน สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงประชุมศากยะสกุล ทั้งหลายตรัสว่า ถ้าบุตรของเราจักครองเรือน จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ์ ประกอบด้วยรัตนะ ๗ แม้ราหุลกุมารนัดดาของเรา จักแวดล้อมพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นเที่ยวไปกับหมู่กษัตริย์ อนึ่ง ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงทราบความข้อนี้ไว้เถิดว่า แต่บัดนี้ บุตร ของเราทรงเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขัตติยกุมารจงเป็นบริวารของ พระองค์เถิด พวกท่านจงให้ทารกคนหนึ่ง จากตระกูลหนึ่ง ๆ ครั้น พระเจ้าสุทโธทนตรัสอย่างนี้แล้ว ขัตติยกุมารถึงพันองค์จึงออก ผนวชโดยพระดำรัสครั้งเดียวเท่านั้น สมัยนั้นเจ้ามหานาม เป็นเจ้าแห่งกุฎุมพี จึงเข้าไปหาเจ้าศากยะพระนามว่า อนุรุทธะ ได้กล่าวคำนี้ว่า พ่ออนุรุทธะ บัดนี้ ศากยะกุมารที่มีชื่อเสียงออก ผนวชตามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงผนวชแล้ว ไม่มีใคร ๆ ออก ผนวชจากสกุลของเราเลย ถ้ากระนั้นเจ้าจงบวช หรือว่าพี่จักบวช เจ้าอนุรุทธได้ฟังดำรัสของเจ้าพี่แล้วไม้ยินดีในการครองเรือน ได้ออกผนวชเป็นพระองค์ที่ ๗ ลำดับแห่งการผนวชของเจ้าอนุรุทธ นั้นมาแล้วในคัมภีร์สังฆเภทขันธกะ เจ้าอนุรุทธเสด็จไปยังอนุปิย- อัมพวัน บวชแล้วด้วยประการฉะนี้ บรรดาเจ้าศากยะกุมารเหล่านั้น พระภัททิยเถระบรรลุพระอรหัตภายในพรรษานั่นเอง พระอนุรุทธ- เถระทำทิพยจักขุให้บังเกิด พระเทวทัตทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด พระอานนทเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระภัคคุเถระและพระกิมภิละ- เถระได้บรรลุอรหัตในภายหลัง ก็อภินิหารแห่งความปรารถนา แต่ปางก่อนของพระเถระทุกรูปนั้น จักมาถึงในเรื่องของแต่ละคน ก็พระอนุรุทธเถระนี้เรียนกรรมฐานในสำนักของพระธรรม เสนาบดีแล้วไปบำเพ็ญสมณธรรมปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจติยะ ก็ตรึกแล้วถึงมหาปริวิตก ๗ ประการ ลำบากในวิตกที่ ๘ พระ ศาสดาทรงทราบว่า พระอนุรุทธลำบากในมหาปุริสวิตกที่ ๘ ทรงพระดำริว่า เราจักทำความดำริของเธอให้เต็มจึงเสด็จไปใน ที่นั้น ประทับนั่งบนพุทธอาสน์อันประเสริฐที่เขาปูลาดไว้ ทรงทำ มหาปุริสวิตกที่ ๘ ให้เติมแล้วตรัสมหาอริยวงสปฏิปทา ประดับ ไปด้วยความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ และมีภาวนาเป็นที่มายินดีแล้ว เสด็จเหาะไปถึงเภสกฬาวันเทียว พอพระตถาคตเสด็จไปแล้วเท่านั้น พระเถระมีวิชา ๓ เป็นพระมหาขีณาสพใหญ่ คิดว่า พระศาสดา รู้ใจของเรา เสด็จมาประทานมหาปุริสวิตกที่ ๘ ให้เต็ม อนึ่ง มโนรถ ของเรานั้นถึงที่สุดแล้ว ปรารภธรรมเทศนาอันไพเราะของพระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย และธรรมที่ตนแทงตลอดแล้วได้ภาษิตอุทาน คาถาเหล่านี้ว่า พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วยมโนมยิทธิทางกาย เมื่อใดความดำริได้มีแก่เรา เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้สูงขึ้น พระพุทธเจ้าผู้ทรง ยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า เรารู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระศาสนาอยู่ วิชา ๓ เราก็บรรลุโดยลำดับแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหา- วิหาร ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า อนุรุทธะเป็น ยอดของเหล่าภิกษุสาวก ผู้มีทิพยจักขุในศาสนาของเรา.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน