เล่มที่ 19

''ภิกษุทั้งหลาย ในฤดูสารท เดือนท้ายฤดูฝน เมื่อฝน ซาลง เมฆก็ป...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 306


เนื้อหา

''ภิกษุทั้งหลาย ในฤดูสารท เดือนท้ายฤดูฝน เมื่อฝน ซาลง เมฆก็ปราศไปแล้ว พระอาทิตย์สู่ท้องฟ้า กำจัดความมืดในอากาศย่อม ส่องแสงแผดแสง และแจ้งจ้า แม้ฉันใด; ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย การถือ มั่นสิ่งที่มีสุขทั้งในปัจจุบันและต่อไปก็ยังมีผลเป็นสุขอีก ขจัดคำติเตียนของ สมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นได้ แล้วย่อมสว่างแจ่มแจ้ง และรุ่งเรือง." พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่าง มีความพอใจ ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ด้วยประการ ฉะนี้ จบมหาธัมมสมาทานสูตรที่ ๖ มหาธรรมสมาทานสูตร ขึ้นต้นว่า " ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้." ในบทเหล่านั้น บทว่า " มีความอยากอย่างนี้ " คือมีความต้องการ อย่างนี้. บทว่า " มีความพอใจอย่างนี้ " คือมีความโน้มเอียงไปอย่างนี้. บท ว่า " มีความประสงค์อย่างนี้" คือมีลัทธิอย่างนี้. บทว่า " ใน...นั้น " คือ ในความเจริญแห่งอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ และในความเสื่อมไปแห่งอารมณ์ที่ น่าพอใจนั้น. คำว่า "มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเค้ามูล" คือ ชื่อว่ามีพระผู้ มีพระภาคเจ้าเป็นรากเง่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นเค้ามูลแห่งสิ่ง เหล่านี้. มีคำที่กล่าวไว้ว่า " พระพุทธเจ้าข้า! สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ของพวก ข้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงให้เกิดขึ้น เมื่อพระองค์ท่านปรินิพพานแล้ว ไม่ได้มีสมณะหรือพราหมณ์ที่ขึ้นชื่อว่าผู้ สามารถให้ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอีกเลย สิ้นพุทธันดรหนึ่ง แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงให้ธรรมเหล่านี้ของพวกข้าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว พวกข้าพระพุทธเจ้า ได้อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยแท้ จึงเข้าใจทั่วถึง คือรู้เฉพาะธรรมเหล่า นี้ได้ พระพุทธเจ้าข้า! เพราะเหตุนี้ ธรรมของพวกข้าพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่า มีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นเค้ามูล ด้วยประการฉะนี้. คำว่า " มีพระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้นำ " คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้แนะ ผู้นำ ผู้คอยชักจูงเกี่ยวกับเรื่องของธรรมโดยแท้. ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ทรงตั้ง ชื่อเป็นหมวดๆ ตามที่เป็นจริง จึงย่อมชื่อว่ามีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ ชักนำ. คำว่า " มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย " ได้แก่ ธรรมทั้ง ๔ ชั้น มาสู่คลองพระสัพพัญญุตญาณ ย่อมจับกลุ่มรวมประชุมลงอย่างพร้อม เพรียงในพระผู้มีพระภาคเจ้า อีกอย่างหนึ่ง เมื่อตอนที่พระผู้มีพระภาค เจ้าประทับนั่งที่ควงมหาโพธิ์ เมื่อจะทรงถือเอาชื่อเป็นหมวดๆ ตามความเป็น จริงของธรรมทั้ง ๔ ชั้นอย่างนี้ คือ ผัสสะมาด้วยอำนาจปฏิเวธ (ก็ทรงคิด ว่า) "ฉันเป็นผู้จำแนกธรรม แกชื่อไร " (แล้วทรงตั้งชื่อว่า) " แกชื่อ ผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง." เวทนา (สัญญา) สังขาร วิญญาณมา (ก็ทรง คิดว่า) "ฉันเป็นผู้จำแนกธรรม แกล่ะ ชื่อไร " (แล้วก็ทรงตั้งชื่อว่า) "แกชื่อ เวทนา (สัญญา) สังขาร (เพราะอรรถว่า รู้สึกอารมณ์...(รู้จำอารมณ์)... ปรุงแต่งอารมณ์) แกชื่อวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง" พระผู้มีพระภาค เจ้าทรงเอาธรรมมาจัดรวมเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อ ว่า มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย (คือรวมเป็นหมวดเป็นหมู่ได้ เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้า). คำว่า "จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น เถิด" ได้แก่ ขอให้ใจความของภาษิตบทนี้ จงปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เท่านั้นเถิด คือ ขอให้พระองค์นั่นแหละ โปรดทรงแสดงประทานให้แก่พวก ข้าพระองค์ด้วยเถิด. คำว่า "ิ" คือพึงอาศัย คำว่า " พึงคบ " คือ พึงเข้าใกล้ คำว่า " เหมือนผู้ไม่รู้แจ้ง " คือเหมือนปุถุชนที่บอดโง่. คำว่า " เหมือนผู้รู้แจ้ง " คือเหมือนบัณฑิตที่รู้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางแม่บท ตามแบบที่ค่อยขยับสูงขึ้นตามลำดับในสูตรก่อนว่า "ภิกษุทั้งหลาย มีการยึด ถือธรรม" แต่ในพระสูตรนี้ พระศาสดาทรงตั้งแม่บทตามรสแห่งธรรมเท่า นั้น.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน