เล่มที่ 32

ั้งอยู่ในโอวาทของพรเถระบรรลุพระอรหัต แล้ว บรรดาภิกษุเหล่านั้...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 42


เนื้อหา

ได้ยินว่า พระมหาสิวเถระ อยู่ในติสสมหาวิหาร ใกล้มหาคาม สอนพระไตรปิฎก กะภิกษุคณะใหญ่ ๑๘ คณะ ทั้งโดยอรรถ ทั้งโดย บาลี ภิกษุ ๖๐,๐๐๐ รูป ตั้งอยู่ในโอวาทของพรเถระบรรลุพระอรหัต แล้ว บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารภธรรมที่ตนได้แทงตลอดแล้ว เกิดโสมนัสขึ้น คิดว่า ความสุขนี้มีแก่อาจารย์ของเราบ้างไหมหนอ ภิกษุนั้น เมื่อคำนึงอยู่ก็รู้ว่า พระเถระยังเป็นปุถุชน คิดว่า เราจักให้ความ สังเวชเกิดขึ้นแก่พระเถระด้วยอุบายนี้ จึงจากที่อยู่ของตนไปยังสำนัก ของพระเถระ ไหว้แสดงวัตรแล้วนั่ง. ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะ ภิกษุนั้นว่า ท่านปิณฑปาติกะ มาทำไม ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่านขอรับ กระผมมาด้วยหวังว่า ถ้าท่านจักกระทำโอกาสแก่กระผม กระผมก็ จักเรียนธรรมบท ๆ หนึ่ง พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ ภิกษุเป็นอัน มากเรียนกัน ท่านจักไม่มีโอกาสดอก, ภิกษุนั้นเมื่อไม่ได้โอกาส ในส่วน กลางคืนและกลางวัน จึงกล่าวว่า เมื่อโอกาสไม่มีอย่างนั้น ท่านจัก ได้โอกาสแห่งมรณะอย่างไร ? เวลานั้นพระเถระคิดว่า ภิกษุนี้ ไม่มาเพื่อเรียนอุเทศ แต่เธอมาเพื่อทำความสังเวชให้เกิดแก่เรา แม้ภิกษุนั้น กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมดาว่า ภิกษุ พึงเป็น ผู้เช่นเรา ดังนี้ แล้วไหว้พระเถระ เหาะไปในอากาศอันมีสีดังแก้วมณี. พระเถระเกิดความสังเวช ตั้งแต่เวลาที่ภิกษุนั้นไปแล้ว บอก อุเทศตอนกลางวันและในตอนเย็น วางบาตรและจีวรไว้ใกล้หัตถบาส ในเวลาใกล้รุ่งจึงเรียนอุเทศ ถือบาตรและจีวรลงไปกับภิกษุผู้กำลัง ลงไปอยู่ อธิษฐานธุดงคคุณ ๑๓ ให้บริบูรณ์แล้ว ไปยังเสนาสนะที่ เงื้อมเข้าใกล้บ้าน ปัดกวาดเงื้อมเขาแล้วให้ยกเตียงและตั่งขึ้น ผูกใจว่า เรายังไม่บรรลุพระอรหัต จักไม่เหยียดหลังบนเตียง จึงลงสู่ที่จงกรม เมื่อท่านพยายามอยู่ด้วยหวังใจว่า เราจักบรรลุพระอรหัตในวันนี้ เราจัก บรรลุพระอรหัตในวันนี้ วันปวารณาก็มาถึง เมื่อใกล้วันปวารณา ท่าน คิดว่า เราจักละความเป็นปุถุชน ปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณา ก็ลำบาก อย่างยิ่ง ท่านเมื่อไม่สามารถจะทำมรรคหรือผลให้เกิดในวันปวารณา นั้นได้ จึงกล่าวว่า ผู้ปรารภวิปัสสนาแม้เช่นเราก็ยังไม่ได้ พระอรหัตนี้ ช่างเป็นคุณอันได้ยากจริงหนอ จึงเป็นผู้มากไปด้วยการยืนและการเดิน โดยทำนองนี้แล กระทำสมณธรรมตลอด ๓๐ ปี เห็นพระจันทร์เพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางดิถีวันมหาปวารณา คิดว่า ดวงจันทร์บริสุทธิ์ หรือศีลของเราบริสุทธิ์ รำพึงว่า ในดวงจันทร์ยังปรากฏมีลักษณะ เป็นรูปกระต่าย แต่รอยดำหรือจดด่างในศีลของเรา ตั้งแต่เราอุปสมบท จนถึงทุกวันนี้ไม่มี เกิดโสมนัส ข่มปีติเพราะมีญาณแก่กล้า บรรลุพระ- อรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ภิกษุเห็นปานนี้ ข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจ ธุดงค์ เป็นอันชื่อว่า ข่มกิเลสได้แล้ว โดยประการนั้นนั่นแล. เพราะภิกษุบางรูป มากไปด้วยการเข้าปฐมฌานเป็นต้น โดย นี้ยังกล่าวแล้วนั่นแล กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส เป็นอันข่มได้ด้วย อำนาจสมาบัติ ท่านกระทำกิเลสให้เป็นอันข่มได้โดยประการนั้น นั่นแล คลายกำหนัดได้แล้ว ย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้ เหมือนพระ- มหาติสสเถระฉะนั้น. ได้ยินว่า พระมหาติสสเถระ ได้สมาบัติ ๘ ตั้งแต่เวลาที่มี พรรษา ๘ ท่านกล่าวธรรมได้ใกล้เคียงอริยมรรค ด้วยอำนาจเรียน และการสอบถาม เพราะกิเลสที่ถูกข่มไว้ด้วยสมาบัติไม่ฟุ้งขึ้น แม้ ในเวลาที่ท่านมีพรรษา ๖๐ ก็ไม่รู้ตัวว่า ยังเป็นปุถุชน ครั้นวันหนึ่ง ภิกษุสงฆ์ จากติสสมหาวิหาร ในบ้านมหาคาม ได้ส่งข่าวแก่ พระธัมมทินนเถระ ผู้อยู่ที่หาดทรายว่า ขอพระเถระจงมากล่าวธรรมกถา แก่พวกกระผม พระเถระรับคำแล้ว คิดว่า ภิกษุผู้แก่กว่า ไม่มีใน สำนักของเรา แต่พระมหาติสสเถระเล่า ก็เป็นอาจารย์ผู้บอกกรรมฐาน แก่เรา เราจะตั้งท่านให้เป็นพระสังฆเถระแล้วจักไป ท่านอันภิกษุ สงฆ์แวดล้อมแล้ว ไปยังวิหารของพระเถระ แสดงวัตรแก่พระเถระ ในที่พักกลางวันแล้ว นั่งณะที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระเถระกล่าวว่า ธัมมทินนะ. ท่านมานานแล้วหรือ ? พระธัมมทินนเถระกล่าวว่า ท่านผู้เจริญขอรับ ภิกษุสงฆ์ส่งข่าวสาสน์จาติสสมหาวิหาร มาถึงกระผม ลำพังกระผมผู้เดียวก็จักไม่มา แต่กระผมปรารถนา จะไปกับท่านจึงได้มา ท่านกล่าวสาราณิยกถาถ่วงเวลาให้ช้า ๆ แล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านบรรลุธรรมนี้เมื่อไร ? พระเถระกล่าวว่า ท่านธัมมทินนะ ประมาณ ๖๐ ปี พระธัมมทินนเถระกล่าวว่า ท่าน ผู้เจริญ ท่านใช้สมาธิหรือ พระเถระกล่าวว่าขอรับท่าน พระธัมม- ทินนเถระกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเนรมิตสระโปกขรณีสระหนึ่ง ได้ไหม พระเถระกล่าวว่า ท่าน ข้อนั้นไม่หนักเลย แล้วเนรมิต สระโปกขรณีขึ้นในที่ต่อหน้า และถูกท่านกล่าวว่า ท่านจงเนรมิต กอปทุม กอหนึ่งในสระนี้ ก็เนรมิตกอปทุมแม้นั้น พระธัมมทินนเถระ กล่าวว่า บัดนี้ ท่านจงสร้างดอกไม้ใหญ่ในกอปทุมนี้ พระเถระก็ แสดงดอกไม้แม้นั้น ถูกกล่าวว่า ท่านจงแสดงรูปหญิงมีอายุประมาณ ๑๖ ปี ในดอกไม้นี้ ก็แสดงรูปหญิงแม้นั้น ลำดับนั้น พระธัมมทินนะ กล่าวกะพระเถระนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงใส่ใจถึงรูปหญิงนั้น บ่อย ๆ โดยความงาม พระเถระแลดูรูปหญิงที่ตนเนรมิตขึ้น เกิด ความกำหนัดขึ้นในเวลานั้น จึงรู้ตัวว่ายังเป็นปุถุชน จึงกล่าวว่า ท่านสัปปุรุษ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของผม แล้วนั่งกระโหย่งในสำนัก ของอันเตวาสิก พระธรรมทินนะ กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กระผมมา เพื่อประโยชน์นี้เอง แล้วบอกกรรมฐานเบา ๆ เนื่องด้วยอสุภแก่ พระเถระ แล้วออกไปข้างนอกเพื่อให้โอกาสแก่พระเถระ พระเถระ มีสังขารอันปริกรรมไว้ดีแล้ว พอพระธัมมทินนะนั้น ออกไปจาก ที่พักกลางวันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ลำดับนั้น พระธัมมทินนเถระ กระทำท่านให้เป็นพระสังฆเถระ ไปยังมหาติสสวิหาร แสดงธรรมกถาแก่สงฆ์ กิเลสอันพระเถระเห็น ปานนั้นข่มแล้ว ก็เป็นอันข่มแล้วโดยประการนั้นนั่นแล แต่สำหรับพระภิกษุบางรูป กระทำวิปัสสนากรรมฐาน โดยนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส เป็นอันข่มกิเลสได้ด้วย อำนาจวิปัสสนานั้นแล ภิกษุนั้นกระทำกิเลสให้เป็นอันข่มได้ ด้วย ประการนั้น คลายกำหนัดได้แล้วย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้ เหมือนภิกษุ ผู้เจริญวิปัสสนา ประมาณ ๖๐ รูปในครั้งพุทธกาล ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้น รับพระกรรมฐานในสำนักพระ ศาสดาแล้วเข้าไปป่า อันเงียบสงัด กระทำกรรมในวิปัสสนา (แต่) ไม่กระทำความพยายามเพื่อประโยชน์แก่มรรคผล ด้วยสำคัญว่า เราบรรลุมรรคผลแล้ว เพราะกิเลสไม่ฟุ้งขึ้น คิดว่าเราจักกราบทูล ถึงธรรมที่เราแทงตลอดแล้วแด่พระทสพล จึงมาเถิดพระศาสดา แต่ก่อนที่ภิกษุเหล่านั้นจะมาถึง พระศาสดาได้ตรัสกะพระอานนท- เถระว่า อานนท์ ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร จะมาพบเราในวันนี้ เธออย่าให้ โอกาสแก่ภิกษุเหล่านั้นเพื่อจะพบเรา พึงส่งไปว่า พวกท่านจงไป ป่าช้าทิ้งศพดิบ ทำภาวนาอสุภสด พระเถระบอกข่าวที่พระศาสดา สั่งไว้แก่ภิกษุที่มาแล้วเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า พระตถาคต ไม่ทรงทราบแล้วคงไม่ตรัส ชะรอยจักมีเหตุในข้อนี้เป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงไปยังป่าช้าศพดิบ ตรวจดูอสุภสดก็เกิดความกำหนัดขึ้น เกิดความ สังเวชขึ้นว่า ข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธคงจักทรงเห็นแล้วเป็นแน่ จึงเริ่มกรรมฐานเท่าที่ตนได้ตั้งแต่ต้น พระศาสดาทรงทราบว่า ภิกษุ เหล่านั้นเริ่มวิปัสสนา ประทับนั่งที่พระคันธกุฎีนั่นแล ได้ตรัสโอภาส คาถาว่า ยานีมานิ อปตฺถานิ อลาพูเนว สารเท กาโปตกานิ อฏฺ€ีนิ ตานิ ทสฺวาน กา รติ จะยินดีไปใย เพราะได้เห็นกระดูกที่มีสีดังนก พิลาปที่ใคร ๆไม่ปรารถนา เหมือนน้ำเต้าใน สารทกาล ฉะนั้น ในเวลาจบคาถา ภิกษุเหล่านั้น ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตตผล ภิกษุเห็นปานนี้ ข่มกิเลสได้แล้ว ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา เป็นอัน ชื่อว่า ข่มได้แล้วโดยประการนั้นนั่นแล เมื่อภิกษุบางรูปกระทำนวกรรม โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล กิเลสย่อมไม่ในโอกาส เป็นอันชื่อว่า ท่านข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจ นวกรรม ท่านกระทำกิเลสนั้นให้เป็นอันข่มไว้แล้วอย่างนั้น คลาย กำหนัดได้แล้วย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้ เหมือนพระติสสเถระ ในจิตตล- บรรพต ฉะนั้น.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน