เล่มที่ 19
"เธอได้ใช้กำลังครอบงำเข้าแก้เรือนที่ถูกนาคโหดร้าย ยึดไว้ในกร...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 359
เนื้อหา
"เธอได้ใช้กำลังครอบงำเข้าแก้เรือนที่ถูกนาคโหดร้าย ยึดไว้ในกระแสคงคา เพราะงานของคน นั้นเป็นพรต และศีลวัตรเก่าของเธอ. ฉันตามระลึกได้คล้ายกะคนที่หลับแล้วตื่น." ในสมัยอื่นอีก พรหมองค์นี้ บวชเป็นฤาษี เป็นดาบสชื่อ เกสวะ. โดย สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นมาณพ ชื่อ กัปป์ เป็นลูกศิษย์ติดสอยห้อย ตามท่านเกสวะ รับสนองกิจการงาน ประพฤติถูกอกถูกใจ ถึงพร้อมด้วย ความรอบรู้ เป็นผู้ประพฤติประโยชน์. เว้นนายกัปป์แล้วเกสวะ ก็ไม่ สามารถจะเป็นไปได้. เพราะได้อาศัยนายกัปป์นั้นแหละ เกสวะจึงเลี้ยงชีพ ได้. พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงบุพกรรมแม้นี้ ของพรหมนั้น จึงตรัสพระ คาถานี้ว่า:- "ก็ฉันเป็นนายกัปป์ ติดสอยห้อยตามเธอ, เธอก็ได้เข้าใจว่าฉันมีความรอบรู้ มีพรต, นั้นเป็นพรต เป็นศีลวัตรเก่าของเธอ, ฉันตามระลึกได้ คล้ายกะหลับแล้วตื่น" พระศาสดาได้ทรงประกาศกรรมที่ทำแล้วในอัตภาพต่างๆ ของ พรหมดังที่ว่ามานี้. ขณะที่พระศาสดากำลังตรัสอยู่นั่นเอง พรหมก็กำหนด แล้ว. กรรมทุกอย่างของพรหมนั้น ปรากฏเหมือนรูปที่ปรากฏเมื่อประทีป พันดวงลุกโพลงขึ้นฉะนั้น. พรหมนั้น มีจิตเลื่อมใสกล่าวคาถานี้ว่า :- "เธอรู้ชัดอายุของฉันนี้แน่นอนเธอรู้แม้สิ่งอื่น ๆ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า อานุภาพอันเธอให้ลุกโพลงแล้วนี้ ก็อย่างนั้นแล ย่อมยังพรหมโลกให้สว่าง ตั้งอยู่." ที่นั้น เมื่อจะทรงประกาศความเป็นผู้เท่าเทียมกับผู้หาใครเท่าเทียมไม่ ได้ แม้ยิ่งขึ้นไปแก่พรหมองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำเป็นต้น ว่า ซึ่งแผ่นดินแล ฉัน พรหม. ในคำเหล่านั้น คำว่า " ไม่เป็นไปตาม เพราะอรรถ ว่าเป็นแผ่นดินแห่งแผ่นดิน " ความว่า ไม่เป็นไปตามได้แก่ ไม่ถึงเพราะ ความเป็นแผ่นดินแห่งแผ่นดิน. ถามว่า นั้น ได้แก่อะไรเล่า? ตอบว่า ได้ แก่พระนิพพาน. ก็แลพระนิพพานนั้น ชื่อว่าไม่ถึงโดยความเป็นแผ่นดิน เพราะความที่พระนิพพานนั้น พ้นจากสภาวะที่ถูกปัจจัยทุกอย่างปรุง แต่ง. คำว่า " รู้ยิ่งซึ่งพระนิพพานนั้น " ความว่า "รู้คือทำพระนิพพานนั้นให้ แจ่มแจ้งแล้ว. คำว่า " ไม่เพียงพอกะแผ่นดิน " ความว่า "เราไม่ถือเอาแผ่นดิน ด้วยการถือเอาด้วยอำนาจตัณหา ทิฏฐิ และมานะ. แม้ในน้ำเป็นต้น ก็ทำนอง เดียวกันนี้แหละ. ส่วนความพิสดารพึงทราบตามแบบที่กล่าวแล้วในมูล ปริยายสูตรนั่นแล. พรหมนี้ แสดงอักขระว่า "ทั้งหมด เพราะความที่ตนเป็น ผู้กล่าวคำนี้ว่า " ถ้า แล ของเธอ ผู้นิรทุกข์ แห่งทั้งหมด " เพราะอรรถว่าทั้ง หมด แล้วเอาความผิดในอักขระมากล่าว. แต่พระศาสดาทรงเป็นผู้ สามารถจึงทรงหมายเอาสิ่งใดมาตรัสว่า "ทั้งหมด. พรหมจึงกล่าวว่า เธอหมาย เอาหมดทั้งหมดมากล่าวว่า ทั้งหมด เธอพูดว่า ไม่เป็นไปตาม เพราะอรรถ ว่า ทั้งหมด ถ้าสิ่งที่ไม่เป็นไปตามทั้งหมดไม่มี สิ่งที่ไม่เป็นไปตามของสิ่ง นั้นก็มี ขอให้คำของเธอจงอย่าเป็นคำที่เปล่าๆ เท่านั้นเลย อย่าเป็นคำที่ ว่างๆ เท่านั้นเลย แล้วก็ข่มพระศาสดาด้วยมุสาวาท (คือหาว่าทรงพูด เท็จ) ว่า ขอให้คำของท่านจงอย่าเป็นคำที่เปล่าๆ จงอย่าเป็นคำที่ว่างๆ ดังนี้ ส่วนพระศาสดาทรงเป็นนักพูดเสียยิ่งกว่าพรหมนี้ ตั้งร้อยเท่าพัน เท่า ฉะนั้น เมื่อจะทรงนำเอาเหตุมาเพื่อย่ำยีคำพูดของพรหมนั้นว่า ฉันจะ กล่าวถึงสภาวะทั้งหมดฉันจะกล่าวสภาวะที่ไม่มีอะไรเป็นไปตาม จงฟัง ฉัน จึงตรัสคำเป็นต้นว่า วิญญาณ ในคำเหล่านั้น คำว่า "วิญญาณ" ความ ว่า พึงเข้าใจแจ่มแจ้ง. คำว่า "เห็นไม่ได้" ความว่า ชื่อว่าเห็นไม่ได้ เพราะไม่ เข้าสู่คลองแห่งจักขุวิญญาณ. แม้ด้วยบททั้งสอง (นี้) พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสถึงพระนิพพานนั่นเอง. คำว่า "ไม่มีที่สุด" ความว่า "ชื่อว่าหาที่สุด ไม่ได้ เพราะพระนิพพานนี้นั้น เว้นจากระหว่างแห่งการเกิดและการ เสื่อม. สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ตรัสไว้แล้วว่า "สัตว์ทั้งหลายมีที่สุด พระนิพพานที่ไม่เกิด ไม่มีที่สุด สัตว์ทั้งหลาย ไม่ปรากฏในที่สุด เราได้ประกาศที่สุดในสัตว์แล้ว." คำว่า " เข้าถึงแสงทั้งหมด " ได้แก่สมบูรณ์ด้วยแสงโดยประการทั้ง ปวง. จริงอยู่ นอกจากพระนิพพานแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นที่มีแสงกว่า มีความโชติ ช่วงกว่า มีที่สุดที่หมดจดกว่า หรือขาวกว่า อีกอย่างหนึ่ง พระนิพพาน เป็น แดนเกิดจากที่ทั้งปวงทีเดียว ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ไม่มี เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นแดนเกิดโดยประการทั้งปวง จริงอยู่ ในทิศตะวันออกเป็น ต้น ชื่อว่าในทิศโน้น ไม่พึงกล่าวว่า ไม่มีพระนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า " แสง " เป็นชื่อของท่า. ชื่อว่ามีท่าทุกแห่ง เพราะทุกแห่งมีท่า. เขาเล่า เกี่ยวกับพระนิพพานว่า ผู้อยากจะข้ามมหาสมุทรโดยที่ใดๆ ที่นั้นๆ แล้ว ย่อมเป็นท่า, ชื่อว่าที่ที่ไม่ใช่ท่า ย่อมไม่มี ฉันใด ในกัมมัฏฐาน ๓๘ อย่าง ผู้ประสงค์จะข้ามไปพระนิพพานด้วยหัวข้อสำคัญใดๆ หัวข้อนั้นๆ แล ย่อม เป็นท่า, ไม่มีกัมมัฏฐานที่ชื่อว่าไม่เป็นท่าของพระนิพพาน ฉันนั้นเหมือน กัน, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "เป็นท่าทุกแห่ง". คำ ว่า " นั้นแห่งแผ่นดิน เพราะอรรถว่าแผ่นดิน " ความว่า "พระนิพพาน นั้น เป็นสภาพที่ไม่เป็นไปตามแผ่นดิน เพราะอรรถว่าแผ่นดิน และไม่เป็น ไปตามน้ำเป็นต้น อื่นจากแผ่นดินนั้น เพราะสภาพแห่งน้ำเป็นต้น. พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระดำรัสว่า ธรรมชาติที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมดอัน เป็นวิสัยของบุคคลแบบเธอ อันใด ธรรมชาตินั้น เป็นธรรมชาติที่พึงรู้ แจ้ง เห็นไม่ได้ไม่มีที่สุด ท่าทุกแห่งเป็นธรรมชาติที่ไม่เป็นไปตาม (อะไร ๆ) เพราะอรรถว่าทั้งหมดของธรรมชาติ ทั้งหมดนั้น ดังนี้.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน