วัดอาวุธวิกสิตาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดอาวุธวิกสิตาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๓๖ ถนน จรัญสนิทวงศ์ ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๗๒ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สังกัด คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ได้ตั้งวัดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๑ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งหลัง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปการของวัด

ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๓ งานเศษ อาณาเขตทิศเหนือจดคลองบางพลัด ทิศใต้จด ถนนซอยเข้าวัด ทิศตะวันออกจดแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกจดถนนจรัญสนิทวงศ์ พื้นที่ตั้ง วัดทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และริมคลองบางพลัด ขอบเขตวัดมีกำแพงล้อม รอบ พื้นที่สถานที่ประดันไนในการสมาทานองแนว สวมกำแพงแบ่งเขตสังฆวาส สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กก่อด้วยอิฐบล็อก ขนาดความยาว ๑๓๐ เมตร สูง ๓ เมตร บริเวณวัดสะอาด จัดปลูกไม้ประดับ ไม้ดอกและไม้ยืนต้น ร่มรื่น สวยงาม มีการ คมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำสะดวก ตั้งอยู่ห่างจากเขตบางพลัดประมาณ ๔๐๐ เมตร

ความเป็นมา

วัดอาวุธวิกสิตาราม ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏชัดแต่สันนิษฐานจากการเล่าสืบต่อ กันมาว่า เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งซึ่งสร้างมาไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ปี โดยเริ่มจากพระสงฆ์และ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาซึ่งกรุงแตกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้มาตั้งรกราก ถิ่นฐานที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระสงฆ์ที่อพยพมาในสมัยนั้นได้พำนักและก่อตั้งที่พักสงฆ์ ขึ้นบริเวณเชิงเลนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครั้น พ.ศ. ๒๔๒๒ จึงได้ตั้งเป็นวัดที่ถาวรขึ้นโดย สร้างกุฏิเสนาสนะสงฆ์ขึ้นหลายหลัง เดิมที่เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายด้วยปรารภเหตุ ที่พระสงฆ์และชาวบ้านได้อพยพพลัดถิ่นมาจากกรุงศรีอยุธยานั่นเอง ดังนั้นจึงได้เรียกสถานที่ บริเวณนี้ว่า "บางพลัด" ครั้งแรกทีเดียวชาวบ้านเรียกว่า "วัดปากคลอง บางพลัด" หรือ "วัด บางพลัดนอก" เพราะตั้งอยู่ที่ปากคลองบางพลัด แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้นิยมเรียกว่า วัดบาง พลัดนอกอยู่เช่นกัน และเรียกวัดบางพลัดซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามว่า "วัดบางพลัดใน"

เสนาสนะสงฆ์ได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก พระภิกษุสามเณรภายในวัดก็มีความประพฤติ ไม่เหมาะสมหลายประการ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๘ พระอาจารย์สีซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้น ท่านเป็นพระนักวิปัสสนารูปหนึ่ง มีความเคารพนับถือกับพันเอกพระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ(ท้วม)

เจ้ากรมคลังแสงในรัชกาลที่ ๕ ท่านมีบ้านอยู่ริมคลองบางพลัด ตรงข้ามกับวัดอาวุธวิกสิตาราม ทางด้านทิศเหนือ และผู้ให้ความอุปถัมภ์วัดนี้ตลอดมา พระอาจารย์สีและท่านเจ้ากรมคลังแสงได้ปรึกษากันว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง เสนาสนะชำรุดทรุดโทรมไปมาก สมควรที่จะทำการ หลังท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระธรรมฐิติญาณ ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาส วัดเครือวัลย์วรวิหาร (ธนบุรี) เมื่อหารือกันแล้ว เห็นสมควรให้แปลงเป็นวัดธรรมยุต จึงได้นำ พันเอกพระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) เข้าเฝ้า สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทูลขอแปลงวัดปากคลองบางพลัดเป็นวัด "ธรรมยุต" สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าฯ ทรงเห็นชอบด้วย และตรัสสั่งให้ พันเอกพระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จให้เป็นผู้อุปถัมภ์และบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม จึงได้บริจาคทรัพย์พร้อมด้วยญาติมิตร ลงมือซ่อมแซมกุฏิ หอสวดมนต์ สร้างศาลาการเปรียญ และได้สร้างอุโบสถขึ้นใหม่ แล้วจึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมา แปลงเป็นวัด "ธรรมยุต" พร้อมนำความกราบทูลขอพระราชทานนามวัดใหม่ จากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดอาวุธวิกสิตาราม" ในพ.ศ. ๒๔๔๑ มีความหมายว่า "วัดพระยาอาวุธฯ และคุณหญิงแย้มฯ" (เป็นผู้บูรณะปฏิสังขรณ์) จึงได้ชื่อว่า "วัดอาวุธวิกสิตาราม" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๓๖ รวมระยะเวลา ๙๕ ปี เดิมทีที่ของวัดส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งสถานที่ราชการ คือ อำเภอบางพลัดเก่า ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งโรงเรียนเทศบาลวัดอาวุธวิกสิตาราม สังกัด กรุงเทพมหานคร

ในปีที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัดธรรมยุต ได้นิมนต์พระสมุห์เฉย วัดเขมาภิรตาราม มา ปกครองเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาพระอาจารย์ปิ้ว จากวัดโสมนัสวิหาร มาปกครองเป็นเจ้าอาวาส จนมรณภาพ พระปลัดเรืองซึ่งเป็นพระลูกวัดฯ ก็ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสปกครองอยู่ประมาณ ๑๕ ปี ก็มรณภาพลง สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒนมหาเถร) วัดบวรนิเวศวิหารจึงได้ ตั้งให้พระมหาสุเทพ ฐิโตภาโส ซึ่งเป็นพระลูกวัดรักษาการเจ้าอาวาสอยู่เป็นเวลา ๑ ปีเศษ ก็ พ้นจากตำแหน่ง ครั้งปี ๒๕๑๘ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสนมหาเถร) วัดราช บพิทธสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงแต่งตั้งให้พระอริยคุณาภรณ์ (สุบิน เขมิโย ป.5.6) วัดเครือ วัลย์วรวิหาร เป็นเจ้าอาวาสปกครองสืบต่อมาเป็นเวลา ๑๑ เดือน ก็ย้ายกลับไปรักษาการ เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ เนื่องจากเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ได้มรณภาพลง (ต่อมาท่านได้รับการ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะ ชั้นราชที่ พระราชปัญญากวีและชั้นเทพที่ พระเทพสารเวที ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๙ สมเด็จพระ อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จึงได้ทรงประทานแต่งตั้ง พระอมราภิรักขิต (จันทร์ จนฺโท ป.ธ.๖) วัดเทพศรินทราวาส อายุ ๖๒ ปี พรรษา ๔๒ มาเป็นเจ้าอาวาสปกครองพระสงฆ์วัดอาวุธวิกสิตาราม พระอมราภิรักขิต (จันทร์ จนฺโท) หลังจากได้มาปกครองเป็นเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตารามก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณ ศักดิ์ตามลำดับ ดังนี้ ปี ๒๕๒๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชมุนี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระ เทพเมธากร จนถึงปัจจุบัน

ตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันนี้ ได้มาปกครองวัดอาวุธวิกสิตาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านก็ได้เริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่อจากที่ยังคั่งค้างอยู่ เช่น พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นประธานกรรมการก่อสร้างศาลาบำเพ็ญกุศล ๑ หลัง พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานกรรมการสร้างฌาปนสถาน (เมรุ) ลักษณะทรงไทยประยุกต์ ก่ออิฐถือปูน ดำเนินการก่อสร้างกำแพงรอบวัด สร้างศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ปรับพื้นที่บริเวณวัด จัดหาดินทรายมาถมบริเวณวัด ยกระดับพื้นดินให้สูง 4 ชั้น ให้เป็นการก่อสร้างอุโสหลังใหม่ (ซึ่งได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฐายี) สมเด็จพระสังฆราช วัดมกุฎกษัตริยาราม สมัยยังดำรงสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์) ที่ยังคั่งค้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (๒๕๓๖) รวม ๑๒ ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้เสร็จทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายต้นเทียนพรรษา แต่วัดต่าง ๆ ในแขวงบางพลัด-บางอ้อ เขตบางพลัด และบางวัดในต่างจังหวัด รวม ๒๐ วัด โดยเสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายต้นเทียนพรรษาที่วัดอาวุธฯ เป็นประเพณีทุกปี จัดเป็นศูนย์กลางเพื่อให้วัดในละแวกใกล้เคียงและต่างจังหวัดได้มารับประทานเทียนพรรษาจากพระองค์ท่าน และเป็นจุดรวมน้ำใจของเหล่าพสกนิกรทั้งมวล ที่จะได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ ด้วยความจงรักภักดีอย่างใกล้ชิด

ในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ วัดอาวุธวิกสิตาราม ได้อนุญาตให้กองทัพบก โดยกรมสวัสดิการทหารบกปรับปรุงสถานที่บริเวณวัดให้เป็นสนามคอนกรีต ยกพื้นให้พ้นจากน้ำท่วมขัง ปรับปรุงซ่อมแซมศาลาบำเพ็ญกุศลจัดเป็น "ฌาปนสถานกองทัพบก" เพื่อบริการสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์กองทัพบก หรือข้าราชการทหารที่อยู่ย่านฝั่งธนบุรีให้ได้รับความสะดวกในการจัดการฌาปนกิจศพ ตลอดถึงเพื่อบริการประชาชนทั่วไปให้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นในเรื่องการจัดการฌาปนกิจศพ

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๓ งานเศษ อาคารเสนาสนะ มีพระอุโบสถ ๒ หลัง หลังที่ ๑ (อุโบสถเก่า) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงไทย กว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๑๗.๑๕ เมตร หลังคามุงกระเบื้องเกล็ด หน้าบัน ทั้งสองด้านมีลวดลายไทยโบราณ มีคันทวย ซุ้มประตู-หน้าต่างปั้นลวดลาย บานประตู-หน้าต่างไม้สัก ทาสีทั้งหลัง ด้านหลังพระประธานมีลายดอกไม้ภู่ มีเจดีย์ ๓ ปรางค์อยู่ด้านหน้าอุโบสถ ซุ้มเสมาเป็นดอกบัวตูม มีกำแพงแก้วล้อมรอบทุกด้าน ประตูด้านหน้า ๑ ช่อง ด้านหลัง ๑ ช่อง หน้าต่าง ๑๐ ช่อง หลังที่ ๒ (อุโบสถใหม่) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่อ

อิฐถือปูนกว้าง ๑๖.๕๐ เมตร ยาว ๓๒ เมตร ลักษณะทรงไทย แบบกรมศิลปากร หน้าบันทั้ง ๒ ด้าน มีลวดลายไทย หน้าบันด้านทิศตะวันออก มีซุ้มพระพุทธรูปปางลีลา มีช่อฟ้า ใบระกา คันทวย หางหงส์ ประดับกระจกสีลงรักปิดทอง มีกราบบัวหัวเสา พื้นอุโบสถด้านในขัดหินอ่อน ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานพระพุทธชินราช ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๙๙ นิ้ว สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลงรักปิดทอง ฐานพระประธานประดับกระจก มีลวดลายไทย ฝาผนังทาสี มีเสาพระรายล้อมรอบอุโบสถชั้นบนจำนวน ๒๘ ต้น ชั้นบนมีกำแพงแก้วหินล้างรอบอุโบสถ ด้านหน้าทิศตะวันออกมีประตู ๓ ช่อง ด้านหลัง มีประตู ๒ ช่อง ชั้นบนมีหน้าต่าง ๑๔ ช่อง บานประตูหน้าต่างทำด้วยไม้สักและสลักลายไทยรูปเทวดา ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นลวดลายไทยมี รูปเทวดาลงรักปิดทอง ภายนอกอุโบสถ บันไดด้านหน้าปูด้วยหินขัด ราวบันไดฉาบหินล้าง มี ราวเหล็กสแตนเลสทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง พื้นอุโบสถด้านนอกชั้นบนปูด้วยกระเบื้องหินขัด ชั้น ล่างอุโบสถเป็นห้องโถงสำหรับใช้ประกอบกิจเอนกประสงค์ หน้าต่างชั้นล่างมี ๒๒ ช่อง มี ประตูด้านหน้า ๒ ช่อง ด้านหลัง ๒ ช่อง มีกำแพงแก้วรอบอุโบสถ ยาว ๑๙๐ เมตร สูง ๓.๖๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กขัดหินล้าง ติดเหล็กดัดลายไทย มีซุ้มประตู ๔ ซุ้ม สร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๓ เมตร ยาว ๕.๓๐ เมตร ลักษณะทรงไทยประยุกต์ มีใบระกา มีลวดลายไทย ศาลาการเปรียญ ๓ หลัง หลังที่ ๑ ศาลาหลังเก่า สร้างในสมัยตั้งวัด พ.ศ. ๒๔๔๑ เป็นศาลาไม้สักโบราณ กว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๒๒ เมตร ลักษณะทรงไทยชั้นเดียว มีเรือนนอก ด้านทิศตะวันตก ๑ หลัง ลักษณะทรงไทยกว้าง ๕.๕๐ เมตร ยาว ๑๓ เมตร เรือนนอกด้าน ทิศตะวันออก ๒ หลัง ลักษณะทรงไทยกว้าง ๓ เมตร ยาว ๗.๘๐ เมตร หลังที่ ๒ (ศาลาหล่ำ สุโกศล) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น กว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๒๕.๒๐ เมตร ลักษณะทรงไทยประยุกต์ ประตูไม้สัก หน้าต่างกรอบไม้สักติดกระจก พื้นชั้นบนปูด้วยปาร์เก้ ไม้มะค่าโมง พื้นชั้นล่างขัดหินอ่อน หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกหลังที่ ๓ ศาลาอรพิน นววงศ์ (ยงใจยุทธ) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๑๕.๗๐ เมตร ยาว ๓๙ เมตร ๒ ชั้น มีหน้าบัน ๓ ด้าน หน้าต่างกรอบไม้บานกระจก พื้นขัดหินอ่อนทั้ง ๒ ชั้น หลังคามุงกระ เบื้องลอนคู่ หน้าบันมีอักษรย่อชื่อผู้สร้างศาลา มีลายไทย สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๗ สร้างโดย พล.อ.ชวลิต-คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่บุตรี

กุฏิครึ่งตึกครึ่งไม้ ๕ หลัง

หลังที่ ๑ ลักษณะทรงไทยมะลิลา ๒ ชั้น กว้าง ๗.๑๖ เมตร ยาว ๒๒ เมตร พื้นชั้นบน ปูด้วยไม้ พื้นชั้นล่างขัดหินสี ๑๘ ห้อง มีมุข ทาสีทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้อง หลังที่ ๒ สร้าง ลักษณะทรงไทยมะลิลา กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๕.๕ เมตร ชั้นบนปูพื้นไม้ ชั้นล่างหินขัดสี หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูก หลังที่ ๓ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กครึ่งตึกครึ่งไม้ ลักษณะทรง ไทย ๒ ชั้น มีมุขกว้าง ๙ เมตร ยาว ๘.๕๐ เมตร ชั้นบนพื้นไม้ ชั้นล่างหินขัดสี ทาสีทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องลอนเล็ก หลังที่ ๔ สร้างลักษณะทรงไทยมะลิลา ๒ ชั้น กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๑.๘๐ เมตร ชั้นบนปูพื้นไม้ ชั้นล่างขัดหินสี ทาสีทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องลอนเล็ก หลังที่ ๕

ลักษณะทรงไทยมะลิลา มีมุข ๒ ชั้น กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๓ เมตร พื้นชั้นบนปูไม้ พื้นชั้น ล่างกระเบื้องคัมพานา หลังคามุงกระเบื้องเกล็ดโมเนีย

กุฏิคอนกรีตเสริมเหล็ก ๘ หลัง

หลังที่ ๑ (กุฏิถนอมสามเสน) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทย กว้าง ๖.๒๐ เมตร ยาว ๑๑.๗๐ เมตร พื้นชั้นบนปูกระดานไม้มะค่า พื้นชั้นล่างปูปาร์เก้ หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก พ.ศ. ๒๕๑๔ หลังที่ ๒ (กุฏิวรวิทย์ฯ) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทยประยุกต์มีมุข กว้าง ๖ เมตร ยาว ๙ เมตร ชั้นบนปูกระเบื้องคัมพานา ฝาผนังด้านนอกชั้นล่างฉาบหินล้าง หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๔ หลังที่ ๓ (กุฏิอนุสรณ์ ๖๐ ปี) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทยประยุกต์ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ชั้นบนปูปาร์เก้ ฝาผนังด้านนอกฉาบหินล้างทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องโมเนีย สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังที่ ๔ (กุฏิสิทธิสาร โสภณ) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทยประยุกต์มีมุข กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๑.๕๐ เมตร พื้นชั้นบนปูด้วยไม้ ชั้นล่างปูกระเบื้องคัมพานา หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก และต่อเติมด้วยเรือนทรงไทยมะลิลา กว้าง ๔๗๐ เมตร ยาว ๑๑.๓๐ เมตร ยกพื้นชั้นเดียว ปูกระเบื้องคัมพานา หลังที่ ๕ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทย กว้าง ๘.๖๐ เมตร ยาว ๑๑.๖๐ เมตร พื้นปูด้วยหินอ่อนทั้งชั้นบน-ล่าง หลังคามุงกระเบื้องเกร็ดโมเนีย สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๒ หลังที่ ๖ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทย กว้าง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๑๑.๗๐ เมตร พื้นปูด้วยหินขัดสี หลังคามุงกระเบื้องลอนเล็ก หลังที่ ๗ (กุฏิสามัคคีรังสรรค์) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น มีมุข ลักษณะทรงไทยประยุกต์ กว้าง ๗.๕๐ เมตร ยาว ๑๖.๕๐ เมตร พื้นชั้นบนปูด้วยไม้มะค่า พื้นชั้นล่างปูกระเบื้องเซรามิก หลังคามุงกระเบื้องลอนเล็ก สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๓ หลังที่ ๘ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ทรงไทยมะลิลา มีมุข พื้นชั้นบนปูด้วยไม้ ชั้นล่างคอนกรีต ยาว ๑๓ เมตร กว้าง ๗ เมตร

กุฏิไม้ ๒ หลัง

หลังที่ ๑ (ธรรมสาร) สร้างด้วยไม้ทั้ง ๒ ชั้น กว้าง ๒๑.๔๐ เมตร ยาว ๒๔.๔๐ เมตร พื้นชั้นบนปูด้วยไม้ พื้นชั้นล่างเทคอนกรีต หลังที่ ๒ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ๒ ชั้น กว้าง ๓ เมตร ยาว ๖ เมตร

มีถาวรวัตถุอื่น ๆ คือ

หอสมุด - สำนักงานจัดผลประโยชน์ของวัดฯ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น ทรงไทยประยุกต์ มีมุข หน้าบันมีตราวัดอักษรย่อ ร.๕ มีใบระกา กว้าง ๑๓.๓๐ เมตร ยาว ๑๗ เมตร หินล้างทั้งหลัง พื้นขัดหินอ่อนทั้ง ๓ ชั้น หลังคามุงกระเบื้องเกล็ดเคลือบ สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๒

ฌาปนสถาน (เมรุ) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงไทยประยุกต์ กว้าง ๑๑.๗๐ เมตร ยาว ๒๒.๗๐ เมตร หินล้างทั้งหลัง พื้นขัดหินอ่อน สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๐

ศาลาบำเพ็ญกุศล ๓ หลัง หลังที่ ๑ (สังวรสิน) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ลักษณะทรงไทย กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๗ เมตร หลังคามุงกระเบื้องเกล็ดโมเนีย พื้นขัดหินอ่อน สร้าง พ.ศ. ๒๕๙ ต่อมาปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมติดแอร์ หลังที่ ๒ (ศาลา ๒-๓) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กยกพื้นชั้นเดียว กว้าง ๑๕.๕๐ เมตร ยาว ๓๕.๗๐ เมตร ลักษณะทรงไทย หน้ามุขมีลวดลาย หลังคามุงกระเบื้องเกล็ดเคลือบ พื้นขัดหินอ่อน สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๙ หลังที่ ๓ (ศาลาคุณแม่บุญเรือนฯ) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ยกพื้นชั้นเดียว ลักษณะเรือนไทย กว้าง ๑๒๐ เมตร ยาว ๑๕.๖๐ เมตร หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก พื้นปูกระเบื้องเซรามิคคัมพานา

หอระฆัง ๒ หลัง หลังที่ ๑ (เก่า) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะทรงไทยจตุรมุข ๒ ชั้น กว้าง ๔.๕๐ เมตร ยาว ๔.๕๐ เมตร หลังคาเทคอนกรีต สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๓ หลังที่ ๒ (ใหม่) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะทรงไทยจตุรมุข ๓ ชั้น กว้าง ๔.๕๐ เมตร ยาว ๔.๕๐ เมตร สูง ๒๔ เมตร หลังคามุงกระเบื้องเกล็ดเล็ก หน้าบันปั้นลวดลายตราวัด มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวยทาสีทอง พื้นชั้นล่างปูกระเบื้องคัมพานา เสาฉาบกระเบื้องเซรามิค สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๑

หอฉัน ๒ หลัง หลังที่ ๑ สร้างด้วยโครงเหล็ก ทรงไทยมะลิลา ยกพื้นชั้นเดียว พื้นขัดปูสี กว้าง ๖.๓๕ เมตร ยาว ๑๔ เมตร หลังที่ ๒ สร้างลักษณะทรงไทยประยุกต์ ยกพื้นชั้นเดียวปูกัน ตัวเรียงร้องเก็บพีอุทัณฑ์ ร้างแอเมอริกา ทรมานลิต ยากัน ชั้นเดียว กว้าง ๕ เมตร ยาว ๓๗.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๕

ที่เก็บศพ ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน ๖๐ คูหา สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๙

กำแพง มีกำแพงเรือนนอกรอบวัด สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน ยาว ๔๒๐ เมตร สูง ๓.๘๐ เมตร เฉพาะกำแพงด้านหน้าวัดประดับใบเสมาเหนือกำแพงตลอดแนว กำแพงเรือนในภายในวัด สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐบล็อกยาว ๑๓๐ เมตร สูง ๓ เมตร ทาสี

ป้ายชื่อวัด ๔ ป้าย ป้ายที่ ๑ ด้านทิศตะวันออก ยาว ๔.๙๘ เมตร สูง ๓.๑๓ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก แผ่นป้ายทำด้วยหินอ่อน ตัวหนังสือด้านหน้าชื่อวัดทำด้วยทองเหลือง ด้านหลังจารึกหัวใจพระพุทธศาสนา แกะสลักตัวหนังสือลงรักปิดทอง ป้ายที่ ๒ ด้านทิศใต้ (ทางเข้าวัด) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก แผ่นป้ายเป็นหินอ่อน ตัวหนังสือชื่อวัด และ ฌาปนสถานกองทัพบกลงรักปิดทอง ยาว ๓.๘๐ เมตร สูง ๔ เมตร ป้ายที่ ๓ ด้านทิศใต้ (ทางเข้าวัด) ยาว ๓.๘๐ เมตร สูง ๔ เมตร ทำด้วยไม้สัก ตัวหนังสือชื่อวัดฯ ป้ายที่ ๔ ปากซอยเข้าวัด กว้าง ๖ เมตร สูง ๑๒ เมตร ทำด้วยไม้สัก ตัวหนังสือชื่อวัดหล่อด้วยคอนกรีต ทาส

มีวัตถุปลีกย่อยอื่น ๆ อีก ถังน้ำฝน ขนาด ๓ x ๗ เมตร สูง ๙ เมตร ห้องน้ำรวมประมาณ ๔๕ ห้องทั่ววัด

ปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปบูชา "หลวงพ่อสัมฤทธิ์" ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๒๕ นิ้ว สร้างสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ภายในอุโบสถวัดอาวุธวิกสิตาราม เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป เจดีย์ ๓ ปรางค์ สร้างด้วยก่ออิฐถือปูน อยู่ด้านหน้าอุโบสถหลังเก่า สันนิษฐานว่าคงจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิของบรรพบุรุษผู้สร้างวัดอาวุธวิกสิตาราม

โบราณสถานที่สำคัญ คือ อุโบสถหลังเก่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งบูรณะวัดเพื่อเปลี่ยนเป็นวัดธรรมยุต พ.ศ. ๒๔๔๑ และศาลาการเปรียญหลังเก่า เป็นศาลาไม้สักทั้งหลัง สร้างในสมัยตั้งวัดอาวุธฯ พ.ศ. ๒๔๔๑

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดอาวุธวิกสิตาราม ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ได้ส่งรายชื่อนักเรียนเข้าสอบสนามหลวงทั้งแผนกธรรมและบาลีในนามสำนักเรียนอื่นตลอดมา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้ปรับปรุงพัฒนาด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง โดยเริ่มรับพระภิกษุสามเณรเข้ามาศึกษาเล่าเรียนแผนกธรรม-บาลีเพิ่มขึ้น และในแต่ละปีก็มีนักเรียนสอบได้มากขึ้นตามลำดับทั้งแผนกธรรมและบาลี จากการที่ได้พัฒนาด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตามลำดับนั้นบัดนี้ "สำนักศึกษาวัดอาวุธวิกสิตาราม" ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม" แล้ว เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๓๐/๒๕๓๔ ซึ่งทางกรมฯ ได้มีหนังสือแจ้งให้วัดอาวุธวิกสิตารามทราบ ตามหนังสือที่ ศธ ๐๔๐๔/๑๕๓๔๖ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ หลังจากที่ได้ตั้งเป็น "สำนักเรียน" แล้ว มีนักเรียนสอบได้ประโยค ป.ธ.๙ ในการสอน นักเรียนและมารี แนกร มีรอชั้น เสี่ย ท, เอ และ จนเวิร์คแผนกบาลี เปิดทำการสอน ชั้นบาลีไวยากรณ์ ประโยค ๑-๒, ป.ธ.๓, ๕ และ ๖ โดยมีคณะครูอาจารย์ภายในวัดฯ เป็นครูสอนทั้งหมด แผนกบาลีปัจจุบันนี้ (๒๕๓๕) ส่งนักเรียนเข้าสอบบาลีสนามหลวง ตั้งแต่ประโยค ๑-๒ ถึง ประโยค ป.ธ.๘ ในด้านทุนทรัพย์สนับสนุนการศึกษาฯ นั้น ที่ผ่านมาทางสำนักเรียนฯ ได้จัดงานวัดเปิดภาคเรียนประจำปี โดยกำหนดเอาเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนของทุกปีตามความเหมาะสมโดยเริ่มจัดตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๑ เป็นต้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อหาทุนทรัพย์มาบริหารการศึกษาของสำนักเรียนฯ ต่อไป

เพื่อให้การบริหารการศึกษาของสำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม ดำเนินไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้แบ่งกองทุนการศึกษาฯ ออกเป็น ๔ ประเภท คือ

(๑) กองทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม (กองทุนถาวร)

(๒) กองทุนการใช้จ่ายบริหารการศึกษาระหว่างปี

(๓) กองทุนนิตยภัตครูสอนพระปริยัติธรรมประจำเดือน

(๔) กองทุนสวัสดิการคณะครู-นักเรียนพระปริยัติธรรม

ประเภทที่ ๑ เป็นกองทุนการศึกษาถาวร นำเงินต้นที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเข้าฝากธนาคารไว้ นำเฉพาะดอกผลมาบริหารการศึกษาพระปริยัติธรรม กองทุนนี้ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้

สำนักเรียนฯมีหลักประกันความมั่นคงในด้านทุนทรัพย์ในการที่จะบริหารการศึกษาฯทั้งใน ปัจจุบันและในอนาคต

ประเภทที่ ๒ เป็นกองทุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่าย อันเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาของสำนัก เรียนฯทั้งหมด เป็นต้นว่า จัดหาอุปกรณ์การเรียน-การสอน การทำงาน ฯลฯ ตลอดปีการศึกษา ของแต่ละปี

ประเภทที่ ๓ กองทุนนี้ ตั้งขึ้นเพื่อจัดถวายเป็นค่านิตยภัตครู แก่คณะครูพระปริยัติธรรม ผู้ทำการสอนเป็นรายเดือน ตลอดปี

ประเภทที่ ๔ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นค่าสวัสดิการแก่คณะครู-นักเรียน สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตา ราม ในด้านต่าง ๆ เช่น เป็นค่ารักษาพยาบาลเวลาอาพาธ จัดหาบริจาค เครื่องใช้ที่จำเป็นถวาย เป็นต้น

นอกจากนี้ได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในวัดด้วย ในส่วนการจัดการเผยแพร่พระพุทธศาสนา คือ มีการเทศนาอบรมประชาชนในวันสำคัญทางพระ พุทธศาสนาตลอดมา จัดอบรมคณะครู-นักเรียนในด้านศีลธรรม วัฒนธรรมในวันสำคัญทางพระ พุทธศาสนา และในเทศกาลต่าง ๆ ตลอดมา จัดส่งพระภิกษุสามเณรไปสอนพิเศษประจำ ตามโรงเรียนต่าง ๆ จัดส่งพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิไปอบรมสั่งสอนข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชนทั่วไปตามหน่วยงานต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ จัดส่งพระภิกษุไปอบรมนักโทษในเรือน จำเป็นครั้งคราว เป็นต้น ทางวัดได้จัดกิจกรรมพิเศษในวันธรรมสวนะ และวันสำคัญทางศาสนา คือ วันธรรมสวนะ ได้มีประชาชนอุบาสก-อุบาสิกา มาทำบุญตักบาตร จัดให้มีพระสงฆ์แสดง พระธรรมเทศนาตลอดปี โดยเฉพาะวันธรรมสวนะในพรรษาได้จัดให้มีการแสดงพระธรรม เทศนาทุกวัน วันละ ๔ ครั้ง คือ เวลา ๐๙.๐๐ น., เวลา ๑๓.๐๐ น., เวลา ๑๕.๐๐ น. และเวลา ๑๙.๓๐ น. ส่วนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ทั้ง ๓ วันนี้ จัดให้มีการประชุมพระภิกษุสามเณร นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชน รับฟังโอวาทจากพระสงฆ์ ประกอบกิจเวียนเทียน ฟังพระ ธรรมเทศนาประวัติความสำคัญแห่งวัน นั้น ๆ เพื่อเพิ่มพูนศรัทธาและปสาทะแก่พุทธบริษัทให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และวันอุโบสถ ได้มีการ ประชุมสงฆ์ทำสังฆกรรมตลอดปี

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครองโดยมีพระเทพเมธากร (จันทร์ จนฺโท ป.ธ.๖) เป็นเจ้าอาวาส ได้แบ่ง การปกครองโดยมีรองเจ้าอาวาสรับสนองงานต่าง ๆ ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมาย มีเจ้าคณะและ หัวหน้ากุฏิ ดูแลรับผิดชอบพระภิกษุสามเณรและศิษย์วัดภายในคณะและกุฏิโดยขึ้นตรงต่อเจ้าอาวาส มีครูใหญ่และคณะครูพระปริยัติธรรม รับสนองงานด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม ควบคุมดูแล นักเรียนโดยขึ้นตรงต่อเจ้าอาวาส เจ้าสำนักเรียน และรองเจ้าอาวาสซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวย การศึกษาพระปริยัติธรรม นอกจากนี้ตั้งคณะกรรมการวัด เพื่อรับผิดชอบบริหารงานส่วนของ วัดให้เป็นไปโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ระเบียบ กฎ พระบัญชา

ของทางการคณะสงฆ์ทุกประการ เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม มีดังนี้คือ ๑. พระสี ๒. พระสมุห์เฉย ๓. พระปิ้ว ๔. พระปลัดเรื่อง ๕. พระสิทธิสารโสภณ (สงวน (สีตะลายันต์) โฆสโก) พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๕๑๗ ๖. พระมหาสุเทพ ฐิโตภาโส พ.ศ. ๒๕๑๗ ๗. พระอริยคุณาภรณ์ (สุบิน เขมิโย ป.ธ.6) พ.ศ. ๒๕๑๘ (สมณศักดิ์ปัจจุบัน พระ เทพสารเวที เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์) ๘. พระเทพเมธากร (จันทร์ จนฺโท ป.ธ.๖) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นมา