วัดบูรพาภิราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดบูรพาภิราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ติดกับถนนผดุงพาณิชย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่๒๔ ไร่๓ งาน ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๑ เขตวิสงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้รับการสถาปนา เป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๕๓๑

อาณาเขตและอุปจาระวัด

มีอาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับกำแพงเมืองและถนนสาธารณะ ทิศใต้ติดต่อกับ ถนนผดุงพาณิชย์ ทิศตะวันออกติดต่อกับกำแพงเมือง ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนสาธารณะ พื้นที่ตั้งวัดมีลักษณะเป็นที่ราบอยู่ในย่านชุมชนของเมืองร้อยเอ็ด การคมนาคมติดต่อกับ วัดนี้สะดวก

ทรัพย์สิน

ปูชนียวัตถุที่สำคัญมี พระพุทธไสยาสน์ที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓ และพระพุทธรัตนมงคลมงคลมุนี (หลวงพ่อโต) องค์พระติดกระเบื้องโมเสคสี่หลักและสีเนื้อ เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพรขนาดสูง ๗๓๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔ ส้นทุนทรัพย์ ทั้งหมดเป็นเงิน ๖,๕๐๒,๖๘๐.๗๕ บาท อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี พระอุโบสถกว้าง 8 เมตร ยาว ๒๓๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๖ ศาลาประชาพัฒนากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓ เมตร สร้างด้วยคอนกรีต พ.ศ. ๒๕๑๓ ใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศล และโรงฉัน ศาลาประชาธรรมสภากว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๗๒ เมตร สร้าง ด้วยคอนกรีตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ใช้เป็นศาลาอเนกประสงค์ อาคารเรียนพระปริยัติธรรมกว้าง • เมตร ยาว ๗๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น กุฎิสงฆ์ จำนวน ๓๐ หลัง เป็นอาคาร คอนกรีต ๑๐ หลัง เป็นอาคารไม้ ๒๐ หลัง นอกจากนี้ก็มีพระวิหาร ห้องสมุด อาคาร สำนักงานเจ้าคณะจังหวัด และฌาปนสถาน

ความเป็นมา

วัดบูรพาก็ราม เดิมมีชื่อว่า "วัดหัวรอ" เพราะเป็นที่พักรวมแขกคนที่เดินทางมายัง จังหวัดร้อยเอ็ด การสร้างวัดแต่เดิมนั้นไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖ สมัยที่พระอธิการหล้า อินฺทวิโส เป็นเจ้าอาวาส ได้เห็นว่าที่วัดคับแคบ จึงได้ขยับขยายอาณาเขต มาจัดตั้งขึ้นใหม่ที่คลองเจ้าพ่อมเหสี ซึ่งเป็นที่สาธารณะในสมัยนั้น อยู่ติดกับที่ตั้งวัดเดิมพร้อม กับได้ขนานนามวัดเสียใหม่เป็น "วัดบูรพา" เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกำแพงเมือง ครั้นต่อมา พ.ศ. ๒๔๒ พระสริวุฒิเมธิ เจ้าอาวาสได้เพิ่มสร้อยนามวัดใหม่เพื่อให้มีความหมาย ที่ดีและไพเราะทางภาษายิ่งขึ้นเป็น "วัดบูรพากิราม" ใช้มาตราบเท่าทุกวันนี้

วัดบูรพากรามได้รับพระราชทาน วิสุงกามสีมาเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๔๘๔ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

การศึกษาพระปริยัติธรรมได้เปิดสอนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นต้นมา มีนักศึกษา ทั้งแผนกธรรมและบาล์ สอบไล่ได้จากสนามหลวงเป็นจำนวนมาก นับว่าการศึกษาได้เจริญ รุ่งเรืองตามลำดับ และได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณให้ปรากฏเป็นสำนักเรียนตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๒๖

เกี่ยวกับการศึกษาของชาติ มีโรงเรียนของทางราชการตั้งอยู่ในที่วัดนี้ด้วย ซึ่งทางวัดได้ให้การอนุเคราะห์ด้วยดีตลอดมา นอกจากนี้ทางวัดยังได้เปิดศูนย์วิปัสสนากัมมัฏฐาน ตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์การศึกษาอาชีวสงเคราะห์ สำหรับวันธรรมสวนะหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนาจัดให้มีการแสดงธรรม ปาฐกถาธรรม การบำเพ็ญกุศลหรือพิธีทางศาสนา หรือกิจกรรมพิเศษเช่น นิทรรศการเนื่องในโอกาสต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ

การบริหารและการปกครอง

ทางวัดได้จัดการปกครองภายในวัด โดยการกระจายอำนาจ ได้แต่งตั้งรองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาสแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ เป็นการแบ่งเบาภาระธุระของเจ้าอาวาส เพื่อให้การบริหารงานภายในวัดได้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับพระภิกษุที่อยู่ทำพรรษาที่วัดนี้มีประมาณ ปีละ ๗๐ รูป

เจ้าอาวาสมี ๕ รูป เรียงตามลำดับคือ รูปที่ ๑ พระอธิการหล้า อินทวิโส พ.ศ. ๒๕๕๖ รูปที่ ๒ พระอธิการเพ็ง กตปุญโม พ.ศ. ๒๖๐ รูปที่ ๓ พระครูวินัยธรทองใบ เขมิโย พ.ศ. ๒๔๗๐ รูปที่ ๔ พระมหาชุล ปริบุโณ พ.ศ. ๒๔๗๐ รูปที่ ๕ พระสรีวุฒเมชน์ (พุทธาสริวุฑโฒ ป.ธ. ๔) เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด

ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบูรพากิรามตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นมา.