วัดสวนดอก
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
หมู่ที่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่นี้การ มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๕ ไร่ ๒ งาน ๔๔ ตารางวา ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๕ ได้รับพระ- ราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. ๑๙๖๒ ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
อาณาเขตและอุปจาระวัด
ทิศเหนือยาว ๑๘๓ เมตร ติดต่อกับถนนสุเทพ ทิศใต้ยาว ๑๙๓ เมตร ติดต่อกับ ที่มีการครอบครองและทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกยาว ๑๗๖ เมตร ติดต่อกับที่มี การครอบครองและทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกยาว ๑๗๖ เมตร ติดต่อกับที่มีการ ครอบครองและทางสาธารณประโยชน์ พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบใกล้เชิงดอยสุเทพ บริเวณโดยรอบเป็นหมู่บ้านร้านค้า และ สถาบันทางการศึกษา การคมนาคมติดต่อกับทางวัดมีถนนสุเทพเป็นหลัก
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๕ ไร่ ๒ งาน ๔๔ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๕๓๓ ที่ดิน- สงฆ์มี ๕ แปลง เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปเก้าตื้อ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีมือช่าง ล้านนาและสุโขทัย ปางมารวิชัย ทำพิธีหล่อในสมัยพระเจ้าเมืองแก้วโดยใช้ทองมีน้ำหนัก ๙ ตื้อ ประดิษฐานเป็นองค์พระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธปฏิมาค่าขนาด (เท่าพระ- วรกาย) เป็นพระประธานในพระวิหารหลวง สร้างในสมัยพระเจ้าก็อนาธรรมราช ประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๘ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดเท่าพระวรกายของพระเจ้าก็อนา
พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างสมัยพระเจ้าก็อนาธรรมราช ราว พ.ศ. ๑๙๑๘-๑๙๒๐ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระสุมณะเถระนำมาจากกรุงสุโขทัย เป็นศิลปะลังกาวงศ์ผสมกับศิลปะล้านนา ลักษณะมีฐานสี่เหลี่ยมมีทางขึ้น ๔ ด้าน ชั้นกลาง มีลักษณะระฆังคว่ำแบบเจดีย์ลังกา เจดีย์อนุสาวรีย์ (คู่) บรรจุอัฐพระครูบาศรีวิชัย นักบุญ แห่งล้านนาไทย และอนุสาวรีย์ (กู่) ที่บรรจุอริยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตั้งแต่ปฐม- กษัตริย์ถึงพระองค์สุดท้าย และญาติพี่น้องในตระกูล ณ เชียงใหม่
ธรรมาสน์เทศนาแบบล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ และชุ้มประตูวัดจำนวน ๓ ซุ้ม เป็นซุ้มปราสาทแบบล้านนาขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อพระครูบาศรีวิชัย บูรณะวัด สวนดอก พ.ศ. ๒๔๗๕
อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มิ พระอุโบสถกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นอาคารคอนกรีตก่อด้วยอิฐถือปูน ศิลปะแบบล้านนา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติและพระเวสสันดรชาดก ศาลาการเปรียญกว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน วิหารกว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๖๖ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีลักษณะพิเศษคือ เป็นวิหารโถงไม่มีผนังแต่มีระเบียงโดยรอบ กุฏิสงฆ์จำนวน ๒๐ หลัง ศาลาเอนกประสงค์กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๙๕ ศาลาบำเพ็ญกุศลจำนวน ๒ หลัง อาคารเรียนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ จำนวน ๒ หลัง อาคารเรียนบาลีสาธิต จำนวน ๒ หลัง และหอฉันภายในมีภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้าสิบชาติ
ความเป็นมา
วัดสวนดอก พระเจ้าก็อนาธรรมิกราชได้ทรงพระราชทานพระราชอุทยานสวนดอกไม้ของพระองค์สร้างเป็นวัด และพระราชทานนามว่า วัดบุปผาราม ซึ่งเป็นภาษาบาลี หากแปลเป็นภาษาไทยหมายถึง วัดสวนดอกไม้พยอม ต่อมาชาวบ้านนิยมเรียกง่าย ๆ ว่า วัดสวนดอก
การบูรณะปฏิสังขรณ์ ครั้งแรกทำในสมัยพระเจ้าดีลกปนัดดาธิราช (พระเจ้าเมืองแก้ว) ครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ พระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย เป็นผู้นำการบูรณะและก่อสร้างอาคารเสนาสนะใหม่
วัดสวนดอก ได้รับพระราชทานวิสงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๙๖๒ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๙ เมตร ยาว ๓๖ เมตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้ายกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ กระทรวงศึกษาธิการประกาศลงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
ทางวัดได้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี เปิดสอน พ.ศ. ๒๔๙๖ แผนกสามัญ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ และมีศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ นอกจากนั้นยังมีการจัดพระภิกษุไปอบรมศีลธรรมแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ทุกวันอาทิตย์ และจัดพระภิกษุที่ทรงความรู้ไปสอนจริยธรรมตามโรงเรียนต่าง ๆ
ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ได้จัดตั้งชมรมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้ออกปฏิบัติงานตามหมู่บ้านชาวเขาทุกปี และทางวัดยังให้สถานที่แก่ทางราชการใช้สอบคัดเลือก อบรม ประชุม และงานพิธีต่าง ๆ
การบริหารและการปกครอง
วัดสวนดอกจัดให้มีการปกครองภายในวัดดังนี้ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ๓ รูป แบ่งงานในหน้าที่เป็นฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายสาธารณูปการ และการศึกษาสงเคราะห์ และเลขานุการเจ้าอาวาส
รายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่รูปแรกจนถึงปัจจุบันจำนวน ๑๘ รูป คือ รูปที่ พระมหาสุมณะเถระ พ.ศ. ๑๙๑๕-๑๙๓๓ รูปที่ ๒ พระมหากัสสปะเถระ พ.ศ. ๑๔๓๓-๑๙๔๗ รูปที่ ๓ พระมหานันทบัญญาเถระ พ.ศ. ๑๙๔๗-๑๙๖๒ รูปที่ ๔ พระมหาพุทธบัญญาเถระ พ.ศ. ๑๖๒-๑๙๖๔
รูปที่ ๕ พระมหาพุทธคัมภีร์เถระ พ.ศ. ๑๙๖๔-๑๙๘๗ รูปที่ ๖ พระมหาญาณรังษีเถระ พ.ศ. ๑๙๘๗-๑๙๙๔ รูปที่ ๘ พระมหาไตรบีฎกสังมราชา พ.ศ. ๑๙๔-๒๐๑๐ รูปที่ ๘ พระพุทธรักขิตเถระ พ.ศ. ๒๐-๒๐๑๐ รูปที่ ๙ พระมหาญาณสาครเถระ พ.ศ. ๒๐๑๒-๒๐๑๙ รูปที่ ๑๐ พระมหานาคเสนเถระ พ.ศ. ๒๐๑๙-๒๐๒๒ รูปที่ ๑๑ พระมหาญาณวชิรโพธิเกระ พ.ศ. ๒๐๒๒-๒๐๓๓ รูปที่ ๑๒ พระมหาพกาญาณสาครเถระ พ.ศ. ๒๐๓๙-๒๐๔๒ รูปที่ ๑๓ พระมหากัปเปคุณพุกามเถระ พ.ศ. ๒๔๓-๒๐๔๔ รูปที่ ๑๔ พระมหาธรรมโพธิ์ พ.ศ. ๒๐๔๔ ถึง พ.ศ. ใด ไม่ปรากฏเพราะเกิดสงคราม วัดสวนดอกขาดการอุปถัมภ์พระภิกษุหลบหนีไปอยู่ที่อื่นไม่มีผู้ดูแลรักษา จนถึงสมัยพระเจ้ากาวิละสุริยวงศ์ พ.ศ. ๒๓๕๗ ได้สถาปนาพระมหาวชิรปัญญา เบ็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ภายหลังได้ทรุดโทรมลงอีกจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๗๓ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายร่วมกับเจ้าดารารัศมีราชชายารัชกาลที่ ๕ ได้อาราธนาพระครูบาศรีวิชัยมาบูรณะและมอบให้ศิษย์ของท่านรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ระยะหนึ่ง รูปที่ ๑๖ พระครูสคันธศิล (หลวงบู่คำแสน อินทจกโก) พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๑ รูปที่ ๑๗ พระครูศรีปริยัตยานุรักษ์ พ.ศ. ๕๒๔-๕๑ รูปที่ ๑๘ พระมหาวรรณเขมจารี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา
วัดสวนดอกมีพระภิกษุจำพรรษาประมาณบีละ ๔๐ รูป สามเณร ๒๕ รูป