วัดขันเงิน
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดขันเงิน เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ท้องที่หมู่ที่ ๔ ตำบล วังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๒ งาน ๘๕ ตารางวา ตั้งวัดประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. ๒๐ ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๕๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑
อาณาเขตและอุปจาระวัด ด้านทิศเหนือติดต่อกับแม่น้ำหลังสวน ทิศใต้เป็นเขตเทศบาลมีถนนหลังสวนผ่าน ทิศตะวันออกและตะวันตกติดต่อกับที่ดินเอกชน การคมนาคมติดต่อกับวัดนี้สะดวกไม่ว่าจะโดย ทางแม่น้ำหลังสวนหรือถนนสาธารณะซึ่งแยกมาจากถนนหลังสวนเข้าถึงวัด อยู่ห่างจากตลาด หลังสวนประมาณ ๔๐๐ เมตร
ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา ได้ให้ทางราชการจัดสร้างอาคารเรียน ในที่วัดนี้ด้วย ปัจจุบันที่ดินได้ถูกน้ำเขาะตลิ่งพังเสียหายไปบ้างประมาณ ๑๐ ไร่ ได้ที่งอก เพิ่มเติมมาอีกประมาณ & ไร่ มีผู้ซื้อที่ดินบริจาคให้วัดเป็นการชดเชยที่ดินที่เสียหายไปอีกเนื้อที่ ประมาณ ๖ ไร่ ๓๑ ตารางวา บุญจิญญวัชระมี พระประธานในวิหารเล็กหรือที่เรียกว่า "โบสถ์น้อย" ประชาชนเรียก "หลวงพ่ออินทร์" สำหรับพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระประธานที่หล่อขึ้นใหม่ เป็นแบบ พระพุทธชินราช ขนาดพระเพลากว้าง ๓ ศอกเศษ อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี พระอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบจตุรมุข พระวิหารเล็กหรือ โบสถ์น้อย ศาลาการเปรียญ อาคารเรียนพระปริษัติธรรมเป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น โรงฉัน
เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น กุฎิสงฆ์ จำนวน ๒๓ หลัง
มีทั้งอาคารคอนกรีตและอาคารไม้ และหอระฆัง
ความเป็นมา วัดขันเงิน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับการสร้างวัด ประมาณว่าสร้างขึ้นในราว พ.ศ. ๒๖ สิ่งที่เป็นหลักฐานเดิมก็มีอุโบสถหลังเก่าและพระประธาน ซึ่งประชาชนเรียกว่า "หลวงพ่ออินทร์" หรือ "พ่อหลวงอินทร์" เดิมประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถหลังเก่า ต่อมา จึงได้สร้างโบสถ์น้อยเป็นที่ประดิษฐาน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔ โดยมี นายอุทัย นางสำเนียง ที่วะหุด บริจาคเงินจำนวน ๔๓,๐๐๐ บาท ในการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายพ่อหลวงอินทร์เข้ามาประดิษฐาน ไว้เป็นที่เรียบร้อย เกี่ยวกับที่ดินวัดตามหลักฐานเดิมปรากฏว่ามีเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา รวม ทั้งที่ดินที่ตั้งโรงเรียนวัดขันเงินด้วย นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ที่ดินวัดได้ถูกน้ำเซาะ ตลิ่งพังเสียหายไปราว ๑๐ ไร่ แต่ก็ได้ที่ดินงอกเพิ่มเติมมาประมาณ ๕ ไร่ นอกจากนี้ยังได้มี ผู้ศรัทธาซื้อที่ดินบริจาคเป็นการชดเชยกับที่ดินที่ถูกน้ำกัดเซาะเสียหายไป รวม ๖ ไร่ ๓ ตารางวา คือ นายอุทัย นางสำเนียง ทิวะหุต เนื้อที่ ๖ ไร่ ๖๒ ตารางวา เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท นายวรนาถ ทองบรรเทา เนื้อที่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท และนางวิมล เสรฐภักดิ์ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๘๖ ตารางวา เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท วัดขันเงินได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๐ ได้รับการสถาปนาขึ้น เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๕๓๑ ตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑
ได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนา ตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้ดำเนินการเป็นหลักฐานมั่นคงมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มี นักเรียนทั้งแผนกธรรมและบาลีเป็นจำนวนมาก มิได้สอบไล่ได้ในสนามหลวงมากทุกปี จนได้รับ การยกย่องเกียรติคุณให้เป็นสำนักเรียนตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นอกจากนี้ก็ได้สนับสนุน การศึกษาของชาติโดยการอนุญาตให้ทางราชการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในที่ดินของวัดนี้ด้วย
สำหรับวันธรรมสวนะหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ทางวัดได้จัดให้มีการบำเพ็ญกุศล และประกอบพิธีทางศาสนาเป็นการรักษาขนบประเพณีตลอดมาเป็นประจำ
ที่วัดนี้มีมูลนิธิ ๓ มูลนิธิ คือ มูลนิธิพระเทพวงศาจารย์ มูลนิธิการศึกษาพระปรีชาธรรม และมูลนิธิพระราช- ญาณกวี
การบริหารและการปกครอง ดำเนินการปกครองภายในวัดตามพระธรรมวินัยระเบียบข้อบังคับ กฎหมายทางคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม สำหรับพระภิกษุอยู่จำพรรษาที่วัดนี้มีจำนวนประมาณกว่า 0 รูป เจ้าอาวาสมี ๔ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอาจารย์หนู หรือ "ยัง" เรียกกันว่า "พ่อหลวง-ดกทะเดี" รูปที่ ๒ พระครูธรรมคาร์ (บุญ) รูปที่ ๓ พระเทพวงศาจารย์ (จันทร์ โกสโล) และถึง พ.ศ. ๒๕๐๖ รูปที่ ๔ พระราชญาณกวี (บุญชวน เขมาภิโต) เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา และตำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดชุมพรอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย.