วัดสามพระยา
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดสามพระยา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ท้องที่แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
อาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับคลองบางขุนพรหม ซึ่งปัจจุบันได้ถมทำเป็นถนนแล้ว ทิศใต้ติดต่อกับถนนซอยสามพระยา ทิศตะวันออกติดต่อกับบริเวณหลังอาคารสำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ ทิศตะวันตกติดต่อกับสำนักงานเจ้าพระยา
บริเวณพื้นที่ตั้งวัด ได้จัดแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส สำหรับพระอุโบสถ และพระวิหารอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีแนวกำแพงกั้น จัดเป็นเขตพุทธาวาส ตั้งอยู่ทางด้านทิศ เหนือของเขตสังฆาวาส ภายในบริเวณกำแพงพระอุโบสถและพระวิหาร มีพระเจดีย์อยู่ประมาณ 4-3 องค์ สร้างขึ้นมาในชั้นหลัง ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ หมู่กุฎิริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลาอบรมสงฆ์ อาคารที่พักสงฆ์และตึกรัฐธำมะโนประถัมภ์ ตั้งอยู่ด้านหน้า วัดบริเวณรอบ ๆ พระอุโบสถ
ความเป็นมา
วัดสามพระยา เดิมชื่อว่า "วัดบางขุนพรหม" สร้างขึ้นในต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยหลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) โดยยกที่ดินพร้อมทั้งบ้านเรือนของขุนพรหม (สารท) ผู้เป็น น้องชาย ซึ่งได้ถึงแก่กรรมลงด้วยไข้บำเพ็ญ ก่อนหน้านี้ ๒ ปี ถวายสร้างเป็นวัดขึ้นที่บริเวณบ้านลาน อยู่เหนือปากคลองบางลำภู เพื่อเป็นอนุสรณ์และผลบุญติดตามขุนพรหม (สารท) เมื่อสร้างวัด เสร็จแล้วได้เรียกชื่อว่า "วัดบางขุนพรหม" เป็นเหตุให้นามของตำบลหมู่บ้านบริเวณวัด ซึ่งเดิม เรียกว่า "บ้านลาน" กลับกลายเรียกกันว่า ตำบลบางขุนพรหมตามไปด้วย
ครั้นต่อมา พระยาราชสุภาวดี (ขุนทอง) พระยาราชนิกุล (ทองคำ) และพระยาเทพวรชุน (ทองห่อ) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่านขุนพรหม (สารท) เนื่องจากเป็นบุตรของน้องสาวขุนพรหม
มีชื่อว่า "พวา" ท่านพระยาทั้งสามได้ดำริพร้อมกันว่า "วัดบางขุนพรหมที่ลุงคนโตคือ หลวง วิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) ยกอุทิศถวายจัดสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์แก่ลุงคนเล็กนั้น เป็นวัดมี อาณาเขตกว้างขวาง และกำลังชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ประกอบกับคุณลุง (ขุนพรหม) ไม่มีทายาทสืบสกุล ส่วนเราทั้ง ๓ คนพี่น้องเสมือนหนึ่งเป็นทายาทโดยตรง สมควรที่จะทะนุ บำรุงปฏิสังขรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองสถิตสถาพรสืบไป" จึงพร้อมใจกันบริจาคทรัพย์ปฏิสังขรณ์วัด บางขุนพรหมทั้งวัด ครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพระยาทั้งสาม จึงได้พร้อมใจกันน้อมเกล้า ๆ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. ๓๖๖
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ หลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินมา ทอดพระเนตรแล้วทรงรับวัดบางขุนพรหมไว้เป็นพระอารามหลวง พร้อมทั้งพระราชทานนามวัด ใหม่ว่า "วัดสามพระยา" ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน
แต่เดิมนั้น วัดสามพระยา ระบุว่าเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้มีประกาศเรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวงขึ้น ทางราชการคงจะได้พิจารณาถึง สภาพฐานะแล้วจัดลำดับพระอารามหลวงขึ้นใหม่ ทำให้วัดสามพระยาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๑ ไร่ ๙๒ ตารางวา โฉนดเลขหมาย ๒๑๘๔ เลขที่ดิน ๓๗ หน้า สำรวจ ๑๘๔
ที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๔ แปลง เนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน ๖๒ ตารางวา คือ
แปลงที่ ๑ ตั้งอยู่แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ งาน ๔ ตารางวา โฉนดเลขหมาย ๑๔๘ หน้าสำรวจ ๕๙
แปลงที่ ๒ ตั้งอยู่แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ • งาน ๕๘ ตารางวา โฉนดเลขหมาย ๑๕๘ เลขที่ดิน ๔ หน้าสำรวจ ๑๕๖
แปลงที่ ๓ และแปลงที่ ๔ ตั้งอยู่ที่แขวงบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่ ถูกตัดถนนผ่านคงเหลือเนื้อที่อยู่ประมาณ < ไร่เศษ
ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุ และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ
พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย มีพระพุทธลักษณะ งดงามมาก พระเจดีย์ ประมาณ ๕-๖ องค์ ภายในบริเวณกำแพงพระอุโบสถกับพระวิหาร พระอุโบสถ และพระวิหาร เป็นตึกก่ออิฐถือปูนหลังคาสองชั้น หน้าบันประดับกรุ กระเบื้องด้วย ศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่นิยมสร้างในยุคนั้น ศาลาการเปรียญ รูปทรงโรงมีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์
ขนาดกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร มีฝารอบ ศาลาอบรมสงฆ์ ขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร เป็นศาลาอเนกประสงค์ชั้นเดียว ตึกรัฐชัมมูปถัมภ์ เป็นอาคารทรงไทย ๒ ชั้น มีมุขลดทั้งสองข้าง ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร อาคารสถานที่พำนักอาศัยชั่วคราวของพระสงฆ์ที่มาจากต่างจังหวัด เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น มีห้องน้ำพร้อมทุก ๆ ห้อง กุฎิพระสงฆ์ จัดเป็น ๒ คณะ เป็นกุฎิไม้ใต้ถุนโปร่งมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เฉพาะ กุฎิคณะ ๑ ได้ปฏิสังขรณ์เปลี่ยนแปลงเป็นอาคารเสริมเหล็ก
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดสามพระยา สนับสนุนการศึกษาพระปริบัติธรรมทุกแผนก โดยที่ปัจจุบันเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ได้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่กองบาลี สนามหลวง จึงมีทั้งการเรียนการสอน การสอบ ตลอดจนการตรวจข้อสอบนักธรรม และบาลี ที่วัดนี้ตลอดมา เกี่ยวกับการสาธารณสงเคราะห์
ทางราชการได้ใช้สถานที่วัดสามพระยาเป็นที่อบรม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองหลายระดับ เป็นที่ตั้งของสมาคม ๒ สมาคม คือ "สมาคม เภสัชและอายุรเวชแพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทย" และเปรียญธรรมสมาคม นอกจากนี้
พระเดชพระคุณเจ้าอาวาสปัจจุบันได้จัดตั้งโครงการหน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล (อ.ป.ต.) นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทำให้ใกล้ชิดและเข้าใจดีต่อพระพุทธ— ศาสนา โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำและดำเนินการ
การบริหารและการปกครอง วัดสามพระยา
ได้จัดการบริหารและการปกครองตามกฎระเบียบ
คำสั่งของ ทางคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย พระสงฆ์ในวัดประพฤติปฏิบัติสมณกิจเป็นปกติโดยเคร่งครัด ตลอดมา สำหรับเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดมีลำดับ ดังนี้ ๑. พระเทพเมธี (ครุท) ป.ธ. ๔ ครองวัดมาถึงมรณภาพในสมัยรัชกาลที่ 5 วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๖ ปีฉลู อายุ ๒๒ ปี ๒. พระธรรมดิลก (ขาว เขมโก) ป.ธ. ๖ ครองวัดต่อมาถึงมรณภาพปี พ.ศ. ๒๔๗๘ อายุ ๕๔ ปี ๓. สมเด็จพระพุทธโฆษารย์ (ฟื้น ชุตินธรมหาเถระ) ป.ธ. ๖ ได้ปกครองวัดต่อมา จนถึงปัจจุบัน