เล่มที่ 19
บทว่า ปิตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ คือไม่ได้ความปรา...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 58
เนื้อหา
บทว่า ปิตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ คือไม่ได้ความปรา โมทย์ประกอบด้วยธรรม เหมือนนายโคบาลนั้น ย่อมไม่รู้จักให้โคดื่มและไม่ ดื่มฉะนั้น เธออาศัยบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการฟัง ย่อมไม่ประสบอานิสงส์ ไปยังโรงฟังธรรมแล้ว ย่อมไม่ฟังโดยความเคารพ นั่งหลับย่อมพูดคุยเป็นผู้มี ใจส่งไปอื่น เธอเมื่อไม่ฟังธรรมโดยความเคารพ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือ กัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล. บทว่า น วีถึ ชานาติ ความ ว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเป็นจริงว่า ทางนี้เป็นโลกิยะ ทางนี้เป็นโลกุตตระ ดังนี้ เหมือนนายโคบาลนั้น ไม่รู้อยู่ซึ่งทางและมิใช่ทาง ฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ตั้งมั่นแล้วในทางที่เป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยัง โลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดสติปัฏฐาน ๔ ตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นโลกุตตระ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้อยู่ซึ่งคราวละ ๕ วัน และ ๗ วัน ฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ปลูกฝังญาณของตนไว้ในธรรมอันที่สุขุม ตั้งมั่นในสติ ปัฏฐานเป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล. บทว่า อนวเสสโทหี ความว่า ภิกษุ เมื่อไม่รู้จักประมาณ ในการรับ ย่อมรีดเสียหมดมิได้เหลือไว้ส่วนในนิทเทสวาร พวกคฤหบดีผู้มี ศรัทธามาปวารณาแก่ภิกษุนั้นว่า อภิหฏฺฐุํ ปวาเรนิตา ในที่ปวารณานี้ ปวารณา มี ๒ คือ ปวารณาด้วยวาจา ๑ ปวารณาด้วยปัจจัย. พวกมนุษย์ไปยังสำ นักของภิกษุแล้ว ปวารณาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านพึงบอกสิ่งที่ต้องการดัง นี้ ชื่อว่าปวารณาด้วยวาจา. พวกมนุษย์ถือผ้า หรือ เภสัชมีน้ำนมและน้ำอ้อย เป็นต้น ไปสำนักของภิกษุ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรับตาม ความต้องการเถิด ดังนี้ ชื่อว่า ปวารณาด้วยปัจจัย. บทว่า ตตฺร ภิกฺขุ มตฺตํ น ชานาติ มีอธิบายว่า ภิกษุ ไม่รู้จักประมาณในปัจจัยเหล่านั้น ไม่รับ แต่พอประมาณโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในรถวินีตสูตรว่า พึงรู้ความสามารถ ของทายก ความสามารถของไทยธรรม พึงรู้กำลังของตน รับสิ่งที่เขานำ มาถวายทั้งหมด. มนุษย์ เดือดร้อนจะไม่มาปวารณาอีก. เธอเมื่อลำบากด้วย ปัจจัย ย่อมไม่สามารถจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่าง ไกล. บทว่า เต น อติเรกปูชาย ปูชิตา โหติ ความว่า ภิกษุ ไม่บูชาพระภิกษุ เหล่านั้นผู้เป็นพระเถระด้วยบูชาเป็นอดิเรก มีเมตตากายกรรมเป็นต้น นี้ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ เหมือนนายโคบาลไม่ปรนปรือโคใหญ่ด้วยการ ปรนปรือเป็นพิเศษอยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระเถระคิดว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ ทำความเคารพและความยำเกรงในพวกเราเหล่านี้แล้ว จึงมิได้สงเคราะห์ พวกนวกภิกษุด้วยการสงเคราะห์ ๒ คือ ไม่สงเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ด้วย อามิส ๑ ไม่บำรุงนวกภิกษุผู้ลำบาก เหี่ยวแห้งอยู่ด้วยจีวร หรือบาตร สิ่งของ เนื่องด้วยบาตร หรือที่อยู่ ไม่ให้ศึกษา บาลี หรืออรรถกถาคัมภีร์เนื่องด้วย ธรรมกถา หรือคัมภีร์ที่ลี้ลับ พวกนวกภิกษุ เมื่อไม่ได้การสงเคราะห์ ๒ อย่างเหล่านี้ แต่สำนักของพระเถระทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ย่อมไม่ อาจเพื่อจะดำรงอยู่ในศาสนานี้ได้. พวกเธอย่อมไม่เจริญด้วยคุณมีศีลเป็น ต้น เหมือนฝูงโคของนายโคบาล ย่อมไม่เจริญฉะนั้น. นายโคบาลนั้นย่อมเป็น ผู้ห่างไกลจากปัญจโครสฉันใด เธอย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมขันธ์ ๕ ฉันนั้น สุกกปักษ์ท่านประกอบไว้แล้ว พึงทราบด้วยสามารถตรงกัน ข้ามที่กล่าวแล้วในกัณหปักษ์.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน