วัดป่าดาราภิรมย์

สภาพฐานะและที่ตั้งของวัด วัดป่าดาราภิรมย์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2483 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2522 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 17 เมตร ยาว 30 เมตร และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ

เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2542

เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 26 ไร่ ด้านหน้าติดคลองชลประทานแม่แตง ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่ริม และ ค่ายดารารัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร ห่างจากศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 10 กิโลเมตร วัดป่าดาราภิรมย์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ มีการคมนาคมที่สะดวก อาณาบริเวณภายในวัดมีอาคารเสนาสนะเป็นระเบียบ และ มีไม้ยืนต้นให้ความร่มรื่นแก่พุทธศาสนิกชน

ความเป็นมา ในปี พ.ศ. 2471 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ พระกรรมฐานนักปฏิบัติธรรม ยึดถือธุดงควัตร ได้รับอาราธนาจากพระอุบาลีคณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) ให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดเจดีย์หลวง พอออกพรรษาท่านได้จาริกธุดงค์มาทางอำเภอแม่ริม เพื่อหาความสงบวิเวกได้พักที่ป่าช้าร้าง บ้านต้นกอก ซึ่งในขณะนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้สักและไม้เบญจพรรณ ซึ่งอยู่ติดกับสวนเจ้าสบาย พระตำหนักดารา ภิรมย์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 เป็นสถานที่เงียบสงบ ร่ำลือกันว่าสถานที่นี้มีวิญญาณที่ดุร้าย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่พักชั่วระยะหนึ่ง จึงจาริกไปที่พระธาตุจอมแตงเพื่อจกพรรษาต่อมาราษฎรที่มีจิต ศรัทธาได้ร่วมกันก่อสร้างเสนาสนะเพื่อใช้เป็นที่พักสงฆ์และปฏิบัติธรรม โดยสร้างกุฏิและศาลาชั่วคราวในเขตป่า ชร้างบ้านต้นกอก ได้มีพระภิกษุกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มาพักเป็นการชั่วคราวบ้าง และอยู่จำ พรรษาบ้าง ในขณะนั้นเจ้าดารารัศมีตั้งพระทัยจะอุปถัมภ์ที่พักสงฆ์ให้อยู่คู่กับพระตำหนัก แต่ทรงประชวรและสิ้น พระชนม์เสียก่อนในปี พ.ศ. 2476 ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 นายจินกา คะนารี นายแก้ว รัตนนิคม นายศรีนวล ปัณฑานนท์และนายหนานโชติ ได้ร่วมกันสร้างกุฏิขนาดเล็ก จำนวน 3 หลัง สร้างบนดอยบ้านข่วงเป๋า ห่างจาก ป่าช้าต้นกอกประมาณ 700 เมตร ภิกษรูปแรกที่มาเผยแพร่ธรรม คือ พระญาณกิลก วัดเจดีย์หลวง ซึ่งต่อมา คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพรศรีมหาธาตุ กรุงเทพฯ ต่อมาพระอ่อนตา อคุคธมฺโม พระกัมมัฏฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ราษฎรในหมู่บ้านเลื่อมใสศรัทธา จึงได้ร่วมกันสร้างศาลาโรงธรรม 1 หลัง กุฏิสงฆ์อีก 2 หลัง นับเป็นศาลาโรงธรรมหลังแรก 1 หลัง กุฏิสงฆ์อีก 2 หลัง นับเป็นศาลาโรงธรรมหลังแรก ก่อสร้างด้วยไม้ หลังคามุงด้วยใบตองตึง ต่อมาวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2482 พระอ่อนตาได้หนีไปจากสำนักสงฆ์ ไปจำพรรษาที่จังหวัดลำปาง สำนักสงฆ์เลยร้างอยู่ชั่วขณะหนึ่ง คณะผู้ศรัทธาสร้างสำนักสงฆ์และนายสว่าง พรหมปฏิมา นายอำเภอแม่ริมและหมื่นชำนาญวิถีโจร เห็นพ้อง ต้องกันว่าสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน การคมนาคมไม่สะดวก จึงพร้อมใจกันย้ายสำนักสงฆ์มาตั้งอยู่ที่ป่าช้า ต้นกอก บ้านแพะ ซึ่งอยู่ติดกับสวนเจ้าสบายและตำหนักดาราภิรมย์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี โดยมีเจ้าป๊อก เทพวงศ์ ณ เชียงใหม่ ได้บริจาคที่ดินเพิ่มเติม เพื่อให้ที่ดินเป็นแนวตรง ที่ดินในขณะนั้นมีประมาณ 8 ไร่ ราษฎร ในหมู่บ้านได้เรียกชื่อสำนักสงฆ์เป็น 3 ชื่อ "สำนักสงฆ์ป่าวิเวกจิตตาราม" "สำนักสงฆ์ป่าแม่ริม" "สำนักสงฆ์ ป่าเรไร" ในขณะนั้นมีพระสี (พระครูภัทรกิจ วงศ์วรรณ) มาพักในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 การก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จ จึงได้นิมนต์พระสีไปพักที่กุฏิชั่วคราวในเขตตำหนักดาราภิรมย์ สวนเจ้าสบาย คณะผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมสร้างศาลาโรงธรรม จำนวน 1 หลัง กุฏิสงฆ์ จำนวน 2 หลัง และได้มีพระธุดงค์กัมมัฏฐานสาย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แวะมาพักเป็นการชั่วคราว ได้มีการมอบที่ดินของสำนักสงฆ์ป่าวิเวกจิตตารามให้เป็นที่ ธรณีสงฆ์ของวัดเจดีย์หลวง เจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ เป็นผู้มอบที่ดิน เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ด้วยเหตุนี้เจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ จึงขอเปลี่ยนชื่อสำนักสงฆ์เป็น "สำนักสงฆ์ป่าดาราภิรมย์" จึงใช้เรียกกันมานับแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2485 พระตื้อ อจลธมฺโม ลูกศิษย์พระมั่น ภูริทตฺโต ได้มาพำนักที่สำนักสงฆ์ในช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2494

ในปี พ.ศ. 2491 ได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินให้สร้างวัด จำนวน 12 ไร่ คือ จองสางจุ่ง - นางจ่าม จำเรืองศรี นายเชาวน์ นางศรีนวล นางสาวทองคำ นางสาวบุญสมและเด็กหญิงจินดา จำเรืองศรี นางจ้อย นายโพกะ นางคำแดง ธรรมิสกุล ตะก่าจองจิงนะ - นางคำบัว ธรรมพิทักษ์ นายสันต์ - นางบัวเขียว โพธิรัตน์ นายจันทร์ดีและส่างคำแหลง ผู้ที่รับมอบหมายที่ดิน คือ พระตื้อ อจลธมฺโม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 เจ้าแก้วมงคลและนางแสงดาว ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหลานของพระราชชายาเจ้า ดารารัศมี ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำหนักดาราภิรมย์ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดให้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ดินที่จำขายคลุมไปถึงที่ของสำนักสงฆ์ดาราภิรมย์ด้วย พระตื้อ อจลธมฺโม ได้มอบให้นายแก้ว รัตนนิคม ทัคทายกยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ทางอำเภอยังคงทำหนังสือซื้อขายโดยมิฟังคำคัดค้านจาก สำนักสงฆ์ดาราภิรมย์ ซึ่งมีนายยงยุทธ อักษรสิงห์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอแมริม กรณีพิพาทข้อขัดแย้งดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 - 2512

ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 พระตื้อ อจลธมโม ได้ย้ายไปอยู่วัดป่าที่อำเภอแม่แตง คณะผู้ศรัทธาได้นิมนต์ พระปลัดเกตุ วณฺณโกและพระกาวงศ์ โอทาตวณฺโณ จากวัดเจดีย์หลวง มาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ป่าดาราภิรมย์ พร้อมกันนั้นได้มีหลวงตาทองคำ มาอยู่จำพรรษาด้วย เมื่อออกพรรษาแล้ว พระกาวงศ์ โอทาตวณุโณ ยังคงพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์ป่าคาราภิรมย์ พระตื้อ อจลธมฺโม เป็นพระเถระที่มีความสนิทสนมกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั้ง ได้ธุดงค์กรรมฐานร่วมกันในประเทศไทย ลาวและพม่า สภาพสำนักสงฆ์ป่าดาราภิรมย์ในช่วงพระตื้อปกครองวัด มีเพียงแต่ศาลาไม้และกุฏิที่สร้างด้วยไม้ และพระพุทธรูปเก่าแก่ซึ่งยืมมาจากวัด เจดีย์หลวง มีภิกษุสามเณรพอควร พระตื้อเป็นพระอริยสงฆ์ที่สำเร็จปฏิสัมภิทาญาณ ต่อมาท่านได้ย้ายไปพำนัก อยู่ที่สำนักสงฆ์วัดป่าสามัคคีธรรม อำเภอแม่แตง ต่อมาได้ตั้งเป็นวัดชื่อ "วัดป่าอาจารย์ตื้อ" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ หลวงปู่ตื้อ ท่านได้กลับไปจำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวก ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดและถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ทางวัดป่าดาราภิรมย์ได้สร้างรูปเหมือนเพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นที่สักการะบูชา

หลังจากพระตื้อ อจลธมฺโม ได้ย้ายไปอยู่วัดป่าสามัคคีธรรม ท่านได้มอบภาระให้พระกาวงศ์ โอทาตวีณโณ เป็นผู้ดูแลสำนักสงฆ์วัดป่าดาราภิรมย์ ท่านได้ขอออกเอกสารสิทธิที่ดินของวัดให้ถูกต้อง ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้น 1 หลัง ชื่อกุฏิโอทาตวีณานุสรณ์ ในปี พ.ศ. 2511 ในปี พ.ศ. 2512 ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญ 1 หลัง พระกาวงศ์ ได้พัฒนาวัดอย่างต่อเนื่อง ได้การแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์เมื่อปี พ.ศ. 2503 และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมในฐานานุศักดิ์ที่พระครูสังฆรักษ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 กรมชลประทานได้ขุดคลองส่งน้ำจากอำเภอแม่แตงผ่านอำเภอแม่ริม ผ่านพื้นที่ของวัดป่าดาราภิรมย์และที่ดินของเจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ ทำให้พื้นที่วัดและตำหนักดาราภิรมย์แยกจากกันเป็น 2 ฝั่ง กรมชลประทานได้ถวายค่าผลิตกรรมจำนวน 250,000 บาท พระครูสังฆรักษ์กาวงศ์ โอทาตวีณโณ ได้ปกครองดูแลวัดมาด้วยดีท่านมีความรู้ด้านคาถาอาคมมีผู้คนนับถือ

เป็นพระเถระรูปสำคัญของวัดหลังจากพระครูสังฆรักษ์กาวงศ์ มรณภาพลงพระมหาละม้าย สิริวณโณ ได้ปกครองดูแลวัดต่อ ได้ประสบปัญหาเรื่องยาเสพติดและการลักขโมย พระราชวินยาภรณ์ (จันทร์ กุสโล) รองเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงได้ย้ายมาจำพรรษายังวัดป่าดาราภิรมย์ ท่านได้เริ่มพัฒนาวัด ดำเนินการก่อสร้างอุโบสถ สร้างกำแพงล้อมรอบวัด สร้างถนนภายในวัด สร้างกุฏิสงฆ์และสำนักปฏิบัติธรรมของอุบาสิกา พระราชวินยาภรณ์ ได้จัดเขตวัดออกเป็น 4 เขต เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตอุบาสิกา เขตศาสนาสงเคราะห์ ท่านได้พัฒนาวัดจนเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 พระราชวินยาภรณ์ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพกวร และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ - ลำพูน - แม่ฮ่องสอน (ธ) พระเทพกวีได้พัฒนาวัดเจดีย์หลวงวรวิหารถึงแก่มรณภาพ พระเทพกวีได้ไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงและได้รับพระราชบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ปกครองวัดเจดีย์หลวง ส่วนวัดป่าดาราภิรมย์พระเทพกวีและคณะสงฆ์ได้มอบให้พระครูปลัดฤทธิรงค์ปกครองดูแลต่อ ต่อมาท่านได้เลื่อนฐานานุศักดิ์เป็นพระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ ท่านได้ตั้งสำนักศาสนศึกษาขึ้น โดยจัดให้มีการเรียนการสอนพระภิกษุสามเณร ทั้งทางธรรมและบาลี ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุให้มั่นคง สง่างาม ถูกต้องตามศิลปะของล้านนา ได้ทำการบูรณะพระอุโบสถ พระบรมธาตุเจดีย์ ได้ดำเนินการก่อสร้างพระวิหารหลวง หอกิตติคุณ โรงเรียนพระปริยัติธรรม พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช หอพระอุปคุตมหาเถระ อนุสาวรีย์พระอาจารย์มั่น อนุสาวรีย์พระราชชายาเจ้าดารารัศมีและสิงห์คู่ใหญ่ เมื่อได้พัฒนาวัดจนเจริญทั้งทางด้านศาสนวัตถุแล้ว จึงได้ขอพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 26 ไร่ ส่วนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มีดังนี้

  1. พระอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นศิลปะล้านนา สมเด็จพระสังฆราช (อุฏฐายีมหาเถระ) วัดมกฏกษัตริยาราม เสด็จวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2510 ค่าก่อสร้างประมาณ 723,000 บาท

  2. พระธาตุเจดีย์พระพุทธบาทสี่รอย เป็นศิลปะล้านนาประยุกต์ ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และ

พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร 3. พระวิหารหลวง สร้างในวโรกาสที่ได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงปี พ.ศ. 2542 เพื่อถวายพระราชทานกุศลเชิดชูบารมีในเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศิลปะล้านนา

ค่าก่อสร้างประมาณ 15,000,000 บาท 4. ศาลาพัฒนานุสรณ์ ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2527 5. มณฑปพระเจ้าทันใจ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2537 6. พระวิหารราย จำนวน 7 หลัง ค่าก่อสร้างประมาณ 600,000 บาท 7. หอปฏิบัติธรรม "ทรวงเตริยารมย์" 8. หอระฆัง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 9. อาคารกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี 10. หอกิตติคุณ ค่าก่อสร้างประมาณ 2,500,000 บาท 11. ตำหนักสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ค่าก่อสร้างประมาณ 1,400,000 บาท 12. อนุเสาวรีย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ค่าก่อสร้างประมาณ 100,000 บาท 13. หอพระมหาอุปคุตเถรเจ้า ค่าก่อสร้างประมาณ 150,000 บาท 14. อนุเสาวรีย์พระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี 15. พญาสิงห์ใหญ่ 1 คู่

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดป่าดาราภิรมย์ ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม แผนกบาลีและแผนกสามัญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 การศึกษาพระปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรมถือเป็นหลักสำคัญของวัดป่าดาราภิรมย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา การเผยแพร่ศาสนธรรมเป็นนโยบายของวัด มีการเผยแพร่ดังนี้

  1. แสดงธรรมเทศนา ปาฐกถา บรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ ส่งภิกษุไปสอนจริยธรรมที่โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

  2. เผยแผ่ธรรมทางสถานีวิทยุ

  3. ซักชวนสาธุชนปฏิบัติธรรม รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา ภาวนาในวันอุโบสถศีลและวันสำคัญทางศาสนา

  4. พิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมบรรณาการ

  5. เป็นสถานที่อบรมคุณธรรมแก่โรงเรียน องค์การเอกชนและภาครัฐบาล

การบริหารและการปกครอง วัดป่าดาราภิรมย์ มีพระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธ) ควบคุมดูแลด้านการปกครองภิกษุสามเณร ด้านการศึกษา ด้านการสาธารณูปการ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาพัฒนาและบูรณะเสนาสนะให้มีความมั่นคงและสวยงาม บำรุงวัดให้ร่มรื่น สะอาด สงบและร่มเย็นให้เหมาะสมเป็นอารามในพระพุทธศาสนา

จัดวางระเบียบของการประพฤติและปฏิบัติของ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

ปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในวัด

  1. พระสยัมภูโลกนาถ พระประธานของพระอุโบสถ ขนาดหน้าตักกว้าง 1.25 เมตร สูง 2.15 เมตร เนื้อโลหะ ทองเหลือง ศิลปะสมัยสุโขทัย ลงลักปิดทอง พระเกศโมลี พระดิษฐานพระบรมสาริริกธาตุ พระพุทธปฏิมามหาธัชชัย (หลวงพ่อโต) ขนาดหน้าตักกว้าง 2.10 เมตร สูง 2.85 เมตร ศิลปะสมัยเชียงแสน เนื้อโลหะทองเหลือง พระพุทธการุณกิตติคุณขจร พระประธานในพระบรมธาตุเจดีย์ ขนาดหน้าตักกว้าง 1.75 เมตร สูง 2.85 เมตร หล่อด้วยโลหะพร้อมพระอัครสาวก พระพุทธมหาธรรมราชาธิราชเจ้า (พระมหาจักรพรรดิ) พระพุทธรูปพระประธานในพระวิหารหลวง พระเกศโมลี ประดิษฐานพระบรมสาริริกธาตุ พระเจ้าทันใจ สร้างด้วยปูน ขนาดหน้าตักกว้าง 1 เมตร ลงลักปิดทอง ศิลปะสมัยเชียงแสน รอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลอง ผอบทองคำ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ งาช้างโบราณ 1 คู่ พระพุทธรูป โบราณบรรจุไว้ที่พระบรมธาตุเจดีย์

บุคคลสำคัญเยือนวัด และให้การอุปถัมภ์บำรุงวัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อม ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงตัดลูกนิมิตรพระอุโบสถวัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในแผ่นหินอ่อน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระธาตุเจดีย์ พระพุทธบาทสี่รอย เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2533 ทรงลงพระนามาภิไธยไว้เป็นที่ระลึก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดศูนย์ศึกษาพัฒนาชนบท อาคาร ซี. ฟริส เยสเปอร์เซ่น เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2536 ทรงลงพระนามาภิไธย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เสด็จเยี่ยมวัด เมื่อ พ.ศ. 2539 และเสด็จพระราชดำเนินในการเปิดอาคารกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2540 ทรงลงพระนามาภิไธย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (จวน อุฏฐายีมหาเถระ) วัดมกุฎกษัตริยาราม เสด็จทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถวัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2510 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดราชบพิธสถิตย์มหาสีมาราม เสด็จทรงประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ในการประกอบพิธีผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิตอุโบสถ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฒนมหาเถระ) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงวางศิลาฤกษ์พระธาตุเจดีย์ ทรงยกฉัตรพระธาตุเจดีย์

เสด็จประทับแรม ทรงประธานพระอุปถัมภ์แก่ วัดป่าดาราภิรมย์

เกียรติคุณของวัดป่าดาราภิรมย์ วัดป่าดาราภิรมย์ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 ของกรมการศาสนา กระทรวง ศึกษาธิการ สมเด็จพระสังฆราชทรงมอบกิตติคุณบัตรย่ามและพัดพัฒนาให้แก่เจ้าอาวาส คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ ถวายเกียรติบัตรยกย่องวัดป่าดาราภิรมย์มีผลงานดีเด่นด้านสาธารณูปการ เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชาปี พ.ศ. 2535 สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มอบเกียรติบัตรชมเชยโครงการคัดเลือกสถานที่ดีเด่น เพื่อสิ่งแวดล้อมแก่วัดป่าดาราภิรมย์ในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ได้รับการคัดเลือกเป็น อุทยานการศึกษา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2536 วัดป่าดาราภิรมย์มีอายุการก่อสร้างมานานเกือบศตวรรษ เพื่อเฉลิมพระนามาภิไธยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 ได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ เนื่องจากการเอา ใจใส่ในการบริหารดูแลของพระภิกษุสงฆ์ สามเณรและศรัทธาของประชาชน

เป็นศูนย์รวมของศิลปกรรม ทางศาสนา เป็นสำนักเผยแพร่และสำนักเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดี เด่นของกรมการศาสนาเป็นอุทยานการศึกษาและพระอารามหลวงของจังหวัดเชียงใหม่ ลำดับเจ้าอาวาสจากอดีตถึงปัจจุบัน

  1. พระตื้อ อจลธมโม พ.ศ. 2485 - 2494

  2. พระครูสังฆรักษ์กาวงศ์ โอทาตวณฺโณ พ.ศ. 2495 - 2515

  3. พระราชวินยาภรณ์ (จันทร์ กุสโล) พ.ศ. 2521 - 2535

  4. พระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ พ.ศ. 2535 - ปัจจุบัน 30 ประวัติวัดจังหวัดนครปฐม