วัดบัวงาม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดบัวงาม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลบัวงาว อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๖ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖
เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๒ งาน ๗๐ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินของนายแท นางเพี้ยน บุญเกิด ทิศใต้จดที่ธรณีสงฆ์ของวัดซึ่งเป็นส่วนที่จัดประโยชน์ ทิศตะวันออกจดลำคลอง โพหัก ทิศตะวันตกจดถนนสายโพหัก - บัวงาม
พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมฝั่งคลองโพหักด้านตะวันตกอยู่ในศูนย์กลางของหมู่บ้าน โดยตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้าน ๒ ตำบล คือ ตำบลบัวงาม และตำบลประสาทสิทธิ์ เดิมเป็นตำบลดอนไผ่ การคมนาคมสะดวกซึ่งสามารถเดินทางได้ทั้งทางน้ำและทางบก ทัศนียภาพในวัดสะอาด ร่มรื่น
ความเป็นมา
วัดบัวงาม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ เดิมสภาพที่ตั้งเป็นพื้นที่ป่ารกร้างไม่มีเจ้าของจับจอง ต่อมาได้มีชาวบ้านมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในเขตนี้ซึ่งยังไม่มีวัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ต่อมามีคดี เกี่ยวกับปัญหาที่ดินทำกินกันระหว่างนายกีบ เจริญภักดี กับนายทองดี พวงสุข ไม่สามารถตกลงกันได้ นายสี จันสมา ผู้ใหญ่บ้านจึงประนีประนอมคู่กรณีเสนอให้ยกที่ดินสร้างวัดเป็นที่พึ่งทางใจ และ เป็นประโยชน์ต่อชุมชน คู่กรณีมีความศรัทธาจึงถวายที่ดินจำนวน ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา เพื่อใช้สร้างวัด ประชาชนได้พร้อมใจกันอาราธนาพระอาจารย์หน่าย เขมจาโร วัดดอนคลัง มาเป็น ประธานในการก่อสร้าง โดยได้ก่อสร้างเสนาสนะ คือกุฏิจำนวน ๓ หลัง รวม ๙ ห้อง และ อุโบสถ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร จำนวน ๑ หลัง และได้ตั้งชื่อวัดตามสภาพท้องถิ่นกล่าวคือ บริเวณวัดมีบัวลอยเป็นจำนวนมาก จึงให้ชื่อวัดในเบื้องแรกว่า วัดบัวลอย ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ -๒๔๔๕ นายกองเนียม ไกรสรราช ได้บริจาคทรัพย์สร้างอุโบสถ ๑ หลัง เป็นเรือนไม้สัก กว้าง ๓ วา ยาว ๖ วา และทำการผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ต่อมาสมัยพระอธิการเสาร์ สมโณ เป็นเจ้าอาวาส ขุนขจิตบัวงาม นายย้อย แสงอากาศ กำนันตำบลบัวงาม รวมกับชาวบ้านขอโอนวัดบัวลอยให้มาอยู่ในเขตตำบลบัวงาม และได้ขอเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดบัวงาม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๐ เป็นต้นมา ต่อมาวัดได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งสมัยพระครูโสภณปทุมรักษ์ (หลวงพ่อเฉย อาจิณฺโณ) เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้พัฒนาวัดโดย ด้านส่งเสริมการศึกษาเป็นหลักควบคู่กับการพัฒนาถาวรวัตถุสิ่งก่อสร้างเสนาสนะ จึงได้สร้าง
อุโบสถหลังใหม่ขึ้น ได้ปฏิสังขรณ์เสนาสนะสงฆ์ และจัดสร้างเพิ่มขึ้นอีกทั้ง นายโพธิ์ ทองน้อย ได้บริจาคที่ดินด้านทิศใต้เพิ่มเติมจำนวน ๑๐ ไร่ ๗๐ ตารางวา วัดได้จัดสร้างโรงเรียนประชาบาล เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาของกุลบุตร กุลธิดาในท้องถิ่น โดยราชการให้ชื่อว่า โรงเรียนวัดบัวงาม (โสภณปทุมรักษ์ประชาสรรค์) อีกทั้งได้รับถวายที่ธรณีสงฆ์อีกจำนวน ๑ ไร่เศษ และได้ พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้รับบริจาคที่ดินเพิ่มเติมจำนวน ๔๐ ไร่ ๒ งาน ๘๐ ตารางวา จากนายเลี่ยม นางบุญมา และนางสาวประจวบ ทรัพย์ดำ และจำนวน ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๘๐ ตารางวา จากนายทองดี นางทองอยู่ เลียดทอง ซึ่งปัจจุบันได้กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ของวัด วัดบัวงามได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนก ธรรมและบาลี โดยเปิดสอนแผนกธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ และแผนกบาลี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ และเคยเปิดสอนโรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ปัจจุบันได้หยุดดำเนินการแล้ว ได้เน้นการพัฒนาด้านการศึกษา การเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของศาสนา นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์ในการประชุมอบรมของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้รับการยกย่องเป็นสำนักศาสนาศึกษาดีเด่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ และได้รับการยกฐานะเป็นสำนักศาสนาศึกษาตัวอย่าง ของกรมการศาสนาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ และกรมการศาสนาได้ประกาศให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และประกาศให้เป็นสำนักเรียนดีเด่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๒ งาน ๗๐ ตารางวา และที่ธรณีสงฆ์ซึ่งวัดได้จัดประโยชน์
อาคารเสนาสนะมี พระอุโบสถสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๕๒๕ เมตร ยาว ๑๔๑๗ เมตร หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ หน้าบันลายวิจิตรมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ และบูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ วิหาร อาคารเรือนไม้พื้นฐานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลง (หลวงพ่อพระพุทธญาณศรีอยุธยา) ศาลาการเปรียญ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๒๐.๕๐ เมตร ยาว ๔๘๗๕ เมตร ทรงไทย มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ อาคาร ๒ ชั้น พื้นคอนกรีตหินขัด ชั้นบนปูกระเบื้อง เสาและฝาผนังปิดกระเบื้องโมเสก ชื่อศาลาศรีปริยัติโสภณ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ หอสวดมนต์ เป็นอาคารเรือนไม้สัก อาคาร ๒ ชั้น ทรงไทย กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ซ่อมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ ห้องสมุดเป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นล่าง ก่ออิฐฉาบปูน ชั้นบนเป็นไม้สักทรงไทยโบราณ ๔ หลังแฝด กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๖ เมตร เรือนรับรอง เป็นเรือนไม้สัก อาคาร ๒ ชั้นครึ่ง มีหน้ามุข ขนาดกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๔ เมตร กุฏิ จำนวน ๗ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาไม้ เป็นอาคาร ๒ ชั้นและ ๒ ชั้นครึ่ง ที่พักแม่ชี - คนอาศัย เป็นอาคารไม้ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร เรือนครัว - โรงอาหาร เป็นอาคารไม้ กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๒ เมตร ศาลาท่าน้ำ เป็นอาคารไม้ แบบทรงไทย มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันลายวิจิตร พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๖ เมตร ยาว ๗ เมตร ศาลาฌาปนสถาน สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๔๘ เมตร และอาคารโรงเรียนประชาบาลวัดบัวงาม (โสภณปทุมรักษ์ประชาสรรค์) เป็นอาคารตึกทรงไทย กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๖๖ เมตร ซึ่งวัดได้มอบให้แก่ราชการ
ปูชนีวัตถุมี พระประธานในพระอุโบสถ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๘ นิ้ว สูง ๓๓ นิ้ว ฐานรองรับ กว้าง ๓๙.๕ นิ้ว ลักษณะเป็นพระเททองหล่อ สันนิษฐานว่าเป็นพระที่หล่อในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระประธานในวิหาร ขนาดหน้าตักกว้าง ๘๓ นิ้ว สูง ๑๐๙ นิ้ว สร้างด้วยศิลาแลงปั้นปูนพอก พระพักตร์ยิ้มละมัย ได้อัญเชิญมาจากวัดหันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีนามว่าหลวงพ่อพระพุทธญาณศรีอยุธยา
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดบัวงาม ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี โดยแผนกธรรม เปิดสอนตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ และแผนกบาลีเปิดสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เคยเปิดสอนการศึกษา ปริยัติธรรมสายสามัญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ได้หยุดดำเนินการแล้วจึงได้เน้นเฉพาะด้านธรรมและ บาลีเท่านั้น จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสำนักศาสนศึกษาดีเด่นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นสำนัก ศาสนศึกษาตัวอย่าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นอกจากการศึกษาเล่าเรียนด้านปริยัติธรรมแล้ว ยังได้จัด ให้มีการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรภาคฤดูร้อนเพื่ออบรมศีลธรรม จริยธรรม และจัดให้มีการบวช ศีลจาริณี (บวชพราหมณ์) เป็นประจำทุกปี ได้ให้การอุดหนุนและส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร และเด็กนักเรียนตลอดมา โดยการจัดพระสงฆ์ไปสอนและอบรมศีลธรรมนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ จัดส่งพระธรรมทูตไปเผยแพร่ในเขตอำเภอดำเนินสะดวก เป็นหน่วยอบรมของทางคณะสงฆ์และ ประชาชนและหน่วยอบรมของราชการหน่วยต่าง ๆ จัดตั้งชมรมผู้บริจาคโลหิตบัวงามสงเคราะห์ โดย จัดตั้งเป็นมูลนิธิสงเคราะห์สมาชิกชมรมร่วมจัดสร้างโรงพยาบาลชุมชน ขนาด ๑๐ เตียง ขึ้นที่ตำบล บัวงามและโพหัก นอกจากนี้ได้ช่วยเหลือในด้านสาธารณสงเคราะห์ เช่น การสร้างถนน การดำเนินการ ขอไฟฟ้าประจำหมู่บ้าน การก่อสร้างสะพาน เป็นต้น
การบริหารและการปกครอง
ได้จัดการปกครองโดยแต่งตั้งรองเจ้าอาวาส ๑ รูป และผู้ช่วยเจ้าอาวาส ๓ รูป นอกจากนี้ ได้แต่งตั้งพระสงฆ์รูปอื่น ๆ ซึ่งมีความสามารถเป็นผู้ดูแลกิจการเฉพาะ เช่น การไฟฟ้า การประปา เป็นต้น และมีคณะกรรมการสงฆ์และกรรมการวัดในการช่วยเหลือในกิจการที่เป็นประโยชน์ เช่น การศึกษา การก่อสร้างปฏิสังขรณ์ เป็นต้น
เจ้าอาวาสที่ทราบนาม มีดังนี้คือ
๑. พระอธิการหน่าย เขมจาโร พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๔๗
๒. พระอธิการเล็ก อมโร พ.ศ. ๒๔๔๗ - ๒๔๕๐
๓. พระอธิการเสาร์ สมโณ พ.ศ. ๒๔๕๐ - ๒๔๕๙
๔. พระอธิการสงวน ถาวโร พ.ศ. ๒๔๕๙ - ๒๔๖๔
๕. พระอธิการปลื้ม จนทปญโญ พ.ศ. ๒๔๖๔ -๒๔๘๔
๖. พระอธิการแหวน ขนุติโก พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๙
๗.
๘.
๑๐ พระครูโสภณปทุมรักษ์ (เฉย อาจิณฺโณ) พ.ศ. ๒๔๖๐ - ๒๕๒๔ พระครูปริยัตยาทร (ผาง ชนาสโภ) หัวหน้าศูนย์ครูปริยัตินิเทศก์ จังหวัดราชบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นมา