เล่มที่ 20

หากถามว่า ด้วยสูตรนี้ แม้มรรคก็มีหลายข

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 399


เนื้อหา

จริงอยู่พระอนาคามีบุคคล เป็นพระเสกขะบริบูรณ์โดยส่วนเดียว. วัจฉะกล่าวว่า พึงบรรลุวิชชาของพระเสกขะ หมายถึงพระอนาคามีบุคคลนั้น. ชื่อว่าคำถามย่อมไม่มีแก่ผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคนั้น เพราะมรรคมีขณะจิต เดียว. หากถามว่า ด้วยสูตรนี้ แม้มรรคก็มีหลายขณะจิตกระนั้นหรือ. ตอบว่า นั่นมิใช่พุทธวจนะ ทั้งเนื้อความแห่งกถาที่กล่าวแล้วก็ผิด. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผลแล้ว ย่อมให้เจริญวิปัสสนา เพื่ออรหัตมรรคด้วย ก็เพราะอรหัตมรรคมิได้เป็นอุปนิสัยแก่สุทธอรหัตอย่าง เดียว ย่อมเป็นอุปนิสัยแม้แก่อภิญญา ๖. ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วัจฉภิกษุนี้ ทำกรรมในสมถะอย่างนี้แล้วจักยังอภิญญา ๕ ให้เกิด. ทำกรรม ในวิปัสสนาแล้วจึงจักบรรลุพระอรหัต. จักเป็นมหาสาวกผู้ใดอภิญญา ๖ อย่างนี้ จึงไม่ทรงกล่าวเพียงวิปัสสนาทรง บอกทั้งสมถะและวิปัสสนา. บทว่า สติ สติ อายตเน คือ เมื่อเหตุมีอยู่. เหตุในที่นี้คืออะไร. พึงทราบว่า ฌานที่เป็นบาทแห่งอภิญญาก็ดี พระอรหัตในที่สุดก็ดี วิปัสสนาเพื่อพระอรหัต ก็ดี ชื่อว่าเป็นเหตุ. บทว่า ปริจิณฺโณ เม ภควา ข้าพระองค์ได้บำเรอ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ความว่า จริงอยู่พระเสกขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าผู้ บำเรอพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้อันพระขีณาสพบำเรอ แล้ว . ด้วยประการฉะนี้ พระเถระเมื่อพยากรณ์พระอรหัตโดยสังเขปจึงกล่าว อย่างนี้. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ความนั้น. เมื่อไม่รู้ก็ไม่รับคำของพระเถระนั้น จึงพากันไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า เทวตา ได้แก่เทวดาผู้ได้คุณ เหล่านั้น. บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน