เล่มที่ 19

คำว่า " ย่อมรู้ชัดด้วยตาคือปัญญา " คือ ย่อมรู้ด้วยปัญญาที่ชื...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 250


เนื้อหา

คำว่า " ย่อมรู้ชัดด้วยตาคือปัญญา " คือ ย่อมรู้ด้วยปัญญาที่ชื่อว่า เป็นดวงตา เพราะอรรถว่าเป็นผู้นำทุกทางในการเห็น. ในคำว่า " ย่อมรู้ชัด ด้วยตาคือปัญญา " นั้น ปัญญามี ๒ อย่าง คือ ปัญญาในสมาธิ และปัญญาใน วิปัสสนา. ย่อมรู้ชัดทั้งโดยหน้าที่ ทั้งโดยความไม่หลงลืม ด้วยปัญญาใน สมาธิ. ท่านกล่าวความรู้โดยอารมณ์ด้วยการแทงลักษณะได้ทะลุด้วยปัญญาใน วิปัสสนา. คำว่า " เพื่อต้องการอะไร คืออะไร เป็นความต้องการแห่งปัญญา นี้. ในคำเป็นต้นว่า " มีความรู้ยิ่งเป็นที่ต้องการ " คือ ชื่อว่ามีความรู้ยิ่งเป็นที่ ต้องการ เพราะย่อมรู้ยิ่งซึ่งสิ่งที่จะพึงรู้เป็นอย่างยิ่ง ที่ชื่อว่ามีความกำหนดรู้ เป็นที่ต้องการเพราะย่อมกำหนดรู้สิ่งที่จะต้องกำหนดให้รู้. ชื่อว่ามีการละ เป็นที่หมาย ก็เพราะย่อมละสิ่งที่จะต้องละ. ก็แลปัญญานี้ แม้ที่เป็นปัญญา แบบโลกๆ ก็มีความรู้ยิ่งเป็นที่ต้องการ มีความกำหนดรู้เป็นที่ ประสงค์ และมีการละโดยการข่มไว้เป็นที่หมาย. ที่เป็นแบบอยู่เหนือ โลก ก็มีความรู้ยิ่งเป็นที่ต้องการ มีความกำหนดรู้เป็นจุดประสงค์ และมีการ ละโดยการตัดขาดเป็นเป้าหมาย. ในปัญญาทั้งสองนั้น ปัญญาแบบ โลกๆ ย่อมรู้ชัดทั้งโดยหน้าที่ ทั้งโดยความไม่หลงลืม ปัญญาที่อยู่เหนือ โลก ย่อมรู้ชัดโดยความไม่หลงลืม. คำว่า " อาศัยความเห็นที่ถูกต้อง " คือ อาศัยความเห็นที่ถูกต้องในวิปัสสนา, และความเห็นที่ถูกต้องในมรรค. คำ ว่า " และเสียงจากผู้อื่น " คือ การฟังเสียงที่เป็นที่สบาย. คำว่า " ความเอาใจ- ใส่อย่างมีเหตุผล " คือ เอาใจใส่ในอุบาย (วิธีการ) ของตน. แม้ในหมู่พระสาวก เหล่านั้นเล่า ปัจจัยทั้งสองย่อมควรได้แก่ท่านแม่ทัพธรรม (พระสารี- บุตร) เท่านั้น. เพราะพระเถระ ถึงจะบำเพ็ญบารมีมาตั้งหนึ่งอสงไขยกำไร อีกแสนกัป ก็ยังไม่สามารถละกิเลสแม้แต่นิดเดียวโดยธรรมดาของตน ได้. ต่อเมื่อได้ฟังคาถานี้จากพระอัสสชิเถระ ที่ขึ้นต้นว่า "สิ่งเหล่าใด มีเหตุ เป็นแดนเกิด (=เกิดมาจากเหตุ) " จึงแทงทะลุได้. สำหรับเหล่าพระปัจเจกพุทธเจ้า และเหล่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ไม่มีงานเกี่ยวกับเสียงจากคนอื่น. ผู้ที่ ดำรงอยู่ในความเอาใจใส่อย่างมีเหตุผลเท่านั้น จึงจะให้เกิดปัจเจกโพธิญาณ และสัพพัญญูคุณทั้งหลายได้. คำว่า " อัน...ช่วยเกื้อหนุนแล้ว " คือ ได้รับอุปการะแล้ว. คำว่า " ความเห็นที่ถูกต้อง " คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ในอรหัตตมรรค (ทางแห่งความเป็นพระอรหันต์) ความเห็นที่ถูกต้องใน อรหัตตมรรคนั้นเกิดในขณะแห่งผล. ที่ชื่อว่า มีความเห็นหลุดพ้นเพราะจิต เป็นผล เพราะความหลุดพ้นเพราะปฏิบัติทางจิตเป็นผลของท่าน ที่ชื่อว่ามีผล คือสิ่งที่ไหลออกมาจากความหลุดพ้นในทางจิตใจ เพราะผลคือสิ่งที่ไหลออก มากล่าวคือความหลุดพ้นในทางจิตใจของท่านมีอยู่. แม้ในบทที่สองก็ท่านอง เดียวกันนี้แหละ. และพึงทราบว่าในผลเหล่านี้ผลที่ ๔ ชื่อว่า ความหลุดพ้น เพราะความรู้ชัด สิ่งที่เหลือเป็นความหลุดพ้นเพราะจิตใจ. ในคำเป็นต้น ว่า " อันศีลเกื้อหนุนแล้ว " ศีลอันมีความบริสุทธิ์ ๔ อย่างชื่อว่าศีล. คำ ว่า " การฟัง " คือการฟังเรื่องราวอันเป็นที่สบาย (ถูกอารมณ์). คำว่า " สากัจฉา " ได้แก่ ถ้อยคำที่ตัดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในกัมมัฏ- ฐาน. คำว่า " สมถะ (ความสงบ) " ได้แก่สมาบัติ ๘ ที่มีวิปัสสนารอง รับ. คำว่า " วิปัสสนา (ความเห็นแจ่มแจ้ง) " คือการตามเห็น (อนุปัสสนา) ๗ อย่าง.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน