วัดนาควัชรโสภณ

สภาพฐานะและที่ตั้งของวัด

วัดนาควัชรโสภณ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ถนนราชดำเนิน ๒ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ตั้งวัด เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๖๒ ไร่ ตั้งอยู่หน้าเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงข้ามกับวัด เจ้าเมืองกำแพงเพชร มีกำแพงล้อมรอบวัดมั่นคง แข็งแรง และเป็นระเบียบสวยงาม โบราณ สถานถูกล้อมรอบด้วยคูน้ำ กว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๕๐๙ เมตร บริเวณวัดสะอาด ร่มรื่น และสวยงาม

ความเป็นมา

วัดนาควัชรโสภณหรือวัดช้าง เดิมเป็นวัดอรัญญิกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกคู เมืองของเมืองกำแพงเพชร ซึ่งสร้างขึ้นมาในสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลายในระหว่างพุทธศตวรรษ ที่ ๒๐-๒๑ หรือประมาณ ๕๐๐ ปีมาแล้ว ตามลักษณะสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบสุโขทัย ต่อมาเมื่อศูนย์กลางการปกครองได้ย้ายจากกรุงสุโขทัยไปสู่กรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี วัดนี้จึง ถูกทิ้งร้างลงในช่วงเวลาดังกล่าวคงเหลือร่องรอยเป็นกลุ่มโบราณสถานประกอบด้วยเจดีย์ประธาน วิหาร เจดีย์ราย และอุโบสถ อยู่ในกำแพงวัดและคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ได้รับการ ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ หลวงพ่อวิชัย ปสนุโน ต่อมาดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูนาควัชราธร ได้จาริกมาปักกลดจำพรรษาอยู่ ณ บริเวณเจดีย์โบราณสถานวัดช้างในช่วงเวลาดังกล่าว ท่าน ได้ปฏิบัติธรรม และเทศนาอบรมพุทธศาสนิกชนจนประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและได้ อุปัฏฐากบำรุงท่านมาโดยลำดับในเบื้องต้นนั้นมีผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัด คือ จ.ส.อ. ศักดิ์ นาง สังเวียน เดชานนท์ ต่อมามีผู้ซื้อที่ดินบริจาคเพิ่มเติม รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น ๖๒ ไร่ รวมที่ดิน โบราณสถานวัดช้างด้วยรวมเป็น ๗๖ ไร่ ๑ งาน จากนั้นได้เริ่มสร้างเสนาสนะ มีการศึกษาเล่า เรียนพระธรรมวินัย และปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร ที่มาอยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ตั้ง แต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้เริ่มสร้างอุโบสถ โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระราชมุนี (โฮม โสภโณ) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร และได้สร้างตำหนักทรงธรรมสังฆราชานุสรณ์ เพื่อเตรียมรับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (อุฏฐายีมหาเถระ) ซึ่งได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานยกช่อฟ้าอุโบสถ ในพ.ศ. ๒๕๑๓ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มแก่

คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วกัน

ในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งวัด นามว่า วัดนาควัชรโสภณ และเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หรือที่เรียกว่า วิหารพุทธสภา เป็นอาคารเอนกประสงค์สำหรับให้พุทธศาสนิกชนทำบุญและฟังธรรมในวันธรรมสวนะหรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ พระครูนาควัชราธร ได้มรณภาพลง ต่อมาพระมหาสมจิตต์ อภิจิตุโต เลขานุการมูลนิธิปริยัติศึกษา ญสส. ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นศิษย์ของพระครูนาควัชราธร ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยความอุปถัมภ์จากพระเถระผู้ใหญ่ได้พาคณะญาติโยม ผู้มีจิตศรัทธามาช่วยกันสร้างอาคารเรียน อาคารที่พักพระภิกษุ สามเณร หอสมุด และตำหนักสมเด็จพระสังฆราช พัฒนาวัดให้เป็นสถานศึกษาและปฏิบัติธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร และยังได้เผื่อแผ่ไปยังเยาวชนทั้งหลาย โดยได้เปิดเป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นด้วย

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์สังฆราชูปถัมภ์ ได้เสร็จเป็นองค์ประธานในการพระราชทานเพลิงศพของพระครูนาควัชราธรและเสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดอาคารสมเด็จพระญาณสังวร หอสมุดสมเด็จพระญาณสังวร และตำหนักสมเด็จพระสังฆราช

ปัจจุบัน มีพระจันทโคจรคุณ (เฉลิม วีรธมฺโม) เป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะอำเภอ จังหวัดกำแพงเพชร-พิจิตร (ธรรมยุต)

ทรัพย์สิน

๑. อุโบสถ (หลังใหม่) มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ตบแต่งสวยงาม ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดิษฐานพระประธานภายในอุโบสถ พระ นามว่า "พระพุทธนรนาถธรรมสารนิมิต" ขนาดหน้าพระเพลากว้าง ๖๙ นิ้ว มีกำแพงล้อม รอบด้านหน้าอุโบสถปลูกต้นไม้ประดับสวยงาม มีขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๑ เมตร และอุโบสถ (หลังเก่า) ด้านหนึ่งใกล้ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช อีกด้านหนึ่งใกล้อุโบสถหลังใหม่ อยู่ติดคู น้ำที่ล้อมรอบเจดีย์ประธาน วิหารจตุรมุข และเจดีย์ราย ๓ องค์ เป็นศิลาแลง ปัจจุบันได้ปรัก หักพังไปตามกาล แต่ก็ได้อนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิม มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปี กรมศิลปากรได้ขึ้น ทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ อุโบสถหลังใหม่นี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒

๒. วิหาร เป็นพุทธสถานตั้งอยู่ในกลุ่มอาคารเรียน มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ๓ มุข ลายปูนปั้นลงลักปิดทอง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไพรีพินาศ และผนังภายในวิหารมีภาพ เขียนสีน้ำมัน เป็นภาพเกี่ยวกับประวัติวัดอย่างสวยงาม มีความกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖

๓. ศาลาการเปรียญ หรือวิหารพุทธสภา ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีลักษณะ ทรงไทย ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นอาคารเอนกประสงค์ให้พุทธศาสนิกชนทำบุญ

และฟังธรรมในวันธรรมสวนะ หรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และใช้เป็นหอฉันด้วย มีพระ ประธานปางประทานพรแบบสุโขทัยประยุกต์ พระนามว่า "พระพุทธวิชิตมาร" มีขนาดพระ เพลากว้าง ๙๙ นิ้ว สูง ๑๓๙ นิ้ว ประตูทางเข้าเป็นปูนปั้นรูปสิงห์ทั้ง ๒ ด้าน และกำแพงรั้ว ล้อมรอบ มีขนาดกว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๓๒ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒

๔. กุฏิ มีจำนวน ๖ หลัง ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น และ สร้างเป็นอาคารแถวสองชั้นใต้ถุนโปร่ง มีขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖๒.๕๐ เมตร จำนวน ๒ หลัง กุฏิก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคารแถว ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง มีขนาดกว้าง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๓.๕๐ เมตร กุฏิรับรองพระภิกษุ เป็นอาคารแถวชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยคอนกรีต เสริมเหล็ก มีขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๐ เมตร และ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๒ หลัง

๕. มณฑป สร้างเป็นอาคาร ๔ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ใต้ถุนโปร่ง บันไดทางขึ้นมณฑปเป็นนาค ๗ เศียร ชั้นบนเป็นสถาปัตยกรรมไทยปูนปั้น ลายลงลักปิดทอง ภายในชั้นบนสุดประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ชั้น ๒ มีเจดีย์ ๔ มุม มีที่พักเฉพาะพระเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษามณฑปด้วย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒

๖. ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช เป็นอาคารเรือนไทยประยุกต์ ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีจตุรมุข ๔ ด้าน จำนวน ๘ มุข มีลักษณะสถาปัตยกรรมทรงไทย รอบหลังคาเป็นไม้สักแกะสลักลวดลายไทย มีขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๐.๕๐ เมตร ใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๒๔

๗. อาคารสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หน้าระเบียงมีตราพระนามย่อ "ญสส." และลายพระหัตถ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี มีขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๔๘ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๔

๘. อาคาร ๘๐ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีลักษณะหน้ามุข ๒ ชั้น ชั้นแรกเป็นตราสัญลักษณ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตรงกลางหน้ามุขชั้นที่ ๒ มีตราฉลองพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ชั้นบนใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนสามัญศึกษา และโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ชั้นล่างใช้เป็นที่จัดประชุมข้าราชการ นิสิต นักศึกษา และจัดการประกวดสวดมนต์หมู่ มีขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๕๒ เมตร

๙. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาราชินี เป็นอาคารยกพื้นก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ไม้แกะสลักเป็นเชิงชายโดยรอบ ใช้เป็นที่พักของสามเณร ประมาณ ๔๐ รูป ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๔๒ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕

๑๐. หอสมุดสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เป็นอาคารลักษณะทรงไทยประยุกต์ชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เป็นหอสมุดให้บริการแก่พระภิกษุสามเณร นักเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และประชาชนทั่วไป มีขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๑๗.๕๐ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๔

อนึ่ง อาคารสมเด็จพระญาณสังวร อาคาร ๘๐ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร อาคาร เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาราชินี และหอสมุดสมเด็จพระญาณสังวร มีกำแพงประดับ ด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผาล้อมรอบกลุ่มอาคารดังกล่าวเป็นสัดส่วนเฉพาะอย่างเรียบร้อยสวยงาม

๑๑. ศาลานาควัชราธร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว เป็นสถานที่สำหรับตั้ง บำเพ็ญกุศลศพก่อนฌาปนกิจ ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕

๑๒. ฌาปนสถาน ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว บริเวณพื้นเทซีเมนต์โดย รอบ ใช้เป็นที่ฌาปนกิจศพ มี ๑ เตา ขนาดกว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๑๐ เมตร

๑๓. ห้องน้ำ-ห้องสุขา เป็นอาคารเรือนแถวชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ในกลุ่มอาคารเรียน ข้างอาคารสมเด็จพระญาณสังวร จำนวน ๑๔ ห้อง มีขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๒๖.๑๘ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗

ปูชนียสถานที่สำคัญ

  • เจดีย์ประธาน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสวัดจากฐาน มีขนาดกว้าง x ยาว ๑๓.๖๐ เมตร สูง ๑๘.๗๐ เมตร มีลักษณะของฐานชั้นแรกเป็นฐานเขียงก่อด้วยศิลาแลง บริเวณฐานเขียงจะมี ช้างขนาดใหญ่รอบ ๑๘ เชือก ตัวช้างเป็นปูนปั้น เป็นช้างที่ใหญ่ที่สุดที่พบในกำแพงเพชร เพราะในจังหวัดกำแพงเพชรมีเจดีย์ที่มีช้างล้อมรอบ จำนวน ๓ วัด คือ วัดช้างล้อม วัด พระแก้ว และวัดช้าง (วัดนาควัชรโสภณ)

  • เจดีย์ทรงกลม ประกอบด้วยฐานเขียง ๔ ชั้น ฐานเขียงชั้นที่ ๑ มีปฏิมากรรมช้างปูนปั้น ฐานเขียงชั้นที่ ๒ เป็นแปดเหลี่ยม ก่อด้วยอิฐ ที่ฐานจะปรากฏรูปปฏิมากรรมปูนปั้นเป็นรูป สาวกเดินรอบ ส่วนฐานเขียงชั้นที่ ๓ และ ๔ ก่อด้วยอิฐ ต่อจากฐานเขียงชั้นที่ ๔ เป็นฐานปัทม ต่อจากฐานปัทม์เป็นมาลัยเถาว์ ๓ ชั้น ก่อด้วยอิฐเช่นกัน เหนือองค์ระฆังเป็นบัลลังก์ จาก สภาพหลังการบูรณะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ มีสภาพเกือบสมบูรณ์ และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ต้น ยางล้มลงมาทับพังทลายลง

  • วิหารจตุรมุขขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านหน้าของเจดีย์ประธาน มุขของ วิหารด้านหลังติดกับซุ้มของเจดีย์ประธาน ลักษณะของวิหารเป็นรูปจตุรมุขขนาดใหญ่ มีขนาด กว้าง ๑๐.๒๐ เมตร ยาว ๔๘ เมตร ทางเข้ามีวิหารอยู่ด้วยกัน ๓ ด้าน คือ ทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศใต้ ฐานของวิหารเป็นฐานเขียง เป็นอัฐศิลาแลง มีเสาวิหารทั้งด้านนอก และด้านใน เป็นเสาศิลาแลงทั้งแท่ง ลักษณะของเสาเป็นทรงสี่เหลี่ยม และเสาลับปีกนกบางต้นสลักจาก ศิลาแลงทั้งแท่ง ขนาดเสาแต่ละต้นมีขนาดเท่า ๆ กัน จำนวน ๗๖ ต้น มีพระประธาน ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารหลังนี้ มีลักษณะของแท่นพระประฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี ขนาดกว้างประมาณ ๓.๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๔ เมตร รอบแท่นใหญ่พระประธาน มีแท่น พระล้อมรอบ ๔ ด้าน ก่อสร้างด้วยอิฐทั้งหมด พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสุโขทัย หมวดกำแพงเพชรองค์เดิมได้พังทลายหมดแล้ว เหลือพระเศียรได้จัดตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติกำแพงเพชร ปัจจุบันได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร ได้ถอดแบบพระเศียรจากองค์

เดิม ปั้นประกอบขั้นใหม่ในพุทธลักษณะเดิม

วิหารจตุรมุขนี้ เป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี เพราะในจังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก ตามข้อมูลหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ โบราณสถาน กรมศิลปากร ได้ปรากฏมีที่วัดนาควัชรโสภณนี้แห่งเดียวเท่านั้น

  • เจดีย์ราย กลุ่มของเจดีย์รายตั้งอยู่ด้านหลังของเจดีย์ประธาน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๓ องค์ และมีกำแพงแก้วล้อมรอบเจดีย์ประธาน และเจดีย์ราย

  • อุโบสถ (เก่า) ตั้งอยู่เขตน้ำที่ล้อมรอบวัด อยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ประธาน มีลักษณะ เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งก้อน มีขนาดกว้างประมาณ ๘ เมตร ยาว ๑๖.๕๐ เมตร สูง ๑.๕๐ เมตร

อนึ่ง เจดีย์ประธาน เจดีย์ราย และอุโบสถ สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ ๗๐๐ ปี โบราณสถานแห่งนี้ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งมูลนิธิปริยัติศึกษา ญสส.ในพระสังฆราชูปถัมภ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ให้การสนับสนุน งบประมาณการบูรณะ

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดนาควัชรโสภณได้จัดการศึกษาให้แก่พระภิกษุ สามเณร ทั้งแผนกธรรม-บาลี แผนก สามัญศึกษา และยังจัดให้มีการสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์แก่เยาวชน ให้การฝึกอบรมแก่ ประชาชนที่อยู่ในเขตวัดใกล้เคียงและทั่ว ๆ ไป โดยประสานงานกับโรงเรียนต่าง ๆ จัดกิจกรรม เกื้อหนุนพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันสำคัญต่าง ๆ โดยเป็นการเอาพุทธธรรม มา ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีมูลนิธิปริยัติศึกษา ญสส. ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ทั้งที่เป็นพระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั่วไป จัด ให้มีการสนทนาธรรม อภิปรายธรรม โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถหรือเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านมาให้ความรู้ ทั้งภายในวัดและนอกวัดตามเทศกาลที่สำคัญต่าง ๆ หรือตามเหตุการณ์

ด้านสาธารณูปการ วัดได้สร้างที่พักสำหรับอาคันตุกะ พุทธศาสนิกชนทั่วไป จัดหาที่นั่ง ไว้ตามร่มไม้ และที่เหมาะสม สร้างห้องประชุมสำหรับบริการแก่หน่วยราชการ และองค์กรต่าง ๆ ใช้เป็นที่ประชุมสัมมนาจัดอบรมจริยธรรมและวิปัสสนากรรมฐาน จัดตั้งน้ำดื่มไว้ตามจุดต่าง ๆ และจัดสร้างห้องน้ำ ห้องสุขาไว้บริการ ให้ใช้สถานที่จัดตั้งโรงเรียนเทศบาล ๓ ส่งอาหารไป แจกชาวเขาในเขตอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดกำแพงเพชร มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนพระ พุทธศาสนาวันอาทิตย์ จำนวน ๑๔ ทุน ทุนละ ๘๐๐ บาท ต่อปี มอบเครื่องโทรสาร และ เครื่องพิมพ์ดีด อย่างละ ๑ เครื่อง ให้แก่โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม

การบริหารและการปกครอง

วัดนาควัชรโสภณ มีพระจันทโคจรคุณเป็นเจ้าอาวาส และมีตำแหน่งการปกครองคณะ สงฆ์เป็นเจ้าคณะอำเภอจังหวัดกำแพงเพชร-พิจิตร (ธรรมยุต) การปกครองภายในวัดได้แต่ง

ตั้งคณะกรรมการให้ช่วยดูแลด้านการปกครองให้พระภิกษุ สามเณร ภายในวัดให้ตั้งอยู่ในพระ ธรรมวินัย กฎ ระเบียบของคณะสงฆ์ และของวัดโดยเคร่งครัด ด้านเผยแผ่ ด้านการศึกษา และด้านสาธารณูปการ และการสงเคราะห์ เจ้าอาวาสตั้งแต่สร้างวัดจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้ ๑. พระครูนาควัชราธร (วิชัย ปสนุโน) พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๒๙ ๒. พระจันทโคจรคุณ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา