วัดท่าตอน
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดท่าตอน เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๗ ถนนสายฝาง - ท่าตอน บ้านท่าตอน หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมเป็นวัดร้างได้รับการบูรณะพัฒนาขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔
เขตที่ตั้งและอาณาเขตของวัด
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ประมาณ ๕๗ ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือจดแม่น้ำกกและหมู่บ้านท่าตอน ทิศใต้จดถนนและหมู่บ้านท่าตอน ทิศตะวันออกจดหมู่บ้านท่าตอน ทิศตะวันตกจดป่าไม้และภูเขา พื้นที่ตั้งวัดส่วนมากเป็นภูเขาริมแม่น้ำกก มีบ้านเรือนราษฎรล้อมอยู่ ๓ ด้าน อีกด้านเป็นป่าไม้
ความเป็นมา
วัดท่าตอนเดิมชื่อว่าวัดจอมคีรีปิงขอก หรือวัดธาตุจอมคีรีปิงขอกท่าตอนจัย เป็นวัดร้างมานานหลายร้อยปี มีพระเจดีย์เก่าชำรุดอยู่หนึ่งองค์ ล้อมรอบด้วยป่าทึบไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ พระครูบาแก้ว กาวิชโย จากสำนักวัดแม่แหลงดอนชัย (วัดมงคลสถาน) ได้มาเป็นประธานในการบูรณะวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ สร้างพระเจดีย์ครอบพระเจดีย์องค์เดิมและสร้างเสนาสนะขึ้นอีกหลายหลัง นับแต่นั้นมาก็มีพระภิกษุ สามเณร อยู่จำพรรษาติดต่อกันตลอดมา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร
วัดท่าตอนเป็นวัดชายแดนติดต่อกับประเทศพม่า ที่มีอาคารเสนาสนะมั่นคงเป็นฐาน ได้รับคัดเลือกจากกรมการศาสนาให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่จัดอบรมของทางราชการทุกหน่วยงาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเชิดหน้าชูตาของประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ได้มาชมเพราะเป็นที่รวมของโบราณวัตถุและศิลปแบบล้านนา เนื่องจากวัดนี้จัดว่าดีทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การปกครองและเสนาสนะ จึงได้รับเกียรติให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ประมาณ ๕๗ ไร่
อาคารเสนาสนะมี พระอุโบสถ ทรงไทยมีมุขหน้าและหลังสร้างด้วยคอนกรีต กว้าง ๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๕๒๓ แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ ศาลาการเปรียญ ศาลาพุทธบุตรประชาสรรค์ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๐ ศาลาสุนทรสามัคคี ทรงไทย ๒ ชั้น กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๐
ศาลาพงษ์ตันกุล กว้าง ๗ เมตร ยาว ๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๙ กุฏิสุบิน กุลวัทโน ทรงไทย ๒ ชั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๘ กุฏิพักรับรอง ๒ ชั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๑ กุฏิจำนวน ๘ หลัง สร้างด้วยคอนกรีต ๑ หลัง สร้างด้วยไม้ ๗ หลัง สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๘ -๒๕๓๐
หอระฆัง สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ ชั้นบนเป็นหอระฆังและหอกลอง ชั้นล่างเป็นสำนักงานกลางและ สถานที่รับรองแขกชั่วคราว
ห้องสมุดและถังเก็บน้ำ สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๕ ชั้นบนเป็นห้องสมุด ชั้นล่างใช้เก็บน้ำที่ใช้ในวัดและ แจกจ่ายไปยังชาวบ้าน
อาคารโรงเรียนปริยัติธรรม ทรงไทย ๓ ชั้น กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๑ เมตร เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๕๒๙ แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๕๓๑
อาคารเด็กก่อนเกณฑ์ สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๗ ปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปโบราณ ศิลปล้านนา ๘ องค์ เป็นพระพุทธรูปประทับยืนและประทับนั่ง ประดิษฐานภายในศาลาการเปรียญ ศาลาพุทธบุตรประชาสรรค์
พระเจดีย์ สร้างครอบพระเจดีย์องค์เดิมที่ชำรุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒
พระพุทธนิรันดรชัย หน้าตักกว้าง ๙ เมตร สูง ๑๔ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ประดิษฐาน บนดอยวัดท่าตอน ด้านหลังพระอุโบสถ
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
ทางวัดมีการเปิดสอนพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม เปิดสอนตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ แผนกบาลี เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๒๘ และมีศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๒๖ ศูนย์อบรม เด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๒๖ นอกจากนั้นทางวัดจัดแสดงพระธรรมเทศนา ทุกวันธรรมสวนะ อบรมจริยธรรมแก่วิทยาลัย และจัดส่งพระภิกษุภายในวัดออกไปแสดงธรรมตามหมู่บ้านต่าง ๆ ภายในเขต ตำบลท่าตอน ซึ่งขาดแคลนพระภิกษุ
ด้านการสาธารณสงเคราะห์ทางวัดจัดตั้งธนาคารข้าว ให้ชาวบ้านยืมไปใช้ในคราวขาดแคลน และนำมาคืน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ และจัดตั้งศูนย์โภชนาการเด็กเล็ก รับเลี้ยงดูและสอนเด็กก่อนเกณฑ์โดย ไม่คิดมูลค่าใด ๆ
การบริหารและการปกครอง ทางวัดจัดการปกครองภายในวัดโดยมีผู้ช่วยเจ้าอาวาส และคณะกรรมการบริหาร แบ่งเป็นกุฏิ และมีหัวหน้ารับผิดชอบดูแลพระภิกษุ สามเณร และศิษย์ในวัดให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎและข้อบังคับของมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาส มีดังนี้คือ
๑. พระครูบาแก้ว กาวิชโย พ.ศ. ๒๔๗๒ - ๒๔๘๕
๒. พระดวงดี จนุทสุวณฺโณ พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๙๖
๓. พระสิงห์คำ มูลธิมา พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๘
๔. พระบุญมา ญาณวุทฺโต พ.ศ. ๒๕๐๐ - ๒๕๑๕
๕. พระคำ รกขิตธมฺโม พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๑๗
๖. พระครูวิมลกิตติสาร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา.